สารคดีประวัติศาสตร์ B-36 Peacemaker "ไม้แข็งอันใหญ่" ที่โลกต้องจารึก

สารคดีประวัติศาสตร์ B-36 Peacemaker "ไม้แข็งอันใหญ่" ที่โลกต้องจารึก

1. บริบทและที่มาทางยุทธศาสตร์
จุดเริ่มต้นของ B-36 เกิดขึ้นจากความกังวลในช่วงปี 1941 เมื่อสหรัฐฯ มองเห็นความเป็นไปได้ที่ฐานทัพในยุโรปอาจถูกนาซีเยอรมนียึดครองทั้งหมด ทำให้นักยุทธศาสตร์ต้องออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิด "พิสัยไกลพิเศษ" ที่สามารถบินขึ้นจากแผ่นดินอเมริกา ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปโจมตียุโรปและบินกลับได้โดยไม่ต้องลงจอดเติมเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่เครื่องบินในยุคนั้นอย่าง B-17 หรือ B-24 ยังทำไม่ได้

2. การแข่งขันด้านการออกแบบและรูปลักษณ์
กองทัพได้พิจารณา 2 แนวคิดที่ต่างกันสุดขั้ว คือ Northrop XB-35 ที่เน้นความล้ำสมัยแบบ "ปีกบิน" (Flying Wing) เพื่อลดแรงต้านอากาศ และแนวคิดของ Consolidated (B-36) ที่เน้นขนาดมหึมาและใช้เครื่องยนต์ใบพัดแบบผลัก (Pusher Engines) จำนวน 6 เครื่องติดตั้งไว้ด้านหลังปีก ซึ่งท้ายที่สุด B-36 ได้รับการเลือกให้เข้าสู่การผลิตแม้จะเผชิญความล่าช้าจนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์

3. ความท้าทายทางวิศวกรรมและ "โรคยักษ์"
เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคนั้น B-36 จึงประสบปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อน เช่น ล้อหลักเดี่ยวขนาดมหึมาที่ลงจอดได้เพียงไม่กี่สนามบินในสหรัฐฯ เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปจนทำให้รันเวย์พัง (ภายหลังแก้ด้วยการเปลี่ยนเป็นชุดล้อ 4 ล้อ) รวมถึงปัญหาการสั่นสะเทือนและการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ลูกสูบจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้ได้ถูกต่อยอดไปเป็นเครื่องบินลำเลียง XC-99 ซึ่งเคยเกือบได้ใช้งานในเชิงพาณิชย์กับสายการบิน Pan Am

4. การปรับตัวเข้าสู่ยุคเจ็ตและสงครามเย็น
เมื่อยุคเครื่องบินเจ็ตมาถึง B-36 เกือบถูกยกเลิกโครงการ แต่ได้รับการชุบชีวิตด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ตเพิ่มอีก 4 เครื่องที่ปลายปีก จนเกิดฉายา "6 Turning and 4 Burning" (6 ใบพัด 4 เครื่องเจ็ต) ประกอบกับเหตุการณ์ "ปิดล้อมเบอร์ลิน" โดยโซเวียต ทำให้ B-36 กลายเป็นอาวุธชนิดเดียวที่สามารถบรรทุกระเบิดปรมาณูไปขู่ขวัญศัตรูได้จากระยะไกล ทำให้มันกลายเป็นเสาหลักของหน่วยบัญชาการทางอากาศทางยุทธศาสตร์ (SAC)

5. นวัตกรรมและการใช้ชีวิตบนเครื่อง
ด้วยภารกิจที่ยาวนานหลายสิบชั่วโมง ภายใน B-36 จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องครัวและที่นอน โดยมีนวัตกรรมที่โดดเด่นคืออุโมงค์ยาว 80 ฟุตที่เชื่อมระหว่างส่วนหน้าและส่วนหลังของเครื่อง ซึ่งลูกเรือต้องนอนบนรถลากขนาดเล็กแล้วดึงตัวเองเพื่อเคลื่อนที่ผ่าน นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันตัวที่หนาแน่นที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยปืนใหญ่ 20 มม. ถึง 16 กระบอกที่ซ่อนอยู่ในป้อมปืนระบบไฮดรอลิก

6. โครงการทดลองที่แปลกประหลาด
มีการทดลองสร้าง "เครื่องบินรบปรสิต" เพื่อให้ B-36 บรรทุกเครื่องบินขับไล่คุ้มกันไปกับตัว เช่น XF-85 Goblin เครื่องบินเจ็ตจิ๋วที่เก็บในช่องทิ้งระเบิด และโครงการ FICON ที่นำเครื่อง F-84 มาติดตั้งใต้ท้องเพื่อใช้ในภารกิจสอดแนมระยะไกล แม้การเชื่อมต่อกลางอากาศจะทำได้ยากและอันตรายมากก็ตาม

7. การเมืองระหว่างเหล่าทัพและการสิ้นสุดยุคสมัย
B-36 เคยเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพเรือ เนื่องจากกองทัพเรือไม่พอใจที่งบประมาณเรือบรรทุกเครื่องบินถูกตัดไปให้โครงการนี้ แต่ B-36 ก็พิสูจน์ตัวเองผ่านภารกิจในแถบอาร์กติกอันหนาวเหน็บ จนกระทั่งเทคโนโลยีก้าวไปสู่ยุคความเร็วเหนือเสียง B-36 จึงค่อยๆ ลดบทบาทลง โดยพ่ายแพ้ให้กับ B-52 Stratofortress ที่มีความคล่องตัวและทันสมัยกว่า

8. บทสรุปและมรดกที่ทิ้งไว้
B-36 Peacemaker ปิดสายการผลิตในปี 1954 โดยทิ้งมรดกสำคัญคือการเป็นเครื่องมือ "ป้องปราม" (Deterrent) ที่ทรงพลังที่สุด มันเป็นเครื่องบินที่ได้รับคำชมว่า "ชนะสงครามโดยไม่ต้องออกรบ" เพราะไม่เคยต้องทิ้งระเบิดใส่ศัตรูในสงครามจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น "ไม้แข็ง" ที่รักษาสันติภาพในช่วงเวลาที่โลกเสี่ยงต่อสงครามนิวเคลียร์มากที่สุด

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่