ผ่าไส้ใน STARK แบบละเอียดทุกเม็ด

กระทู้สนทนา
ผ่าไส้ใน STARK แบบละเอียดทุกเม็ดให้ดู ว่าโจรใส่สูทพวกนี้ใช้ช่องโหว่ตรงไหนปล้นเงิน 3 หมื่นล้านไปจากตลาดทุนไทย นี่คือบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด

1. จุดเริ่มต้น: การทำ "Backdoor Listing" (ประตูหลังอันตราย)
ปกติบริษัทจะเข้าตลาดหุ้นต้องทำ IPO ซึ่งโดน ก.ล.ต. ตรวจสอบยิบ แต่ STARK ใช้วิธีที่เรียกว่า Reverse Takeover:

เข้าไปเทคโอเวอร์บริษัท SMM (สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย) ที่ทำธุรกิจสื่อและกำลังแย่

พอได้สิทธิในตลาดหุ้นแล้ว ก็โละธุรกิจเดิมทิ้ง แล้วเอาธุรกิจสายไฟฟ้าของ Phelps Dodge สวมเข้าไปแทน

ช่องโหว่: กระบวนการนี้ในสมัยนั้นโดนตรวจสอบ "เบากว่า" การทำ IPO ปกติ ทำให้กลุ่มตัวการซ่อนงบเน่าๆ เข้าไปได้ง่ายตั้งแต่เริ่มต้น

2. กลโกงบัญชี: "การสร้างยอดขายทิพย์" (The Fake Revenue)
นี่คือส่วนที่แสบที่สุด พวกเขาทำสิ่งที่เรียกว่า Round-Tripping หรือการปั่นเงินวน:

ออกใบกำกับภาษีปลอม: สร้างออเดอร์ปลอมๆ ว่าขายสายไฟให้ลูกหนี้การค้าที่ไม่มีตัวตน หรือบริษัทนอมินี

เงินโอนวน: เพื่อให้ผู้สอบบัญชีเชื่อว่ามีการซื้อขายจริง พวกเขาจะโอนเงินออกจาก STARK (อ้างว่าไปซื้อของ) แล้วให้เงินนั้นไหลวนกลับเข้ามาในชื่อ "การชำระหนี้จากลูกค้า"

ผลลัพธ์: งบการเงินโชว์กำไรพุ่งกระฉูด (ปี 64 โชว์กำไร 2,780 ล้าน) เพื่อล่อให้กองทุนและรายย่อยเข้ามาซื้อหุ้น และดึงดูดคนให้ซื้อหุ้นกู้

3. การไซฟอนเงิน (Siphoning): เงินสดหายไปไหน?
เงินที่ได้จากการระดมทุนและขายหุ้นกู้รวมหมื่นๆ ล้าน ถูกดูดออกด้วยวิธี:

ลูกหนี้การค้าปลอม (Fake Accounts Receivable): ในงบโชว์ว่ามีคนค้างหนี้ 3.4 หมื่นล้าน แต่ความจริงคือ "หนี้เน่า" ที่เก็บเงินไม่ได้ หรือไม่มีตัวตนอยู่จริง

สต็อกลม (Ghost Inventory): แจ้งว่ามีวัตถุดิบและสินค้าคงเหลือเต็มโกดังมูลค่ามหาศาล เพื่อให้สินทรัพย์ดูเยอะ แต่พอดีเอสไอ (DSI) เข้าไปตรวจจริงๆ กลับพบว่า "โกดังว่างเปล่า" สินค้าหายไปกว่า 25-50%

โอนเงินไปต่างประเทศ: มีการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินไหลไปยังบริษัทนอมินีในต่างประเทศ และบริษัทลูกในเวียดนาม เพื่อฟอกเงินสดให้ตามรอยยาก

4. มหากาพย์หุ้นกู้ 9,200 ล้าน: "กับดักความน่าเชื่อถือ"
STARK ใช้ชื่อเสียงระดับ SET100 และเรทติ้งความน่าเชื่อถือที่ดูดี ไปออกหุ้นกู้ 5 ชุด:

หลอกนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ว่าเงินจะเอาไปขยายธุรกิจในยุโรป (ดีล LEONI ที่สุดท้ายล้มดีล)

พอความแตกว่างบการเงินที่ใช้ยื่นขอกู้เป็น "งบปลอม" ทำให้เกิดการ Cross Default (ผิดนัดชำระหนี้ต่อเนื่องทุกชุด) ทันที นักลงทุนถือกระดาษเปล่าที่มีค่าเท่ากับศูนย์

📌 อัปเดตสถานะจำเลยล่าสุด (มกราคม 2026)
นายชนินทร์ เย็นสุดใจ (อดีตประธานบอร์ด): ถูกรวบตัวจากดูไบหลังหนีไป 1 ปีเต็ม ตอนนี้คอตกอยู่ในเรือนจำ สู้คดีฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน

นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ (ผู้ถือหุ้นใหญ่): ทายาทสี TOA ถูกส่งฟ้องในฐานะ "ผู้สนับสนุนหรือตัวการร่วม" แม้จะอ้างว่าป่วยหรือถูกหลอก แต่ศาลสั่งดำเนินคดีถึงที่สุด

ทีมปฏิบัติการ: เลขาฯ และฝ่ายบัญชีอีกหลายคน ถูกสั่งฟ้องและติดคุกไปพร้อมกัน เพราะเป็นคนลงมือแต่งตัวเลข

💡 บทสรุปความซวยที่โลกต้องจำ
มูลค่าความเสียหาย 30,000 ล้านบาท ถ้าเทียบให้เห็นภาพคือ "เงินก้อนนี้ซื้อรถเมล์ไฟฟ้าใหม่ได้ทั้งกรุงเทพฯ" หรือ "สร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้หลายสิบแห่ง" แต่มันกลับหายไปในกระเป๋าคนเพียงไม่กี่กลุ่ม

วิเคราะห์ฉบับ Droid: บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า "ผู้สอบบัญชี (Auditor)" และ "กรรมการอิสระ" ในไทยยังมีจุดอ่อนในการตรวจสอบทุจริตภายในชั้นสูง หากใครจะลงทุนในปี 2026 นี้ ต้องดู "กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (CFO)" เทียบกับกำไรสุทธิ ถ้ากำไรเยอะแต่เงินสดไม่เข้ากระเป๋าบริษัทเลย... ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า "โกง!"

Page ดอย-droid

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่