ประเทศไทยล้มเหลวในการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบ และไม่อาจแข่งขันได้ในเศรษฐกิจฐานความรู้ ก่อนปี 2538

กระทู้สนทนา
อภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 : จุดตัดทางประวัติศาสตร์ของสิทธิการศึกษาคนไทยและรากฐานปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมายเชิงประวัติศาสตร์ของการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ในฐานะจุดตัดเชิงโครงสร้าง (historical rupture) ที่ทำให้รัฐไทยยอมรับ “การศึกษา” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก อันนำไปสู่การบัญญัติสิทธิการศึกษา 15 ปีในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 บทความชี้ให้เห็นว่า หากปราศจากการอภิวัฒน์การศึกษาดังกล่าว ประเทศไทยย่อมไม่สามารถยกระดับทุนมนุษย์ของตนได้ และจะตกอยู่ในสภาวะด้อยพัฒนาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความยังวิเคราะห์บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรัฐบุรุษผู้วางรากฐานทางปรัชญาและโครงสร้าง ผ่าน ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็นปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และวิพากษ์ปัญหาการบิดเบือนประวัติศาสตร์การศึกษาของรัฐไทยในเชิงโครงสร้าง


1. บทนำ

ในทางวิชาการ จำเป็นต้องยืนยันอย่างชัดเจนว่า การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิได้เป็นเพียงมาตรการปฏิรูปการศึกษาเชิงเทคนิค หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงอารยธรรมของรัฐไทยจาก “รัฐผู้สงเคราะห์การศึกษา” ไปสู่ “รัฐผู้รับรองสิทธิการศึกษา” ของพลเมืองอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นเงื่อนไขจำเป็น (necessary condition) สำหรับการยกระดับทุนมนุษย์และการพัฒนาประเทศในระยะยาว


2. ความล้มเหลวเชิงประวัติศาสตร์ของการจัดบริการการศึกษาไทยก่อน พ.ศ. 2538

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรัฐธรรมนูญหลายฉบับ จนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 รัฐไทยไม่สามารถสร้างระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้อย่างเป็นโครงสร้าง สิทธิการศึกษาของประชาชนไทยโดยพฤตินัยจึงถูกจำกัดอยู่เพียงระดับประถมศึกษา

ความล้มเหลวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐไทยจะอ้างความก้าวหน้าในเชิงเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในเชิงทุนมนุษย์ ประเทศไทยกลับล้าหลังกว่าประเทศอดีตอาณานิคมหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาให้แก่พลเมืองของตนได้ก่อนหน้าไทย


3. หลักฐานเชิงประจักษ์: โครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทย พ.ศ. 2538

รายงานของ Haas (1999) ซึ่งจัดทำร่วมกันโดย UNESCO–UNEVOC และ RMIT University ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า ในปี พ.ศ. 2538 โครงสร้างแรงงานไทยมีการศึกษาดังนี้

ร้อยละ 79.1 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า
ร้อยละ 8.0 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ร้อยละ 3.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ
ร้อยละ 3.2 ระดับอาชีวศึกษา
ร้อยละ 6.4 ระดับอุดมศึกษา

ตัวเลขเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างที่ยืนยันว่า ก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ประเทศไทยล้มเหลวในการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบ และไม่อาจแข่งขันได้ในเศรษฐกิจฐานความรู้


4. อภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 และสิทธิการศึกษาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เป็นรากฐานโดยตรงของการบัญญัติสิทธิการเรียน 15 ปีในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะมาตรา 43 และมาตรา 80 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับการศึกษาในฐานะ “สิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง” มิใช่เพียงการจัดบริการตามดุลยพินิจของรัฐ การยอมรับเช่นนี้ถือเป็นจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้โครงสร้างการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


5. บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

ในเชิงปรัชญาและโครงสร้าง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ไม่อาจอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ หากไม่กล่าวถึงบทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรัฐบุรุษผู้มีคุณูปการเอนกอนันต์ต่อผืนแผ่นดินไทย การวางรากฐานดังกล่าวตั้งอยู่บน ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็น ปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงแนวคิดเชิงนามธรรมหรือกรอบนโยบายชั่วคราว

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ได้รับการอ้างอิงและสอดคล้องกับเอกสารวิชาการระดับนานาชาติจากองค์กร เช่น UNESCO, World Bank, ADB, UNICEF, SEAMEO ตลอดจนฐานข้อมูล SSRN และ ERIC ซึ่งล้วนเน้นย้ำว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการลงทุนในคนผ่านสิทธิการศึกษาอย่างถ้วนหน้า


6. การบิดเบือนประวัติศาสตร์การศึกษาและผลกระทบเชิงโครงสร้าง

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของสังคมไทย คือการที่หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ มีแนวโน้มเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยใหม่ในลักษณะที่ลดทอนหรือปกปิดความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 100 ปี การไม่บันทึกความจริงอย่างตรงไปตรงมานี้ ส่งผลให้สังคมไทยขาดความเข้าใจต่อรากเหง้าของความด้อยพัฒนา และประเมินคุณค่าของการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ต่ำกว่าความเป็นจริง

ในเชิงสังคมการเมือง การบิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ยังสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการเคลมผลงานของรัฐ และการผลิตข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งในบางช่วงเวลาได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรงและความสูญเสียที่ยังไม่สามารถคลี่คลายความจริงและความยุติธรรมได้อย่างสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน


7. บทสรุป

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 คือจุดเปลี่ยนเชิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มหลุดออกจากกับดักการจำกัดสิทธิการศึกษาไว้เพียงระดับประถมศึกษา และขยับเข้าใกล้มาตรฐานสากลด้านสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน การทำความเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างตรงไปตรงมา มิใช่เพื่อตอกย้ำความล้มเหลวในอดีต หากแต่เพื่อยืนยันคุณูปการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ในฐานะรากฐานการสร้างคน สร้างชาติ ที่สังคมไทยจำเป็นต้องยึดถือและสืบสานอย่างซื่อสัตย์ต่อประวัติศาสตร์


เอกสารอ้างอิง

Haas, A. R. (1999). Trends in Articulation Arrangements for Technical and Vocational Education in the South East Asian Region. UNESCO–UNEVOC & RMIT University, Australia.

(เอกสารอ้างอิงเชิงปรัชญาและนโยบายจาก UNESCO, World Bank, ADB, UNICEF, SEAMEO, SSRN และ ERIC ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ สามารถใช้ประกอบการศึกษาต่อเนื่องตามหลักวิชาการสากล)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่