ทำไมยักษ์ใหญ่จีนแห่ชิงตลาด ‘ประตูสมาร์ตล็อก’
.
10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการออกจากบ้านของคนเปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องพก "กระเป๋าตังค์ กุญแจ มือถือ" กลายมาเป็น "มือถือเครื่องเดียวก็เอาอยู่" โดยเฉพาะในปี 2025 นี้ กลอนประตูอัจฉริยะ (Smart Lock) ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเมืองใหญ่ของจีนที่มีอัตราการใช้งานสูงกว่า 40%จีนไทยนิวส์พาอัปเดตข้อมูลตลาดกลอนอัจฉริยะในจีนว่าก้าวหน้าไปแค่ไหนบ้าง
.
◾ ยักษ์ใหญ่รุมทึ้งเค้กก้อนโต
.
ตลาดสมาร์ตล็อกทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว บาท) ในปี 2030 ส่งผลให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi, Huawei และ Haier กระโดดลงมาเล่นในสมรภูมินี้อย่างเต็มตัว
.
เหตุผลที่แบรนด์เหล่านี้ยอมทุ่มงบมหาศาล เพราะสมาร์ตล็อกไม่ใช่แค่กลอนประตู แต่เป็น "ด่านแรกของบ้านอัจฉริยะ" ใครที่ครองประตูได้ ก็จะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้านได้ทั้งหมด เช่น เมื่อเปิดประตู ไฟจะสว่าง แอร์จะทำงาน และม่านจะเปิดโดยอัตโนมัติ
.
◾ กำจัดจุดอ่อนด้วย AI
ในอดีตสมาร์ตล็อกจีนมักถูกบ่นเรื่องความงี่เง่า เช่น สแกนลายนิ้วมือคนแก่ไม่ได้ หรือระบบรวนจนเปิดเองตอนตี 3 แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นด้วย 3 นวัตกรรมหลัก ได้แก่
.
1. การจดจำทางชีวภาพขั้นสูง: เปลี่ยนจากการสแกนนิ้วแบบเดิม มาเป็น "การสแกนเส้นเลือดดำในฝ่ามือ" (Palm Vein) และ "การจดจำใบหน้า 3 มิติ" ซึ่งมีความแม่นยำสูง แม้จะเป็นฝาแฝด AI ก็แยกออก และยังแก้ปัญหาลายนิ้วมือจางในเด็กและผู้สูงอายุได้ดีเยี่ยม
2. ระบบนิเวศและการโต้ตอบ: แบรนด์อย่าง Xiaomi และ Huawei เน้นการเชื่อมต่อกับจออัจฉริยะในบ้าน เมื่อมีแขกมากดกริ่ง ภาพจะปรากฏบนทีวีทันที ให้เราสั่งงานผ่านเสียงได้โดยไม่ต้องลุกจากโซฟา
3. โมเดลภาษาขนาดใหญ่: แบรนด์รุ่นใหม่อย่าง Lookin เริ่มนำ AI มาใช้เป็น "สมอง" ในการวิเคราะห์พฤติกรรมเจ้าของบ้าน และเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัย เช่น "ลายนิ้วมือรหัสลับ" ที่ระบบจะรู้ทันทีหากถูกบังคับให้เปิดประตู และจะแจ้งเตือนไปยังตำรวจหรือญาติทันทีโดยที่คนร้ายไม่รู้ตัว
◾ ความปลอดภัยคือเหรียญสองด้าน
แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัย แต่ยังมี "ระเบิดเวลา" 2 ลูกที่ผู้ใช้กังวล หนึ่งคือความเสถียรของฮาร์ดแวร์ เพราะเคยมีกรณีผู้เข้าสอบติดอยู่ในบ้านเพราะกลอนพังจนต้องเรียกนักดับเพลิงมาพังประตู รวมถึงข่าวฉาวเรื่องระบบจดจำใบหน้าที่แยกแยะคนส่งอาหารกับเจ้าของบ้านไม่ได้ อีกด้านคือเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล กลอนที่ติดกล้องและเก็บข้อมูลใบหน้าเสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก หากแบรนด์ไม่มีระบบเข้ารหัสที่หนาแน่นพอ ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าออกบ้านอาจรั่วไหลไปถึงมิจฉาชีพได้
◾ สรุป
ในสมรภูมิ AI Smart Lock ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ใส่ฟังก์ชันมาเยอะที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ผู้ใช้เชื่อใจได้ว่า "ออกจากบ้านได้อย่างวางใจ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย" อย่างแท้จริง
.
#SmartLock #กลอนประตู #digitaldoorlock
🔐 ทำไมยักษ์ใหญ่จีนแห่ชิงตลาด ‘ประตูสมาร์ตล็อก’
.
10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการออกจากบ้านของคนเปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องพก "กระเป๋าตังค์ กุญแจ มือถือ" กลายมาเป็น "มือถือเครื่องเดียวก็เอาอยู่" โดยเฉพาะในปี 2025 นี้ กลอนประตูอัจฉริยะ (Smart Lock) ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเมืองใหญ่ของจีนที่มีอัตราการใช้งานสูงกว่า 40%จีนไทยนิวส์พาอัปเดตข้อมูลตลาดกลอนอัจฉริยะในจีนว่าก้าวหน้าไปแค่ไหนบ้าง
.
◾ ยักษ์ใหญ่รุมทึ้งเค้กก้อนโต
.
ตลาดสมาร์ตล็อกทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว บาท) ในปี 2030 ส่งผลให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi, Huawei และ Haier กระโดดลงมาเล่นในสมรภูมินี้อย่างเต็มตัว
.
เหตุผลที่แบรนด์เหล่านี้ยอมทุ่มงบมหาศาล เพราะสมาร์ตล็อกไม่ใช่แค่กลอนประตู แต่เป็น "ด่านแรกของบ้านอัจฉริยะ" ใครที่ครองประตูได้ ก็จะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ในบ้านได้ทั้งหมด เช่น เมื่อเปิดประตู ไฟจะสว่าง แอร์จะทำงาน และม่านจะเปิดโดยอัตโนมัติ
.
◾ กำจัดจุดอ่อนด้วย AI
ในอดีตสมาร์ตล็อกจีนมักถูกบ่นเรื่องความงี่เง่า เช่น สแกนลายนิ้วมือคนแก่ไม่ได้ หรือระบบรวนจนเปิดเองตอนตี 3 แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นด้วย 3 นวัตกรรมหลัก ได้แก่
.
1. การจดจำทางชีวภาพขั้นสูง: เปลี่ยนจากการสแกนนิ้วแบบเดิม มาเป็น "การสแกนเส้นเลือดดำในฝ่ามือ" (Palm Vein) และ "การจดจำใบหน้า 3 มิติ" ซึ่งมีความแม่นยำสูง แม้จะเป็นฝาแฝด AI ก็แยกออก และยังแก้ปัญหาลายนิ้วมือจางในเด็กและผู้สูงอายุได้ดีเยี่ยม
2. ระบบนิเวศและการโต้ตอบ: แบรนด์อย่าง Xiaomi และ Huawei เน้นการเชื่อมต่อกับจออัจฉริยะในบ้าน เมื่อมีแขกมากดกริ่ง ภาพจะปรากฏบนทีวีทันที ให้เราสั่งงานผ่านเสียงได้โดยไม่ต้องลุกจากโซฟา
3. โมเดลภาษาขนาดใหญ่: แบรนด์รุ่นใหม่อย่าง Lookin เริ่มนำ AI มาใช้เป็น "สมอง" ในการวิเคราะห์พฤติกรรมเจ้าของบ้าน และเพิ่มฟังก์ชันความปลอดภัย เช่น "ลายนิ้วมือรหัสลับ" ที่ระบบจะรู้ทันทีหากถูกบังคับให้เปิดประตู และจะแจ้งเตือนไปยังตำรวจหรือญาติทันทีโดยที่คนร้ายไม่รู้ตัว
◾ ความปลอดภัยคือเหรียญสองด้าน
แม้เทคโนโลยีจะล้ำสมัย แต่ยังมี "ระเบิดเวลา" 2 ลูกที่ผู้ใช้กังวล หนึ่งคือความเสถียรของฮาร์ดแวร์ เพราะเคยมีกรณีผู้เข้าสอบติดอยู่ในบ้านเพราะกลอนพังจนต้องเรียกนักดับเพลิงมาพังประตู รวมถึงข่าวฉาวเรื่องระบบจดจำใบหน้าที่แยกแยะคนส่งอาหารกับเจ้าของบ้านไม่ได้ อีกด้านคือเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล กลอนที่ติดกล้องและเก็บข้อมูลใบหน้าเสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก หากแบรนด์ไม่มีระบบเข้ารหัสที่หนาแน่นพอ ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าออกบ้านอาจรั่วไหลไปถึงมิจฉาชีพได้
◾ สรุป
ในสมรภูมิ AI Smart Lock ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่ใส่ฟังก์ชันมาเยอะที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ผู้ใช้เชื่อใจได้ว่า "ออกจากบ้านได้อย่างวางใจ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย" อย่างแท้จริง
.
#SmartLock #กลอนประตู #digitaldoorlock