เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ผมอยู่กับโรค Panic สาเหตุของการเป็นโรคนี้ผมแบ่งเป็น 2 ปัจจัยคือ ปัจจัยเรื้อรังที่เป็นคนขี้วิตกกังวล และคิดมาก ทำให้เครียดง่าย ก่อนหน้านั้นเคยมีอาการแพนิค 2-3 ครั้งในชีวิต โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (สำหรับคนไม่รู้อาการแพนิคเป็นอะไรที่สยดสยองมาก)
.
แต่ปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างระเบิดออกมาจนกลายเป็นโรคที่ผมต้องทำการรักษา คือการที่ผมไปหลงผิด แกมถูกบังคับ ไปลองกินกัญชาในประเทศอินเดีย โดยที่ผมไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งที่กินเข้าไปคืออะไร ผลลัพธ์คือผมเกิดอาการหลอนไปเลยในคืนนั้นที่ได้ทดลอง ผมเข้าใจความรู้สึกของคนหลอนยาเสพติดก็วันนั้น และเกือบไม่รอด โชคดีที่ผมมีสติมากพอ ในการผ่านประสบการณ์เฉียดตายวันนั้นมาได้
.

หนึ่งวันก่อนประสบการณ์เฉียดตายยังนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่เลย
.
จุดเริ่มต้นการรักษา Panic Disorder เริ่มจากตรงนี้ หลังผ่านอาการหลอนยาในวันนั้น ผมต้องทนอยู่กับอาการกลัวโดยไม่ทราบสาเหตุ, หน้ามืด, เวียนหัว, และคิดว่าตัวเองกำลังจะตายอยู่แทบจะทุกสัปดาห์ โรคนี้มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก หากไม่กลับมาทำความเข้าใจตัวโรคและรู้จักตัวเอง ที่ทรมานอีกอย่างคือไม่สามารถอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจได้
.
ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ที่อินเดีย พยายามไปหาหมอ ก็ได้คำตอบแต่เพียงว่าผมเป็นความดันโลหิตต่ำ ให้ดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนดูแลสุขภาพอยู่แล้ว ผมไม่เคยพึงพอใจจากคำตอบที่ได้รับจากหมอ จนกระทั่งย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 ช่วงนั้น AI tools อย่าง Chat GPT กำลังเข้ามา ผมเลยทดลองเล่นและคุยกับมันถึงอาการที่ผมเป็น คำตอบที่มันให้ผมมา ทำให้ผมตกใจกับความคล้ายที่ตนเองเจอ chat gpt บอกว่าผมมีโอกาสเป็นโรคแพนิค (โปรดใช้วิจารณญาณในการใช้งาน ai)
.

บินกลับไทย
.
-เริ่มต้นการรักษา-
เมื่อรู้เช่นนั้น ผมตื่นตกใจมาก กลัวจะเป็นอะไรมากกว่านี้ ด้วยความตกใจและกลัว ผมตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับไทย ทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุดสำหรับชีวิต และผมต้องหายจากโรคบ้าๆ นี่
.
"อย่างแรกคุณต้องยอมรับก่อนว่า คุณไม่มีทางหายขาดจากอาการแพนิค ทางที่ดีจากการคิดว่าคุณจะต่อสู้กับมันจนเอาชนะ สู้หาวิธีอยู่ร่วมกับมันไปตลอดชีวิตดีกว่า"
.
นี่คือคำกล่าวจากนักจิตบำบัดที่บอกผมหลังผมเดินทางกลับไทย ผมตัดสินใจเข้ารับการรักษาสองแนวทางควบคู่กันคือ ผ่านกระบวนการจิตบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) คือ การบำบัดด้วยการพูดคุยที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยน ความคิด (Cognitive) และ พฤติกรรม (Behavioral) และการพบจิตแพทย์เพื่อกินยา (วันนี้ถ้าผมให้คำแนะนำคนอื่นได้ จะบอกว่าให้ลองทำจิตบำบัดดูก่อน ถ้ารอได้ การรับการรักษาด้วยยา กินระยะเวลายาวนานมาก และมีผลข้างเคียงตามมา ควรใช้ในกรณีที่คิดว่าตนเองไม่สามารถรับมือกับมันได้เองแล้ว)
.

.
สำหรับผมสิ่งที่ช่วยชีวิตคือการเข้ารับการบำบัด ผมคิดว่ามันได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผมต่อโรคนี้ จากโรคที่อันตรายกลายเป็นโรคที่น่ารำคาญแทน
.
ช่วงแรกผมต้องอาศัยพลังใจเยอะมาก ในการเรียนรู้จะอยู่กับความวิตกกังวล อาการหน้ามืด ที่หลายครั้งมาแบบไม่มีสาเหตุ ประกอบกับผมกลับมาไทย จึงต้องหางานทำ ซึ่งผมตัดสินใจทำงานอิสระ แม้จะดูอิสระ แต่ก็มาพร้อมกับความกดดันในกสรหารายได้
.
อีกช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการรักษาคือการตัดสินใจกินยา ผลข้างเคียงของยาส่งผลต่อชีวิตประจำวันหนักมาก บางวันผมต้องนอนบนเตียงทั้งวัน เพราะอาการเวียนหัว จนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตได้ ผมกัดฟันทนกินยาต่อไปตามคำแนะนำของจิตแพทย์ จนผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการกินยา
.

จิตแพทย์ส่วนตัว
.
-เมื่อแพนิคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต-
ผมจบกระบวนการจิตบำบัด เมื่อเป็นแพนิคได้ราวๆ หนึ่งปี แต่การกินยายังคงดำเนินต่อไปอีก 2 ปีกว่าตามคำแนะนำของจิตแพทย์ จากความหวาดกลัวโรคนี้กลายเป็นความเคยชิน และหาทางปรับตัวอยู่กับมัน ผมไม่มีอาการแพนิคแบบรุนแรงแล้ว เหลือเพียงแค่อาการเวียนหัว เวลาที่เครียดหนักๆ
.
ที่ผมตัดสินใจเขียนเล่าเรื่องราวออกมา เพียงแค่อยากบอกว่า คนที่เป็นโรคทางจิตใจ นั่นไม่เท่ากับว่าชีวิตคุณจะมืดหม่น หรือมีความสุขน้อยกว่าคนทั่วไป ระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมาของชีวิตที่อยู่กับแพนิค ผมยังคงมีเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แบบที่ชีวิตนี้ผมไม่เคยคาดฝันถึง ยังคงมีความรักและความสัมพันธ์ ที่สมหวังบ้างผิดหวังบ้าง ได้เดินทางท่องเที่ยวแบบคนปกติ สิ่งที่ผมจะสื่อคือ การมีอาการทางจิตใจ มันก็แค่โรคเรื้อรังโรคหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเป็นสีเทาหรือสีดำไปทั้งหมด
.
แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมจากคนที่เคยสุขภาพดี และกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช จากการมีชื่อในใบส่งตัวของแพทย์ว่ามีอาการทางจิตเวช มันไม่ได้ทำให้ชีวิตผมจมลงแต่อย่างใด แน่นอนมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตผมลอยสูงขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือ มันทำให้ผมรู้จักตัวผมมากขึ้น ผมมีเวลาได้สำรวจตัวตนของผม ตั้งแต่อดีต อ่อนโยนกับตัวเองว่าไม่ต้องเข้มแข็งในทุกๆ วันที่ลืมตาตื่นมา เราสามารถเป็นคนอ่อนแอในบางวันได้
.

ชีวิตหลังเป็น panic disorder ยังคงผจญภัยเหมือนเดิม หนำซ้ำอาจจะมากกว่าเดิม
.
ผมเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นมาระหว่างรอพบจิตแพทย์ ซึ่งผมคาดหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะต้องกินยา แต่ถึงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ผมก็เข้าใจมัน สำหรับผมมันไม่ได้สำคัญแล้วว่าผมจะหายขาดจากแพนิควันไหน ผมอยู่กับมันได้ และปรับตัวตามแต่ที่อาการใดจะเข้ามา
.
สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจและได้เรียนรู้จากแพนิคคือ มันไม่สามารถทำร้ายเราได้ สิ่งที่มันทำได้คือการทำให้เรากลัว ยิ่งเรากลัวมากเท่าไหร่ ความกลัวนั้นก็จะเข้าครอบงำ จนคล้ายจะเป็นจริง แต่ความจริงคือความกลัวนั้นไม่เคยเป็นจริงตลอด 3 ปีที่ผมอยู่กับมันมา
.
ผมยังคงไปเดินป่าไกลๆ เที่ยวต่างประเทศคนเดียว ว่ายน้ำในท้องทะเลกว้างใหญ่ เดินทางไปในดินแดนห่างไกลคนเดียว โดยมีอาการแพนิคที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวผม โดยที่มันไม่สามารถทำร้ายผมได้
แชร์ประสบการณ์ 3 ปีที่อยู่กับอาการแพนิค และโรควิตกกังวล
.
แต่ปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างระเบิดออกมาจนกลายเป็นโรคที่ผมต้องทำการรักษา คือการที่ผมไปหลงผิด แกมถูกบังคับ ไปลองกินกัญชาในประเทศอินเดีย โดยที่ผมไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนว่าสิ่งที่กินเข้าไปคืออะไร ผลลัพธ์คือผมเกิดอาการหลอนไปเลยในคืนนั้นที่ได้ทดลอง ผมเข้าใจความรู้สึกของคนหลอนยาเสพติดก็วันนั้น และเกือบไม่รอด โชคดีที่ผมมีสติมากพอ ในการผ่านประสบการณ์เฉียดตายวันนั้นมาได้
.
หนึ่งวันก่อนประสบการณ์เฉียดตายยังนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่เลย
.
จุดเริ่มต้นการรักษา Panic Disorder เริ่มจากตรงนี้ หลังผ่านอาการหลอนยาในวันนั้น ผมต้องทนอยู่กับอาการกลัวโดยไม่ทราบสาเหตุ, หน้ามืด, เวียนหัว, และคิดว่าตัวเองกำลังจะตายอยู่แทบจะทุกสัปดาห์ โรคนี้มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก หากไม่กลับมาทำความเข้าใจตัวโรคและรู้จักตัวเอง ที่ทรมานอีกอย่างคือไม่สามารถอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจได้
.
ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ที่อินเดีย พยายามไปหาหมอ ก็ได้คำตอบแต่เพียงว่าผมเป็นความดันโลหิตต่ำ ให้ดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนดูแลสุขภาพอยู่แล้ว ผมไม่เคยพึงพอใจจากคำตอบที่ได้รับจากหมอ จนกระทั่งย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 ช่วงนั้น AI tools อย่าง Chat GPT กำลังเข้ามา ผมเลยทดลองเล่นและคุยกับมันถึงอาการที่ผมเป็น คำตอบที่มันให้ผมมา ทำให้ผมตกใจกับความคล้ายที่ตนเองเจอ chat gpt บอกว่าผมมีโอกาสเป็นโรคแพนิค (โปรดใช้วิจารณญาณในการใช้งาน ai)
.
บินกลับไทย
.
-เริ่มต้นการรักษา-
เมื่อรู้เช่นนั้น ผมตื่นตกใจมาก กลัวจะเป็นอะไรมากกว่านี้ ด้วยความตกใจและกลัว ผมตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับไทย ทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุดสำหรับชีวิต และผมต้องหายจากโรคบ้าๆ นี่
.
"อย่างแรกคุณต้องยอมรับก่อนว่า คุณไม่มีทางหายขาดจากอาการแพนิค ทางที่ดีจากการคิดว่าคุณจะต่อสู้กับมันจนเอาชนะ สู้หาวิธีอยู่ร่วมกับมันไปตลอดชีวิตดีกว่า"
.
นี่คือคำกล่าวจากนักจิตบำบัดที่บอกผมหลังผมเดินทางกลับไทย ผมตัดสินใจเข้ารับการรักษาสองแนวทางควบคู่กันคือ ผ่านกระบวนการจิตบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) คือ การบำบัดด้วยการพูดคุยที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยน ความคิด (Cognitive) และ พฤติกรรม (Behavioral) และการพบจิตแพทย์เพื่อกินยา (วันนี้ถ้าผมให้คำแนะนำคนอื่นได้ จะบอกว่าให้ลองทำจิตบำบัดดูก่อน ถ้ารอได้ การรับการรักษาด้วยยา กินระยะเวลายาวนานมาก และมีผลข้างเคียงตามมา ควรใช้ในกรณีที่คิดว่าตนเองไม่สามารถรับมือกับมันได้เองแล้ว)
.
.
สำหรับผมสิ่งที่ช่วยชีวิตคือการเข้ารับการบำบัด ผมคิดว่ามันได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองของผมต่อโรคนี้ จากโรคที่อันตรายกลายเป็นโรคที่น่ารำคาญแทน
.
ช่วงแรกผมต้องอาศัยพลังใจเยอะมาก ในการเรียนรู้จะอยู่กับความวิตกกังวล อาการหน้ามืด ที่หลายครั้งมาแบบไม่มีสาเหตุ ประกอบกับผมกลับมาไทย จึงต้องหางานทำ ซึ่งผมตัดสินใจทำงานอิสระ แม้จะดูอิสระ แต่ก็มาพร้อมกับความกดดันในกสรหารายได้
.
อีกช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการรักษาคือการตัดสินใจกินยา ผลข้างเคียงของยาส่งผลต่อชีวิตประจำวันหนักมาก บางวันผมต้องนอนบนเตียงทั้งวัน เพราะอาการเวียนหัว จนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตได้ ผมกัดฟันทนกินยาต่อไปตามคำแนะนำของจิตแพทย์ จนผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการกินยา
.
จิตแพทย์ส่วนตัว
.
-เมื่อแพนิคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต-
ผมจบกระบวนการจิตบำบัด เมื่อเป็นแพนิคได้ราวๆ หนึ่งปี แต่การกินยายังคงดำเนินต่อไปอีก 2 ปีกว่าตามคำแนะนำของจิตแพทย์ จากความหวาดกลัวโรคนี้กลายเป็นความเคยชิน และหาทางปรับตัวอยู่กับมัน ผมไม่มีอาการแพนิคแบบรุนแรงแล้ว เหลือเพียงแค่อาการเวียนหัว เวลาที่เครียดหนักๆ
.
ที่ผมตัดสินใจเขียนเล่าเรื่องราวออกมา เพียงแค่อยากบอกว่า คนที่เป็นโรคทางจิตใจ นั่นไม่เท่ากับว่าชีวิตคุณจะมืดหม่น หรือมีความสุขน้อยกว่าคนทั่วไป ระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมาของชีวิตที่อยู่กับแพนิค ผมยังคงมีเสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แบบที่ชีวิตนี้ผมไม่เคยคาดฝันถึง ยังคงมีความรักและความสัมพันธ์ ที่สมหวังบ้างผิดหวังบ้าง ได้เดินทางท่องเที่ยวแบบคนปกติ สิ่งที่ผมจะสื่อคือ การมีอาการทางจิตใจ มันก็แค่โรคเรื้อรังโรคหนึ่ง ที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเป็นสีเทาหรือสีดำไปทั้งหมด
.
แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมจากคนที่เคยสุขภาพดี และกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช จากการมีชื่อในใบส่งตัวของแพทย์ว่ามีอาการทางจิตเวช มันไม่ได้ทำให้ชีวิตผมจมลงแต่อย่างใด แน่นอนมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตผมลอยสูงขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือ มันทำให้ผมรู้จักตัวผมมากขึ้น ผมมีเวลาได้สำรวจตัวตนของผม ตั้งแต่อดีต อ่อนโยนกับตัวเองว่าไม่ต้องเข้มแข็งในทุกๆ วันที่ลืมตาตื่นมา เราสามารถเป็นคนอ่อนแอในบางวันได้
.
ชีวิตหลังเป็น panic disorder ยังคงผจญภัยเหมือนเดิม หนำซ้ำอาจจะมากกว่าเดิม
.
ผมเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นมาระหว่างรอพบจิตแพทย์ ซึ่งผมคาดหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะต้องกินยา แต่ถึงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ผมก็เข้าใจมัน สำหรับผมมันไม่ได้สำคัญแล้วว่าผมจะหายขาดจากแพนิควันไหน ผมอยู่กับมันได้ และปรับตัวตามแต่ที่อาการใดจะเข้ามา
.
สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจและได้เรียนรู้จากแพนิคคือ มันไม่สามารถทำร้ายเราได้ สิ่งที่มันทำได้คือการทำให้เรากลัว ยิ่งเรากลัวมากเท่าไหร่ ความกลัวนั้นก็จะเข้าครอบงำ จนคล้ายจะเป็นจริง แต่ความจริงคือความกลัวนั้นไม่เคยเป็นจริงตลอด 3 ปีที่ผมอยู่กับมันมา
.
ผมยังคงไปเดินป่าไกลๆ เที่ยวต่างประเทศคนเดียว ว่ายน้ำในท้องทะเลกว้างใหญ่ เดินทางไปในดินแดนห่างไกลคนเดียว โดยมีอาการแพนิคที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวผม โดยที่มันไม่สามารถทำร้ายผมได้