ถ้าพูดกันตรง ๆ ต้องบอกว่า “ใช่ครับ” ในความเป็นจริงช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เส้นแบ่งทางการเมืองไทยถูกทำให้แคบลงเหลือเรื่องเดียวมาก คือ ท่าทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการบางส่วน และFCพรรคการเมืองบนโลกออนไลน์มีบทบาทสำคัญมากในการตอกย้ำเส้นแบ่งนี้ จนมันกลายเป็นเกณฑ์หลักในการจัดว่าใครอยู่ฝั่งไหนในหน้าข่าวและบทสนทนาประจำวันของคนไทย
แต่ถ้ามองในเชิงวิชาการรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต้องบอกตรง ๆ ว่า การแบ่งแบบนี้ทั้งอันตรายและคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานสากลมาก
ในโลกตะวันตก เขาไม่ได้แบ่งพรรคการเมืองกันที่ “เอาหรือไม่เอาสถาบัน” เพราะสถาบันหลักของรัฐถูกวางให้เป็นกลางทางการเมืองอยู่แล้ว สิ่งที่เขาใช้แบ่งคือ แนวคิดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การคลัง และบทบาทของรัฐกับตลาด
พอไทยเอาเรื่องสถาบันมาเป็นแกนหลัก มันเลยเกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง อย่างแรกคือ นิยามคำว่า “อนุรักษนิยม” ถูกบิดเบือน
ในยุโรปหรืออเมริกา อนุรักษนิยมหมายถึงการรักษาวินัยการคลัง ตลาดเสรี การใช้รัฐอย่างระมัดระวัง แต่ในไทย พรรคที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยมหลายพรรคกลับใช้นโยบายประชานิยมหนัก แจกเงิน อุดหนุนเป็นวงกว้าง ซึ่งถ้าวัดตามมาตรฐานสากล นี่คือ “นโยบายซ้าย” ชัด ๆ ไม่ใช่อนุรักษนิยมเลยด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน คำว่า “ก้าวหน้า” ก็ถูกบีบให้แคบลง เหลือแค่เรื่องการแก้กฎหมายเชิงโครงสร้างหรือประเด็นอำนาจ ทั้งที่ในโลกจริง ความก้าวหน้าต้องรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล การศึกษา การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความสามารถแข่งขันของประเทศด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเชิงสัญลักษณ์
จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือการเมืองไม่ได้แข่งกันที่ “นโยบาย” แต่แข่งกันที่ “ฐานอำนาจ”
ฝ่ายหนึ่งใช้วาทกรรม “รื้อโครงสร้าง ปฏิรูป” เพื่อรวมคนที่อัดอั้นกับระบบเดิม
อีกฝ่าย เมื่อถูกบีบให้ต้องเลือกว่าจะ “รื้อ” หรือ “รักษา” ก็ถอยไปยืนฝั่งที่ปกป้องสถานะเดิมโดยปริยาย แม้หลายพรรคในกลุ่มนี้จะมีนโยบายเศรษฐกิจที่จริง ๆ เป็นทุนนิยมก้าวหน้ามากกว่าพรรคที่ถูกเรียกว่าก้าวหน้าด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายประชานิยมที่ทุกพรรคใช้เหมือนกันหมด ยิ่งทำให้เส้นซ้าย–ขวาแบบสากลหายไป
เพื่อไทยแจกแบบกระตุ้นเศรษฐกิจ
พรรคประชาชนแจกในกรอบรัฐสวัสดิการ
ภูมิใจไทยหรือประชาธิปัตย์แจกแบบอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม
พอทุกคน “แจก” เหมือนกัน ประชาชนเลยแยกไม่ออกว่าใครซ้ายใครขวา จึงต้องไปใช้เส้นแบ่งทางอัตลักษณ์ เช่น ท่าทีต่อสถาบัน กองทัพ หรือรัฐธรรมนูญ แทน ซึ่งนี่คือการแบ่งแบบ Political Identity ไม่ใช่ Ideology
ถ้าอธิบายตามหลักสากล ฝ่ายก้าวหน้าในตะวันตกคือกลุ่มที่เชื่อว่าโครงสร้างเดิมไม่ยุติธรรม และรัฐต้องเข้าไปแทรกแซงมากขึ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียม ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้หมายถึงพวกหัวโบราณ แต่คือกลุ่มที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เชื่อในสถาบันเดิม ตลาดเสรี และวินัยการคลัง ซึ่งในหลายประเทศ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับเต็มไปด้วยเทคโนแครตและนักธุรกิจระดับโลก
อีกจุดที่สังคมไทยมักสับสนคือ “ก้าวหน้า” มีสองความหมาย
ก้าวหน้าเชิงเทคนิค คือบริหารเก่ง ใช้นวัตกรรม ทำให้เศรษฐกิจโต
ก้าวหน้าเชิงการเมือง คือเน้นสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม
สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกันเสมอ และในต่างประเทศก็แยกกันชัดเจนกว่าที่ไทยทำ
สรุปคือ ปัญหาของไทยไม่ใช่มีฝ่ายก้าวหน้าหรืออนุรักษนิยม แต่คือ เราใช้คำสองคำนี้เป็นอาวุธทางศีลธรรม มากกว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือถกเถียงเชิงนโยบาย เราผูก “ก้าวหน้า” เข้ากับความดีและประชาธิปไตย และผูก “อนุรักษนิยม” เข้ากับความล้าหลังหรือเผด็จการ ทั้งที่ในโลกจริง คำถามที่ควรถามคือ นโยบายใครทำแล้วประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนมากกว่ากัน ไม่ใช่ใครยืนอยู่ฝั่งไหนของเส้นแบ่งเชิงสัญลักษณ์
ถ้าไทยยังแบ่งการเมืองด้วยแกนนี้ต่อไป เราจะถกเถียงกันเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่บริหารประเทศได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในระยะยาวครับ
เข็มทิศการเมืองที่เพี้ยนไป: บทวิเคราะห์ความลักลั่นของก้าวหน้า-อนุรักษนิยมในไทย
แต่ถ้ามองในเชิงวิชาการรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ต้องบอกตรง ๆ ว่า การแบ่งแบบนี้ทั้งอันตรายและคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานสากลมาก
ในโลกตะวันตก เขาไม่ได้แบ่งพรรคการเมืองกันที่ “เอาหรือไม่เอาสถาบัน” เพราะสถาบันหลักของรัฐถูกวางให้เป็นกลางทางการเมืองอยู่แล้ว สิ่งที่เขาใช้แบ่งคือ แนวคิดในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ การคลัง และบทบาทของรัฐกับตลาด
พอไทยเอาเรื่องสถาบันมาเป็นแกนหลัก มันเลยเกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง อย่างแรกคือ นิยามคำว่า “อนุรักษนิยม” ถูกบิดเบือน
ในยุโรปหรืออเมริกา อนุรักษนิยมหมายถึงการรักษาวินัยการคลัง ตลาดเสรี การใช้รัฐอย่างระมัดระวัง แต่ในไทย พรรคที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยมหลายพรรคกลับใช้นโยบายประชานิยมหนัก แจกเงิน อุดหนุนเป็นวงกว้าง ซึ่งถ้าวัดตามมาตรฐานสากล นี่คือ “นโยบายซ้าย” ชัด ๆ ไม่ใช่อนุรักษนิยมเลยด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกัน คำว่า “ก้าวหน้า” ก็ถูกบีบให้แคบลง เหลือแค่เรื่องการแก้กฎหมายเชิงโครงสร้างหรือประเด็นอำนาจ ทั้งที่ในโลกจริง ความก้าวหน้าต้องรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล การศึกษา การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความสามารถแข่งขันของประเทศด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองเชิงสัญลักษณ์
จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือการเมืองไม่ได้แข่งกันที่ “นโยบาย” แต่แข่งกันที่ “ฐานอำนาจ”
ฝ่ายหนึ่งใช้วาทกรรม “รื้อโครงสร้าง ปฏิรูป” เพื่อรวมคนที่อัดอั้นกับระบบเดิม
อีกฝ่าย เมื่อถูกบีบให้ต้องเลือกว่าจะ “รื้อ” หรือ “รักษา” ก็ถอยไปยืนฝั่งที่ปกป้องสถานะเดิมโดยปริยาย แม้หลายพรรคในกลุ่มนี้จะมีนโยบายเศรษฐกิจที่จริง ๆ เป็นทุนนิยมก้าวหน้ามากกว่าพรรคที่ถูกเรียกว่าก้าวหน้าด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายประชานิยมที่ทุกพรรคใช้เหมือนกันหมด ยิ่งทำให้เส้นซ้าย–ขวาแบบสากลหายไป
เพื่อไทยแจกแบบกระตุ้นเศรษฐกิจ
พรรคประชาชนแจกในกรอบรัฐสวัสดิการ
ภูมิใจไทยหรือประชาธิปัตย์แจกแบบอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม
พอทุกคน “แจก” เหมือนกัน ประชาชนเลยแยกไม่ออกว่าใครซ้ายใครขวา จึงต้องไปใช้เส้นแบ่งทางอัตลักษณ์ เช่น ท่าทีต่อสถาบัน กองทัพ หรือรัฐธรรมนูญ แทน ซึ่งนี่คือการแบ่งแบบ Political Identity ไม่ใช่ Ideology
ถ้าอธิบายตามหลักสากล ฝ่ายก้าวหน้าในตะวันตกคือกลุ่มที่เชื่อว่าโครงสร้างเดิมไม่ยุติธรรม และรัฐต้องเข้าไปแทรกแซงมากขึ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียม ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้หมายถึงพวกหัวโบราณ แต่คือกลุ่มที่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เชื่อในสถาบันเดิม ตลาดเสรี และวินัยการคลัง ซึ่งในหลายประเทศ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับเต็มไปด้วยเทคโนแครตและนักธุรกิจระดับโลก
อีกจุดที่สังคมไทยมักสับสนคือ “ก้าวหน้า” มีสองความหมาย
ก้าวหน้าเชิงเทคนิค คือบริหารเก่ง ใช้นวัตกรรม ทำให้เศรษฐกิจโต
ก้าวหน้าเชิงการเมือง คือเน้นสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม
สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกันเสมอ และในต่างประเทศก็แยกกันชัดเจนกว่าที่ไทยทำ
สรุปคือ ปัญหาของไทยไม่ใช่มีฝ่ายก้าวหน้าหรืออนุรักษนิยม แต่คือ เราใช้คำสองคำนี้เป็นอาวุธทางศีลธรรม มากกว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือถกเถียงเชิงนโยบาย เราผูก “ก้าวหน้า” เข้ากับความดีและประชาธิปไตย และผูก “อนุรักษนิยม” เข้ากับความล้าหลังหรือเผด็จการ ทั้งที่ในโลกจริง คำถามที่ควรถามคือ นโยบายใครทำแล้วประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนมากกว่ากัน ไม่ใช่ใครยืนอยู่ฝั่งไหนของเส้นแบ่งเชิงสัญลักษณ์
ถ้าไทยยังแบ่งการเมืองด้วยแกนนี้ต่อไป เราจะถกเถียงกันเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่บริหารประเทศได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่คือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดในระยะยาวครับ