[ #BNK48 #CGM48 ]
:: เมื่อ “เงิน” คือคะแนนเสียง เราเชื่อผลโหวตได้แค่ไหน? ::
ปัจจุบันโมเดลธุรกิจ “การโหวตเชิงพาณิชย์” กลายเป็นกลไกหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ไม่ว่าจะเป็นการโหวตเพื่อมอบรางวัล จัดอันดับความนิยม หรือกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่เปิดโอกาส และเชิญชวนให้แฟนคลับจำนวนมากมาลงทุนสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองรักผ่านการซื้อสินค้า หรือการจ่ายเงินเพื่อแลกคะแนนเสียง โดยแทบไม่เคยมีโอกาสตรวจสอบว่าคะแนนเหล่านั้นถูกนับอย่างไร
โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องผิดในเชิงธุรกิจ แต่เมื่อการโหวตต้องใช้ “เงินจริง” และผลลัพธ์มี “มูลค่า” จริง คำถามที่แฟนคลับในฐานะผู้บริโภคควรตั้งคำถาม อาจไม่ใช่แค่การดูว่า ใครคือผู้ชนะ แต่ต้องดูว่ากระบวนการตัดสินนั้น ตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน
บทความนี้จะพามาดูโมเดลที่ 48TH นำมาใช้กับงาน General Election มาแล้วหลายปี ว่าข้อดีของการมีระบบแบบนี้คืออะไร
------------------------
🔴 กับดักของระบบ “Trust Based”
ระบบการโหวตส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน ดำเนินงานในรูปแบบการรวมศูนย์ คือ ผู้จัดเป็นผู้รวบรวมคะแนน เป็นผู้ประมวลผล และเป็นผู้ประกาศผลลัพธ์ ฟังดูก็ถูกต้องแล้ว
แต่ในมุมมองของการตรวจสอบ นี่คือการมอบอำนาจให้ “ผู้ถือระบบ คือ ผู้ตัดสิน” ผู้บริโภคหรือแฟนคลับ ทำได้เพียงแค่ เชื่อใจ ว่าคะแนนที่ประกาศออกมานั้นถูกต้อง โดยไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปว่าคะแนน หรือ เงินที่เราทุ่มโหวตไป ถูกนับรวมไว้อย่างครบถ้วนหรือไม่
ปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดงานทุจริต แต่หมายความว่า ระบบไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์ความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
ในยุคที่หลายคนให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการตรวจสอบได้อย่างจริงจัง คำถามสำคัญ คือ เรายังจำเป็นต้องยอมรับการโหวตแบบ “กล่องดำ” ที่มองไม่เห็นกระบวนการภายในอยู่อีกหรือไม่
------------------------
🔴 Case Study : โมเดล “Verified Voting” ของ 48TH
แล้วมีระบบการโหวตแบบไหนในไทยที่มีการออกแบบระบบโหวตให้ “ตรวจสอบได้จริง” บ้าง?
คำตอบ คือ ระบบการเลือกตั้งภายในของวง BNK48 และ CGM48 (General Election)
โมเดลนี้เปลี่ยนแนวคิดจากการ “เชื่อใจผู้จัด” มาเป็นการ “พิสูจน์ได้ด้วยเทคโนโลยี” โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน
1) การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ
หลังสิ้นสุดการโหวต ระบบจะมีการเปิดเผยข้อมูลดิบ เช่น ไฟล์ CSV ต่อสาธารณะ ข้อมูลเหล่านี้ดึงมาจากระบบ Blockchain โดยตรง ไม่ใช่เพียงตัวเลขสรุป
แฟนคลับสามารถนำ Wallet Code ไปตรวจสอบได้ว่า จำนวนธุรกรรมถูกต้องหรือไม่ จำนวนโทเคนที่ใช้โหวต ถูกบันทึกครบถ้วนหรือไม่ การเปิดข้อมูลแบบนี้นี้ ทำให้แฟนคลับไม่ต้องพึ่งคำยืนยันจากผู้จัดเพียงฝ่ายเดียว
2) พลังของ Smart Contract และ Blockchain
ความน่าเชื่อถือของระบบไม่ได้อยู่ที่ไฟล์เอกสาร แต่อยู่ที่แหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งถูกบันทึกไว้บน Blockchain ผ่าน Smart Contract แล้วมันมีข้อดียังไง? คำตอบ คือ
✅ แก้ไขไม่ได้ เมื่อธุรกรรมถูกบันทึกแล้ว ไม่มีใคร แม้แต่ผู้จัด สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
✅ ตรวจสอบได้ หลายครั้งที่เราเห็นแฟนคลับที่มีความรู้พื้นฐานทำการตรวจสอบข้อมูลในไฟล์ CSV เทียบกับข้อมูลจริงบนเชน และอธิบายผลนั้นให้แฟนคลับด้วยกันเข้าใจว่าช่วงไหนคะแนนมีการนำ ช่วงไหนคะแนนมีการตาม แล้วไปพลิกชนะกันช่วงไหน
นี่คือการย้าย “ความเชื่อถือ” จากบุคคล
ไปสู่ระบบคณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
3) เปลี่ยนแฟนคลับให้เป็น “ผู้ตรวจสอบ”
หัวใจสำคัญที่สุดของโมเดลนี้ คือการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้จัดงาน” ออกจาก “ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง” เมื่อข้อมูลอยู่บนที่สาธารณะ ทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบคะแนนของตนเองและภาพรวมได้
------------------------
🔴 บทสรุป : เจตนาในการออกแบบ สำคัญกว่าเทคโนโลยี
แน่นอนว่าระบบของ BNK48 ในช่วงเวลานั้นไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ และยังมีอุปสรรคทางเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปอาจรู้สึกซับซ้อน ตอนแรกที่ระบบนี้เข้ามา หลายคน งง หลายคนบ่น เพราะมันไม่คุ้นเคย แต่เมื่อผ่านไป เราก็เริ่มชิน และใช้งานเป็นเกือบทุกคน
แน่นอนว่า Blockchain อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสถานการณ์ แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ออกแบบได้ตั้งแต่ต้น หากผู้จัดงานให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
เพราะปัจจุบัน “คะแนนโหวต” มีค่าเท่ากับเงินที่มาจากวันทำงานทั้งวันของใครสักคน เงินค่าขนมของน้อง ๆ ที่เก็บมานานเพราะอยากสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองชอบ หรืออาจจะเป็นเงินโดเนทจากด้อมที่ทุกคนรวมเงินกันมา
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เราควรใช้ Blockchain หรือไม่
แต่คือ เราจะยอมรับระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ ไปอีกนานแค่ไหน?
ระบบผลโหวต ที่น่าเชื่อถือ BlockChain
[ #BNK48 #CGM48 ]
:: เมื่อ “เงิน” คือคะแนนเสียง เราเชื่อผลโหวตได้แค่ไหน? ::
ปัจจุบันโมเดลธุรกิจ “การโหวตเชิงพาณิชย์” กลายเป็นกลไกหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ไม่ว่าจะเป็นการโหวตเพื่อมอบรางวัล จัดอันดับความนิยม หรือกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่เปิดโอกาส และเชิญชวนให้แฟนคลับจำนวนมากมาลงทุนสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองรักผ่านการซื้อสินค้า หรือการจ่ายเงินเพื่อแลกคะแนนเสียง โดยแทบไม่เคยมีโอกาสตรวจสอบว่าคะแนนเหล่านั้นถูกนับอย่างไร
โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องผิดในเชิงธุรกิจ แต่เมื่อการโหวตต้องใช้ “เงินจริง” และผลลัพธ์มี “มูลค่า” จริง คำถามที่แฟนคลับในฐานะผู้บริโภคควรตั้งคำถาม อาจไม่ใช่แค่การดูว่า ใครคือผู้ชนะ แต่ต้องดูว่ากระบวนการตัดสินนั้น ตรวจสอบได้มากน้อยแค่ไหน
บทความนี้จะพามาดูโมเดลที่ 48TH นำมาใช้กับงาน General Election มาแล้วหลายปี ว่าข้อดีของการมีระบบแบบนี้คืออะไร
------------------------
🔴 กับดักของระบบ “Trust Based”
ระบบการโหวตส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน ดำเนินงานในรูปแบบการรวมศูนย์ คือ ผู้จัดเป็นผู้รวบรวมคะแนน เป็นผู้ประมวลผล และเป็นผู้ประกาศผลลัพธ์ ฟังดูก็ถูกต้องแล้ว
แต่ในมุมมองของการตรวจสอบ นี่คือการมอบอำนาจให้ “ผู้ถือระบบ คือ ผู้ตัดสิน” ผู้บริโภคหรือแฟนคลับ ทำได้เพียงแค่ เชื่อใจ ว่าคะแนนที่ประกาศออกมานั้นถูกต้อง โดยไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปว่าคะแนน หรือ เงินที่เราทุ่มโหวตไป ถูกนับรวมไว้อย่างครบถ้วนหรือไม่
ปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดงานทุจริต แต่หมายความว่า ระบบไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์ความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
ในยุคที่หลายคนให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการตรวจสอบได้อย่างจริงจัง คำถามสำคัญ คือ เรายังจำเป็นต้องยอมรับการโหวตแบบ “กล่องดำ” ที่มองไม่เห็นกระบวนการภายในอยู่อีกหรือไม่
------------------------
🔴 Case Study : โมเดล “Verified Voting” ของ 48TH
แล้วมีระบบการโหวตแบบไหนในไทยที่มีการออกแบบระบบโหวตให้ “ตรวจสอบได้จริง” บ้าง?
คำตอบ คือ ระบบการเลือกตั้งภายในของวง BNK48 และ CGM48 (General Election)
โมเดลนี้เปลี่ยนแนวคิดจากการ “เชื่อใจผู้จัด” มาเป็นการ “พิสูจน์ได้ด้วยเทคโนโลยี” โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน
1) การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ
หลังสิ้นสุดการโหวต ระบบจะมีการเปิดเผยข้อมูลดิบ เช่น ไฟล์ CSV ต่อสาธารณะ ข้อมูลเหล่านี้ดึงมาจากระบบ Blockchain โดยตรง ไม่ใช่เพียงตัวเลขสรุป
แฟนคลับสามารถนำ Wallet Code ไปตรวจสอบได้ว่า จำนวนธุรกรรมถูกต้องหรือไม่ จำนวนโทเคนที่ใช้โหวต ถูกบันทึกครบถ้วนหรือไม่ การเปิดข้อมูลแบบนี้นี้ ทำให้แฟนคลับไม่ต้องพึ่งคำยืนยันจากผู้จัดเพียงฝ่ายเดียว
2) พลังของ Smart Contract และ Blockchain
ความน่าเชื่อถือของระบบไม่ได้อยู่ที่ไฟล์เอกสาร แต่อยู่ที่แหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งถูกบันทึกไว้บน Blockchain ผ่าน Smart Contract แล้วมันมีข้อดียังไง? คำตอบ คือ
✅ แก้ไขไม่ได้ เมื่อธุรกรรมถูกบันทึกแล้ว ไม่มีใคร แม้แต่ผู้จัด สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
✅ ตรวจสอบได้ หลายครั้งที่เราเห็นแฟนคลับที่มีความรู้พื้นฐานทำการตรวจสอบข้อมูลในไฟล์ CSV เทียบกับข้อมูลจริงบนเชน และอธิบายผลนั้นให้แฟนคลับด้วยกันเข้าใจว่าช่วงไหนคะแนนมีการนำ ช่วงไหนคะแนนมีการตาม แล้วไปพลิกชนะกันช่วงไหน
นี่คือการย้าย “ความเชื่อถือ” จากบุคคล
ไปสู่ระบบคณิตศาสตร์และเทคโนโลยี
3) เปลี่ยนแฟนคลับให้เป็น “ผู้ตรวจสอบ”
หัวใจสำคัญที่สุดของโมเดลนี้ คือการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้จัดงาน” ออกจาก “ผู้ตรวจสอบความถูกต้อง” เมื่อข้อมูลอยู่บนที่สาธารณะ ทุกคนสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบคะแนนของตนเองและภาพรวมได้
------------------------
🔴 บทสรุป : เจตนาในการออกแบบ สำคัญกว่าเทคโนโลยี
แน่นอนว่าระบบของ BNK48 ในช่วงเวลานั้นไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบ และยังมีอุปสรรคทางเทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปอาจรู้สึกซับซ้อน ตอนแรกที่ระบบนี้เข้ามา หลายคน งง หลายคนบ่น เพราะมันไม่คุ้นเคย แต่เมื่อผ่านไป เราก็เริ่มชิน และใช้งานเป็นเกือบทุกคน
แน่นอนว่า Blockchain อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสถานการณ์ แต่มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ออกแบบได้ตั้งแต่ต้น หากผู้จัดงานให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
เพราะปัจจุบัน “คะแนนโหวต” มีค่าเท่ากับเงินที่มาจากวันทำงานทั้งวันของใครสักคน เงินค่าขนมของน้อง ๆ ที่เก็บมานานเพราะอยากสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองชอบ หรืออาจจะเป็นเงินโดเนทจากด้อมที่ทุกคนรวมเงินกันมา
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เราควรใช้ Blockchain หรือไม่
แต่คือ เราจะยอมรับระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ ไปอีกนานแค่ไหน?