นโยบายแจกเงิน บทเรียนที่ทำ “ประเทศไม่ไปไหน” แต่เรายังเดินซ้ำทางเดิม

กระทู้สนทนา
ทำไมเราไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนในโลก แจกเงินประชาชนคนละ “1 ล้านบาท” ให้รวยพร้อมกันทั้งประเทศไปเลย ?
ถ้าการแจกเงินทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง

คำตอบมันควรจะง่ายกว่านี้มาก แค่พิมพ์เงิน แจกให้หมด ความจนก็น่าจะหายไปจากโลกนานแล้ว แต่ความจริงคือ…ไม่มีประเทศไหนทำแบบนั้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ แต่เพราะเขารู้ดีว่า การแจกเงินมี “ต้นทุน” มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

ซึ่งพี่ทุยไม่ได้บอกว่านโยบายแจกเงิน “ผิด” ในทุกกรณี เพราะในบางช่วง บางสถานการณ์ มันจำเป็น และช่วยประคองชีวิตคนได้จริง แต่คำถามคือ เราใช้มัน เพื่อแก้ปัญหา หรือใช้มันเป็น ทางลัด เพื่อซื้อเวลา

เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าโครงสร้างยังเหมือนเดิม ปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม และประเทศก็ยังติดหล่ม…ไม่ไปไหน นี่คือบทเรียนที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากหลายประเทศทั่วโลกที่พี่ทุยอยากชวนมาให้ดูไปพร้อมกัน

    1.ประวัติศาสตร์โลก เคยลองทางลัดนี้มาแล้ว
ประวัติศาสตร์โลกสอนเราเรื่องนี้มาแล้วหลายรอบ แต่คนเราก็ไม่เคยจำหรอก ตั้งแต่
- อาร์เจนตินา ทั้งแจกเงิน ให้ใช้ไฟฟรี เพิ่มค่าแรงไม่หยุด
- เวเนซุเอลา น้ำมันถูก แจกทุกอย่างที่แจกได้
- ซิมบับเว เงินไม่พอใช้ ก็พิมพ์เงินเพิ่ม
- กรีซ ให้บำนาญสูง แจกเงินคนว่างงานจำนวนมาก
ปลายทางเหมือนกันแทบทุกประเทศ เศรษฐกิจพัง เงินเฟ้อพุ่ง หนี้สาธารณะล้น

     2.ถ้าประเทศคือบริษัท นี่คือการบริหารแบบไร้ความคิด
ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าประเทศคือบริษัท รัฐบาลคือ CEO และประชาชนคือพนักงาน
     สมมุติ CEO บริหารด้วยการ แจกโบนัสทุกปี ให้วันหยุดเยอะ ๆ ไม่สนผลงาน ไม่สนการแข่งขัน ไม่สนอะไรสนอย่างเดียวคือ “อยากให้พนักงานรักในช่วงที่เรายังอยู่ในตำแหน่ง”
     คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ? คำตอบไม่ยาก บริษัทเจ๊งแน่ เพราะรายได้ก็ไม่โต แถมค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกปีแบบนี้ ซึ่งการบริหารระดับประเทศก็ไม่ต่างกัน เพราะโลกของการบริหารบริษัท หรือ บริหารประเทศ ไม่ได้ลงทุนด้วยความใคร่ แต่ลงทุนด้วย ศักยภาพในการแข่งขัน

     3.เงินที่แจก คือ หนี้เลวส่งต่อให้ลูกหลาน
     คำตอบมีอยู่ไม่กี่ทาง ไม่ว่าจะเป็น เก็บภาษี กู้เงิน หรือโยกงบจากเรื่องอื่นมา ซึ่งปัญหาจะไม่เกิดเลยถ้าเรามีเงินมากพอให้แจก แต่ปัญหาคือเราไม่ไม่มีเงิน ละถามต้องทำไง ก็กู้เงินมาแจกสิ
     โดยการกู้ที่ว่าเราไม่ได้เอาพัฒนา แต่เอามาผลาญ ซึ่งเงินกู้นี้ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต กู้มาแล้ว แรงงานไม่ได้เก่งขึ้น โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ดีขึ้น ผลผลิตประเทศไม่เพิ่ม สิ่งที่ได้คือ ความสบายชั่วคราวแต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือ หนี้เลวระดับประเทศ ที่คนรุ่นถัดไปต้องจ่ายแทน

     4.เงินเพิ่ม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือของแพงขึ้น
ในเศรษฐศาสตร์มีสมการง่าย ๆ MV = PY
M = ปริมาณเงินที่รัฐบาลแจก
V = ปริมาณการหมุนของเงิน ยิ่งมีการใช้จ่ายมากเท่าไร เงินก็หมุนต่อกันมากเท่านั้น
P = ราคาสินค้า
Y = ผลผลิต

     พูดง่าย ๆ สมการนี้กำลังบอกว่า ถ้าเงินในระบบเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโดยรวมก็ต้องขยับตาม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจจะขยับจาก ของที่ผลิตได้มากขึ้น หรือแค่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น (P)
     ปัญหาคือ การเพิ่ม Y หรือผลผลิต ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เร็ว โรงงานไม่ได้งอกขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ แรงงานก็ไม่ได้เก่งขึ้นในไม่กี่เดือน การผลิตของประเทศต้องใช้เวลา ต้องลงทุน และต้องสะสมทักษะ

     แต่การเพิ่ม M หรือปริมาณเงิน ทำได้เร็วมาก โอนวันนี้ พรุ่งนี้เงินเข้า คนทั้งประเทศมีเงินเพิ่มพร้อมกัน เมื่อเงินเพิ่มเร็ว แต่ของที่ผลิตได้ยังเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เศรษฐกิจโตจากการผลิต แต่เป็นการดันให้ P หรือราคาสินค้า ขยับขึ้นแทน
     พูดง่าย ๆ คือ เงินไหลเข้าเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง คนแย่งกันซื้อของเดิม ของก็เลยแพงขึ้น เงินเพิ่มจริง แต่ชีวิตไม่ได้ดีขึ้น และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ V หรือการหมุนของเงิน ไม่ได้เพิ่มตามที่หวัง หลายคนไม่ได้เอาเงินที่ได้มาไปใช้จ่าย แต่เลือกเก็บไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะไม่อยากใช้ แต่เพราะรู้ดีว่าเงินที่รัฐแจกวันนี้ วันหนึ่งต้องถูกเก็บคืนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจมาในรูปภาษี ค่าครองชีพ หรือภาระหนี้ของประเทศในอนาคต ทำให้พอได้เงินมา หลายคนจึงเลือกเก็บแทนที่จะใช้ ผลคือ เงินไม่หมุน เศรษฐกิจไม่กระตุ้นจริง

5.สิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินเฟ้อ คือกับดักความยากจน
     เงินที่ได้มาง่าย จะค่อย ๆ ฆ่าแรงจูงใจในการพัฒนาตัวเอง มนุษย์พัฒนาเพราะ ความจำเป็น ถ้ารัฐเลี้ยงเหมือนลูกแหง่ แรงงานจะไม่อัปสกิล สุดท้ายกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ นี่คือเหตุผลที่ไทย ติดกับดักรายได้ปานกลาง มา 30–40 ปี
สุดท้ายแล้ว การแจกเงิน ก็เหมือนการยื่นปลาให้กินอิ่มวันนี้ แต่พรุ่งนี้…เราก็ยังต้องรอแจกเหมือนเดิมมันช่วยประคองชีวิตได้ในช่วงสั้น แต่ไม่เคยทำให้เรายืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว
     คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “รัฐควรแจกเงินหรือไม่” แต่คือ เรากำลังใช้มันแทนการแก้ปัญหาจริง ๆ อยู่หรือเปล่า พี่ทุยไม่ได้อยากให้ใครต้องอด แต่อยากให้ประเทศนี้ ไม่ต้องวนกลับมาพังซ้ำ ด้วยบทเรียนเดิม ๆ อีกครั้งนั่นเองครับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก | Money Buffalo
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่