กระทรวงศึกษาธิการ

กระทู้สนทนา
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์กับความจริงทางประวัติศาสตร์การศึกษาไทย: การทบทวนเชิงวิชาการต่อความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐไทยกว่า 100 ปี

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความจริงทางประวัติศาสตร์ของการจัดบริการการศึกษาไทยในเชิงโครงสร้าง โดยอาศัยหลักฐานจากเอกสารสากล และวิเคราะห์บทบาทเชิงปรัชญาและคุณูปการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ผ่านกรอบ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็นปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม บทความชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวต่อเนื่องของรัฐไทยในการยกระดับโอกาสทางการศึกษาของประชาชนส่วนใหญ่ มิได้เป็นเพียงปัญหาเชิงนโยบาย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกบิดเบือน ลบเลือน หรือเขียนใหม่ในประวัติศาสตร์การศึกษาที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ

คำสำคัญ: ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์, ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล, ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, สิทธิการศึกษา


1. บทนำ

การศึกษาถือเป็นฐานรากของการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาไทยตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปลายศตวรรษที่ 20 สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องในการจัดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ ความจริงดังกล่าวปรากฏชัดในเอกสารและรายงานขององค์การระหว่างประเทศ แต่กลับไม่ถูกบันทึกอย่างซื่อสัตย์ในแบบเรียนและเอกสารทางการของรัฐไทย
ในบริบทนี้ บทบาทและคุณูปการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรัฐบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาคนและชาติ ผ่าน ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ จึงมีความสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจทางเลือกเชิงอารยธรรมที่ประเทศไทยพึงยึดถือ แต่กลับถูกลดทอน บิดเบือน หรือถูกหน่วยงานรัฐบางส่วนเคลมผลงาน จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง


2. ความจริงทางประวัติศาสตร์ของการจัดบริการการศึกษาไทย

หลักฐานจากเอกสารสากลชี้ชัดว่า จนถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 โครงสร้างแรงงานไทยยังคงมีระดับการศึกษาต่ำอย่างยิ่ง โดยแรงงานกว่าร้อยละ 79 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า สะท้อนว่ารัฐไทยตลอดระยะเวลายาวนานสามารถจัดการศึกษาให้ประชาชนได้เพียงระดับพื้นฐานขั้นต่ำเท่านั้น
ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ขององค์การระหว่างประเทศ อาทิ UNESCO, World Bank, Asian Development Bank และ UNICEF ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานแรงงานทักษะต่ำ โดยไม่สามารถสร้างระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ก้าวสู่การศึกษาระดับมัธยม อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบและเท่าเทียม


3. การบิดเบือนประวัติศาสตร์การศึกษาและผลกระทบเชิงสังคมการเมือง

กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทสำคัญในการผลิตซ้ำประวัติศาสตร์การศึกษาแบบคัดเลือก (selective history) โดยการเขียนความเป็นมาของยุคอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในลักษณะที่ลดทอนหรือปิดบังความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในอดีต

การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิได้ส่งผลเพียงต่อความเข้าใจทางวิชาการ หากยังเชื่อมโยงกับการสร้างข่าวปลอมและการเคลมผลงานเชิงนโยบาย อันนำไปสู่ความสับสนในหมู่พลเมืองไทย และมีผลกระทบทางสังคมการเมืองอย่างร้ายแรง เหตุการณ์ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งจนถึงปี พ.ศ. 2563 ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับโทษได้ เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่เพิ่มความเจ็บปวดแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และสะท้อนต้นทุนของการบิดเบือนความจริงเชิงโครงสร้างของรัฐ


4. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: ปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษา

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งได้รับการอธิบายและยอมรับในเอกสารและงานวิจัยจากต่างประเทศ อาทิ UNESCO, World Bank, ADB, UNICEF, SEAMEC รวมถึงฐานข้อมูลวิชาการสากลอย่าง SSRN และ ERIC เป็นปรัชญาที่มุ่งยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผ่านการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม และต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต

ปรัชญานี้มิใช่ “แนวคิด” หรือ “กรอบนโยบาย” หากแต่เป็นปรัชญาเชิงอารยธรรมที่มองการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ สร้างรัฐที่มีความชอบธรรม และสร้างชาติที่ยืนหยัดได้ในประชาคมโลก บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในการวางรากฐานปรัชญานี้ จึงเป็นคุณูปการเอนกอนันต์ต่อผืนแผ่นดินไทยอันสวยงาม


5. สรุปและข้อเสนอเชิงวิชาการ

ประเทศไทยในบริบทของประวัติศาสตร์การศึกษา สมควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะศักยภาพของประชาชน หากแต่เพราะรัฐเลือกเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อลบความล้มเหลวของตนเอง การฟื้นฟูความจริงทางประวัติศาสตร์ และการยึดมั่นใน ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ตามเจตนารมณ์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงเป็นภารกิจเชิงศีลธรรมและเชิงวิชาการที่สังคมไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากต้องการสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างแท้จริง


เอกสารอ้างอิง

UNESCO. รายงานด้านการพัฒนาการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ในประเทศกำลังพัฒนา
World Bank. Education and Human Capital Development Reports.
Asian Development Bank (ADB). Technical and Vocational Education and Training Studies.
UNICEF. Education for All and Equity in Education Publications.
SEAMEC. Regional Education Development Reports.
SSRN และ ERIC. งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่อ้างถึงปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

2การทบทวนวรรณกรรม

2.1 กรอบการถกเถียงว่าด้วย “อดีต” กับความจริงทางประวัติศาสตร์การศึกษาไทย
วรรณกรรมด้านประวัติศาสตร์การศึกษาไทยที่เผยแพร่ในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ มักถูกวิพากษ์ว่าเป็นการเล่าอดีตในลักษณะเชิดชูความก้าวหน้าเชิงนโยบาย มากกว่าการสะท้อนผลลัพธ์เชิงโครงสร้างของการจัดบริการการศึกษาในระยะยาว ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่ประชาชนว่า ปัญหาการศึกษาไทยเป็นเพียงปัญหาคุณภาพหรือการบริหารจัดการในช่วงหลัง ทั้งที่ในความเป็นจริง ความล้มเหลวดังกล่าวมีลักษณะต่อเนื่องยาวนานกว่า 100 ปี

วรรณกรรมสากลจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า การยึดติดกับ “อดีตในแบบเรียน” แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่ได้รับการบันทึกไว้ในรายงานขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งประเมินระบบการศึกษาไทยจากผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง มิใช่จากถ้อยคำเชิงนโยบายหรือเจตนารมณ์ของรัฐ


2.2 ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการจัดบริการการศึกษาไทยในระยะยาว

การศึกษาด้านประวัติศาสตร์การศึกษาเปรียบเทียบระบุว่า นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาสมัยใหม่ของไทย สิทธิทางการศึกษาที่รัฐสามารถจัดให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้จริง ยังคงจำกัดอยู่เพียงระดับประถมศึกษา ความต่อเนื่องของข้อจำกัดดังกล่าวปรากฏชัดตลอดช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมถึงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534

วรรณกรรมในประเทศมักอธิบายช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็น “ช่วงขยายโอกาสทางการศึกษา” อย่างไรก็ตาม เอกสารสากลกลับชี้ว่าการขยายดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาของประชากรส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ การศึกษาระดับมัธยม อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ยังคงเป็นสิทธิของคนส่วนน้อยในสังคมไทย


2.3 หลักฐานเชิงประจักษ์จากโครงสร้างแรงงานไทย (พ.ศ. 2538/1995)

หลักฐานที่สำคัญซึ่งถูกใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวางในวรรณกรรมสากล คือ รายงานของ Haas (1999) เรื่อง Trends in Articulation Arrangements for Technical and Vocational Education in the South East Asian Region ซึ่งจัดทำร่วมกันโดย UNESCO–UNEVOC และ RMIT University ประเทศออสเตรเลีย รายงานฉบับนี้ใช้ข้อมูลโครงสร้างแรงงานไทยในปี พ.ศ. 2538 (1995) เพื่อสะท้อนผลลัพธ์เชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย

ผลการวิเคราะห์พบว่า แรงงานไทยร้อยละ 79.1 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า ขณะที่แรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีเพียงร้อยละ 8.0 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญร้อยละ 3.3 ระดับอาชีวศึกษาร้อยละ 3.2 และระดับอุดมศึกษาร้อยละ 6.4 เท่านั้น

วรรณกรรมตีความตัวเลขดังกล่าวในทิศทางเดียวกันว่า โครงสร้างแรงงานไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 มิได้สะท้อนประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาระดับสูง หากแต่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐในการจัดเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่


2.4 ช่องว่างระหว่างวรรณกรรมสากลกับการบันทึกของรัฐไทย

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบวรรณกรรมสากลกับเอกสารและแบบเรียนที่เผยแพร่โดยกระทรวงศึกษาธิการ พบช่องว่างเชิงเนื้อหาอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เอกสารของรัฐมักไม่บันทึกหรืออธิบายความหมายของข้อมูลโครงสร้างแรงงานในลักษณะเชิงวิพากษ์ ส่งผลให้ความล้มเหลวต่อเนื่องของการจัดบริการการศึกษาไทยถูกทำให้กลายเป็น “เรื่องในอดีต” ที่ไม่ถูกตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง

วรรณกรรมด้านการศึกษานานาชาติกลับมองว่าการไม่บันทึกความจริงดังกล่าว เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้เชิงนโยบาย (policy learning) และทำให้สังคมไม่สามารถทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาการศึกษาไทยได้อย่างแท้จริง


2.5 สรุปการทบทวนวรรณกรรม

จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่าความจริงทางประวัติศาสตร์การศึกษาไทยตามการบันทึกของนานาชาติ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากประวัติศาสตร์การศึกษาที่ถูกนำเสนอในระบบการศึกษาไทย ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการจัดบริการการศึกษา ซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 100 ปี ถูกสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านข้อมูลโครงสร้างแรงงานในปี พ.ศ. 2538 ตามรายงานของ Haas (1999) วรรณกรรมดังกล่าวจึงเป็นฐานสำคัญในการตั้งคำถามต่อการเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาไทย และเป็นกรอบในการวิเคราะห์ปัญหาการศึกษาไทยในเชิงโครงสร้างต่อไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่