ไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม อย่ามโนไปเองว่าพร้อม
ในช่วงหลายเดือนมานี้ฉันเห็นข่าวหรือคลิปที่พูดคุยถึงเรื่องปัญหาการเกิดของทารกที่มีอัตราลดลงต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสังคม ประเทศและโลกเป็นอย่างมาก
วันนี้ฉันไม่ได้มาแค่เล่าทัศนะเหมือนเช่นเคยแต่มาบ่นให้โลกอ่าน
ก่อนจะบ่นดิฉันขอชวนมาดูก่อนว่า การที่เด็กมีอัตราการเกิดต่ำนั้นส่งผลเสียอย่างไร? ทำไมรัฐบาลของหลายประเทศถึงพูดเรื่องนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีดังนี้
1.โครงสร้างประชากรที่ไม่บาลานซ์กัน เพราะเมื่อเด็กเกิดน้อยลงเมื่อเทียบกับอัตราจำนวนของวัยผู้ใหญ่ นั้นหมายความว่าภาระการดูแลและการจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให้รัฐจัดสวัสดิการมาดูแลผู้สูงวัยจะตกอยู่ที่ชนกลุ่มน้อยของวัยทำงานที่อยู่ตรงกลาง คนวัยกลางคนจึงกลายเป็นตรงกลางที่ต้องดูแลทั้งเด็กและผู้สูงวัยพร้อมกัน
2.เป็นปัญหาที่พวงมากับปัญหาแรกอย่างปัญหาเรื่องแรงงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง เพราะจำนวนการผลิตที่ลดลงเนื่องจากแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง และผู้บริโภคสินค้ามีจำนวนน้อยลง
3.รัฐมีรายได้น้อยลง เนื่องจากคนที่มีกำลังเสียภาษีน้อยลง แต่ผู้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ลดอาจจะเพิ่มการเก็บภาษีหรือลดสวัสดิการ
4.ภาระจะตกอยู่ที่วัยกลางคนที่เป็นคนทำงานเพราะเป็นคนกลางระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก
5.นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ชะลอตัวเพราะคนรุ่นใหม่คือปัจจัยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ๆ
6.ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ เกิดจากประชากรลดลงอาจกระทบกำลังป้องกันของประเทศ อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวทีโลกอ่อนลง
7.ผลกระทบต่อวัฒนธรรมและชุมชน เพราะโรงเรียนหลาย ๆ แห่งจะต้องปิดตัวลง ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นขาดตอน วัฒนธรรมท้องถิ่นอาจเลือนหาย
แต่ต้นตอปัญหาอยู่ที่ประชาชนหรอ?...
เรามามองในมุมที่รัฐบาลมองไม่ชัดหรืออาจไม่มองกัน
ในมุมมองของฉันคิดว่าเป็นคนรุ่นใหม่มีวิธีคิดที่ฉลาดมากนะคะ ที่เลือกจะไม่มีลูกในตอนที่ตัวเองไม่พร้อม ต้องบอกว่าในยุคนี้มาตรฐานคุณภาพของคนเพิ่มขึ้นจากการเสพโซเชียลมีเดียที่ค่อนข้างมีอะไรน่าอิจฉาให้ดูเยอะ เลยอาจทำให้ค่านิยมที่วางมาตรฐานชีวิตไว้สูงก่อน
คนรุ่นใหม่บางส่วนจะมองว่าการมีลูกเป็นภาระเพราะต้องรับผิด ต้องเสียสละ ต้องดูแล ต้องให้คุณภาพกับลูกให้ดีที่สุด คนที่แนวคิดแบบนี้จะมองว่าตัวเองยังไม่พร้อมถึงขั้นจะรับภาระที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาวได้ ซึ่งการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็ยากจริง ๆ นั้นแหละ เพราะไม่ได้ใช้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ต้องใช้หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เงิน เวลา ความรู้ ร่างกายและจิตใจ
เหตุผลที่ทำให้คนที่เลือกจะไม่มีลูก คือ เมื่อมองดูเศรษฐกิจของชาติแล้วไม่เหมาะกับการมีลูกหรือพูดให้หยาบหน่อยคือคุณภาพพื้นฐานของประเทศมันห่วยแตก!
แต่ฉันจะไม่ชี้โทษสวัสดิการรัฐอย่างเดียวหรอกนะคะ เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันทั้งนั้น
ลองมาดูสภาพการศึกษาที่ทุกคนนั้นต้องเคยเข้าไปอยู่ในระบบนี้กัน ฉันจะไม่บอกหรอกนะคะว่าการศึกษาไทยมันแย่ (แต่ก็แย่จริง ๆ นั้นแหละ) แต่เรามาดูอัตราการเข้าศึกษาในชั้นระดับต่าง ๆ กัน ดิฉันขอชวนคิดในสังคมชาวบ้านตาดำ ๆ นะคะ
ในปีพ.ศ.2553
มีเด็กเข้าเรียนในชั้นระดับประถมศึกษาอยู่ประมาณ 7.49 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2559
มีเด็กเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ประมาณ 3.37 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2562
มีเด็กที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าอยู่ประมาณ 1.876 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2565
มีคนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าอยู่ประมาณ 1.04 ล้านคน
เอาล่ะ คนเรียนประถม 7.49 ล้านคน มีคนเข้าเรียนต่อปริญญาตรีหรือปวส.1 มีเพียง 1.04 ล้านคน แล้วอีก 6.45 ล้าน ที่ยังไม่ตาย ไม่ได้เรียนในต่างประเทศ คนที่มีโอกาสได้เรียนอ่ะ ไปไหนกันว่ะ
ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะว่าการศึกษาถึงแม้มันจะห่วยแตกหรืออิหยังวะขนาดไหน แต่มันคือหนึ่งในทางรอดของคนชนชั้นล่างที่จะยกระดับชีวิตพวกเราไปอยู่ชนชั้นกลาง และ เป็นทางที่ง่ายที่สุดด้วย
คุณรู้ไหมว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเราบ้าง
อย่างแรกเลยนะ ไอคนส่วน 1.04 ล้านคนคือคนที่ทำงานเสียภาษีเงินได้ให้รัฐบาลทุกปี ส่วนอีก 6.45 ล้านคือชนชั้นล่างที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ แต่ได้สวัสดิการรัฐทุกโครงการ เฮ้ย...นี่หรอที่คนพยายามจะต้องเจอ
อารมณ์มันเป็นแบบให้คน 1 คนทำงานเลี้ยงคนทั้งบ้านซึ่งบ้านนั้นมีกันอยู่เกือบ 7 คนอ่ะ
ความรู้คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่จำนวนประชากร อันนี้รัฐบาลอย่ามโนว่า คนรุ่นใหม่คือคนสร้างนวัตกรรม ต่อให้มีคนเป็นร้อยล้านแต่เป็นคนร้อยล้านที่ไม่รู้อะไรเลยไม่มีความรู้อยู่แต่ที่เดิม ๆ ทำอะไรเดิม มันจะเกิดอะไรขึ้นใหม่ได้ คนที่คิดอะไรใหม่ ๆ ได้คือคนที่มีโอกาสได้ทำ ได้เจอ ได้ลอง ไม่ใช่แรงงานที่อยู่กับที่หรือคนที่ใช้มันสมองไม่เป็น
จุดที่น่าโฟกัสที่รัฐบาลควรแก้คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ ทำให้ระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายอย่าเลี้ยงให้ประชาชนเป็นคนโง่ คนโง่ไม่ได้ช่วยจ่ายภาษี
ควรปรับคุณภาพชีวิตให้ได้ก่อนค่อยมาบ่นเรื่องอัตราการเกิดต่ำ ถ้าเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี มีหรอที่คนที่มีคุณภาพ คนที่พร้อมจะไม่อยากมีลูก
การที่เอาเงินค่าเลี้ยงดูบุตรมาล่ออ่ะ มันส่งผลให้ประชากรที่เกิดมาไม่มีคุณภาพ และก็มาเหนื่อยคนที่ใช่สมองเป็นให้เลี้ยงคนพวกนี้ผ่านภาษี...ถ้าคุณทำให้ประเทศหน้าอยู่พอ คุณภาพชีวิตดีพอ รัฐบาลแทบจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าคลอดให้คนกลุ่มที่พร้อมเลยเพราะคนที่พร้อมมี เขาเลี้ยงของเขาได้เพราะเขาพร้อม
จากใจคนที่เกิดมาในบ้านที่ไม่พร้อมนะโคตรลำบาก ถึงไม่อดแต่ก็พลาดโอกาสหลาย ๆ โอกาสมานับครั้งไม่ถ้วน ถ้าให้นับเอานิ้วมือกับนิ้วตีนมานั่งนับยังไม่พอเลย เคยได้ยินไหม เลี้ยงให้โตกับเลี้ยงให้ได้ดีมันต่างกัน
และอีกพวกคุณแม่วัยใสทั้งหลายที่พอท้องแล้วบอกว่าพร้อม หยุด... หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องสาธยายต่อ แค่สมองยังใช้ไม่เป็นเลย ปากกับนิ้วมือก็ควรอยู่เฉย ๆ
คนที่พร้อมคือคนที่ต้องมีให้พอ
1. เงิน
เงินคือปัจจัยในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน คือสิ่งที่สร้างโอกาสให้ลูกได้ดีที่สุด
ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ให้ถามตัวเองว่า คุณมีพอที่จะดูแล อนาคตของคนคนหนึ่งไหม พร้อมที่จะสนับสนุนความฝันของลูกหรือเปล่า
ถามตัวเองง่าย ๆ ว่าในตอนที่ฉุกเฉินขึ้นมาคุณจะทำยังไง? ถ้ายังต้องหยิบยืมคนอื่น “หยุดแล้วไสหัวไปทำงานหรือตั้งใจเรียน อย่าเสร่อ”
อีกคำถาม “พร้อมที่จะผลักดันลูกจริง ๆ ไหม ถ้าลูกบอกว่า “หนูอยากเป็นหมอ” หรือ “หนูอยากเป็นศิลปิน” พร้อมให้เด็กผิดพลาดซ้ำ ๆ หรือเปล่า? ถ้าตอบว่ายัง “ไปนอนให้อิ่ม กินให้หลับ”
2. จิตใจ
คุณจะต้องยอมรับให้ได้ว่าชีวิตนี้มันจะไม่ใช่ของคุณคนเดียวอีกต่อไป เพราะ มันจะมีเด็กคนหนึ่งฝังอยู่ในหัวคุณ อยู่ในจิตใจคุณ
คุณควบคุมอารมณ์ได้ดีไหม? ความจริงคือเด็กทุกคนดื้อ งอแง ทนได้ไหม? จะรับมือยังไง?
ความจริงแล้วไม่มีใครสมบูรณ์แบบนะในเรื่องนี้ ทุกคนเป็นมนุษย์มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงเป็นเรื่องปกติ แต่คุณต้องมีวุฒิภาวะมากพอและขอโทษเป็นเมื่อทำผิด อย่ามาพูดว่า “ฉันเป็นแม่/พ่อ ฉันไม่ผิด”
อย่ามองว่าลูกคือสิ่งเติมเต็ม ลูกก็คือลูก เราก็คือเรา อย่าริอาจเอาควรฝันของตัวเองที่ไม่มีโอกาสทำไปใส่เป็นความอยากของลูก เด็กจะโคตรเหนื่อยกับคุณเลยเอาจริง ดีไม่ดีจากความกดดันเด็กมันจะเกลียดคุณ เชื่อเถอะถึงแม้มันจะไม่พูดออกมา
ในส่วนนี้เด็กหรือคนเป็นลูกในความรู้สึกแล้วเด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย บ้านในใจอ่ะ คุณเป็นให้ได้ไหม? ถ้าไม่ ก็อาจจะยัง
3. ความพร้อมด้านความรู้
คุณจักต้องรู้การเลี้ยงเด็กแบบพื้นฐาน เปิดใจต่อวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสม “หยุดนะคะ อย่ามาสมัยฉันเชียว”
รู้ว่าต้องถาม ไม่ใช่ใช้อำนาจมากดดันเด็ก เด็กจะไม่กลัวอะไรเลยถ้าไม่ถูกเสี้ยมให้กลัว ไม่ต้องอยากสร้างปมในใจให้ลูกขนาดนั้น
ทั้งหมดนี้ก็ต้องพูดว่า

ไม่มีใครพร้อมร้อยเปอร์เซ็นหรอก แต่ก็อย่าน้อยจนทำลายชีวิตดี ๆ ของเด็กคนหนึ่ง
ฉันขอทิ้งท้ายไว้แบบนี้นะคะ
ลูก คือ “หนี้” ในด้านชีวิต แต่ก็คือ “ทรัพย์สิน” ด้านจิตใจ
มีลูกเมื่อพร้อมกันเถอะค่ะ อย่าผลักให้ชีวิตหนึ่งต้องสู้ขนาดนั้นเลย
ไม่พร้อมก็คือไม่พร้อม อย่ามโนไปเองว่าพร้อม
ในช่วงหลายเดือนมานี้ฉันเห็นข่าวหรือคลิปที่พูดคุยถึงเรื่องปัญหาการเกิดของทารกที่มีอัตราลดลงต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อสังคม ประเทศและโลกเป็นอย่างมาก
วันนี้ฉันไม่ได้มาแค่เล่าทัศนะเหมือนเช่นเคยแต่มาบ่นให้โลกอ่าน
ก่อนจะบ่นดิฉันขอชวนมาดูก่อนว่า การที่เด็กมีอัตราการเกิดต่ำนั้นส่งผลเสียอย่างไร? ทำไมรัฐบาลของหลายประเทศถึงพูดเรื่องนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีดังนี้
1.โครงสร้างประชากรที่ไม่บาลานซ์กัน เพราะเมื่อเด็กเกิดน้อยลงเมื่อเทียบกับอัตราจำนวนของวัยผู้ใหญ่ นั้นหมายความว่าภาระการดูแลและการจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให้รัฐจัดสวัสดิการมาดูแลผู้สูงวัยจะตกอยู่ที่ชนกลุ่มน้อยของวัยทำงานที่อยู่ตรงกลาง คนวัยกลางคนจึงกลายเป็นตรงกลางที่ต้องดูแลทั้งเด็กและผู้สูงวัยพร้อมกัน
2.เป็นปัญหาที่พวงมากับปัญหาแรกอย่างปัญหาเรื่องแรงงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง เพราะจำนวนการผลิตที่ลดลงเนื่องจากแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง และผู้บริโภคสินค้ามีจำนวนน้อยลง
3.รัฐมีรายได้น้อยลง เนื่องจากคนที่มีกำลังเสียภาษีน้อยลง แต่ผู้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ลดอาจจะเพิ่มการเก็บภาษีหรือลดสวัสดิการ
4.ภาระจะตกอยู่ที่วัยกลางคนที่เป็นคนทำงานเพราะเป็นคนกลางระหว่างผู้สูงอายุและเด็ก
5.นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ชะลอตัวเพราะคนรุ่นใหม่คือปัจจัยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ๆ
6.ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ เกิดจากประชากรลดลงอาจกระทบกำลังป้องกันของประเทศ อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมืองในเวทีโลกอ่อนลง
7.ผลกระทบต่อวัฒนธรรมและชุมชน เพราะโรงเรียนหลาย ๆ แห่งจะต้องปิดตัวลง ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นขาดตอน วัฒนธรรมท้องถิ่นอาจเลือนหาย
แต่ต้นตอปัญหาอยู่ที่ประชาชนหรอ?...
เรามามองในมุมที่รัฐบาลมองไม่ชัดหรืออาจไม่มองกัน
ในมุมมองของฉันคิดว่าเป็นคนรุ่นใหม่มีวิธีคิดที่ฉลาดมากนะคะ ที่เลือกจะไม่มีลูกในตอนที่ตัวเองไม่พร้อม ต้องบอกว่าในยุคนี้มาตรฐานคุณภาพของคนเพิ่มขึ้นจากการเสพโซเชียลมีเดียที่ค่อนข้างมีอะไรน่าอิจฉาให้ดูเยอะ เลยอาจทำให้ค่านิยมที่วางมาตรฐานชีวิตไว้สูงก่อน
คนรุ่นใหม่บางส่วนจะมองว่าการมีลูกเป็นภาระเพราะต้องรับผิด ต้องเสียสละ ต้องดูแล ต้องให้คุณภาพกับลูกให้ดีที่สุด คนที่แนวคิดแบบนี้จะมองว่าตัวเองยังไม่พร้อมถึงขั้นจะรับภาระที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาวได้ ซึ่งการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็ยากจริง ๆ นั้นแหละ เพราะไม่ได้ใช้แค่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ต้องใช้หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เงิน เวลา ความรู้ ร่างกายและจิตใจ
เหตุผลที่ทำให้คนที่เลือกจะไม่มีลูก คือ เมื่อมองดูเศรษฐกิจของชาติแล้วไม่เหมาะกับการมีลูกหรือพูดให้หยาบหน่อยคือคุณภาพพื้นฐานของประเทศมันห่วยแตก!
แต่ฉันจะไม่ชี้โทษสวัสดิการรัฐอย่างเดียวหรอกนะคะ เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันทั้งนั้น
ลองมาดูสภาพการศึกษาที่ทุกคนนั้นต้องเคยเข้าไปอยู่ในระบบนี้กัน ฉันจะไม่บอกหรอกนะคะว่าการศึกษาไทยมันแย่ (แต่ก็แย่จริง ๆ นั้นแหละ) แต่เรามาดูอัตราการเข้าศึกษาในชั้นระดับต่าง ๆ กัน ดิฉันขอชวนคิดในสังคมชาวบ้านตาดำ ๆ นะคะ
ในปีพ.ศ.2553
มีเด็กเข้าเรียนในชั้นระดับประถมศึกษาอยู่ประมาณ 7.49 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2559
มีเด็กเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ประมาณ 3.37 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2562
มีเด็กที่เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าอยู่ประมาณ 1.876 ล้านคน
ในปีพ.ศ.2565
มีคนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าอยู่ประมาณ 1.04 ล้านคน
เอาล่ะ คนเรียนประถม 7.49 ล้านคน มีคนเข้าเรียนต่อปริญญาตรีหรือปวส.1 มีเพียง 1.04 ล้านคน แล้วอีก 6.45 ล้าน ที่ยังไม่ตาย ไม่ได้เรียนในต่างประเทศ คนที่มีโอกาสได้เรียนอ่ะ ไปไหนกันว่ะ
ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะว่าการศึกษาถึงแม้มันจะห่วยแตกหรืออิหยังวะขนาดไหน แต่มันคือหนึ่งในทางรอดของคนชนชั้นล่างที่จะยกระดับชีวิตพวกเราไปอยู่ชนชั้นกลาง และ เป็นทางที่ง่ายที่สุดด้วย
คุณรู้ไหมว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเราบ้าง
อย่างแรกเลยนะ ไอคนส่วน 1.04 ล้านคนคือคนที่ทำงานเสียภาษีเงินได้ให้รัฐบาลทุกปี ส่วนอีก 6.45 ล้านคือชนชั้นล่างที่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ แต่ได้สวัสดิการรัฐทุกโครงการ เฮ้ย...นี่หรอที่คนพยายามจะต้องเจอ
อารมณ์มันเป็นแบบให้คน 1 คนทำงานเลี้ยงคนทั้งบ้านซึ่งบ้านนั้นมีกันอยู่เกือบ 7 คนอ่ะ
ความรู้คือจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่จำนวนประชากร อันนี้รัฐบาลอย่ามโนว่า คนรุ่นใหม่คือคนสร้างนวัตกรรม ต่อให้มีคนเป็นร้อยล้านแต่เป็นคนร้อยล้านที่ไม่รู้อะไรเลยไม่มีความรู้อยู่แต่ที่เดิม ๆ ทำอะไรเดิม มันจะเกิดอะไรขึ้นใหม่ได้ คนที่คิดอะไรใหม่ ๆ ได้คือคนที่มีโอกาสได้ทำ ได้เจอ ได้ลอง ไม่ใช่แรงงานที่อยู่กับที่หรือคนที่ใช้มันสมองไม่เป็น
จุดที่น่าโฟกัสที่รัฐบาลควรแก้คือ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ ทำให้ระบบการศึกษาเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายอย่าเลี้ยงให้ประชาชนเป็นคนโง่ คนโง่ไม่ได้ช่วยจ่ายภาษี
ควรปรับคุณภาพชีวิตให้ได้ก่อนค่อยมาบ่นเรื่องอัตราการเกิดต่ำ ถ้าเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี มีหรอที่คนที่มีคุณภาพ คนที่พร้อมจะไม่อยากมีลูก
การที่เอาเงินค่าเลี้ยงดูบุตรมาล่ออ่ะ มันส่งผลให้ประชากรที่เกิดมาไม่มีคุณภาพ และก็มาเหนื่อยคนที่ใช่สมองเป็นให้เลี้ยงคนพวกนี้ผ่านภาษี...ถ้าคุณทำให้ประเทศหน้าอยู่พอ คุณภาพชีวิตดีพอ รัฐบาลแทบจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าคลอดให้คนกลุ่มที่พร้อมเลยเพราะคนที่พร้อมมี เขาเลี้ยงของเขาได้เพราะเขาพร้อม
จากใจคนที่เกิดมาในบ้านที่ไม่พร้อมนะโคตรลำบาก ถึงไม่อดแต่ก็พลาดโอกาสหลาย ๆ โอกาสมานับครั้งไม่ถ้วน ถ้าให้นับเอานิ้วมือกับนิ้วตีนมานั่งนับยังไม่พอเลย เคยได้ยินไหม เลี้ยงให้โตกับเลี้ยงให้ได้ดีมันต่างกัน
และอีกพวกคุณแม่วัยใสทั้งหลายที่พอท้องแล้วบอกว่าพร้อม หยุด... หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องสาธยายต่อ แค่สมองยังใช้ไม่เป็นเลย ปากกับนิ้วมือก็ควรอยู่เฉย ๆ
คนที่พร้อมคือคนที่ต้องมีให้พอ
1. เงิน
เงินคือปัจจัยในการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน คือสิ่งที่สร้างโอกาสให้ลูกได้ดีที่สุด
ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่ให้ถามตัวเองว่า คุณมีพอที่จะดูแล อนาคตของคนคนหนึ่งไหม พร้อมที่จะสนับสนุนความฝันของลูกหรือเปล่า
ถามตัวเองง่าย ๆ ว่าในตอนที่ฉุกเฉินขึ้นมาคุณจะทำยังไง? ถ้ายังต้องหยิบยืมคนอื่น “หยุดแล้วไสหัวไปทำงานหรือตั้งใจเรียน อย่าเสร่อ”
อีกคำถาม “พร้อมที่จะผลักดันลูกจริง ๆ ไหม ถ้าลูกบอกว่า “หนูอยากเป็นหมอ” หรือ “หนูอยากเป็นศิลปิน” พร้อมให้เด็กผิดพลาดซ้ำ ๆ หรือเปล่า? ถ้าตอบว่ายัง “ไปนอนให้อิ่ม กินให้หลับ”
2. จิตใจ
คุณจะต้องยอมรับให้ได้ว่าชีวิตนี้มันจะไม่ใช่ของคุณคนเดียวอีกต่อไป เพราะ มันจะมีเด็กคนหนึ่งฝังอยู่ในหัวคุณ อยู่ในจิตใจคุณ
คุณควบคุมอารมณ์ได้ดีไหม? ความจริงคือเด็กทุกคนดื้อ งอแง ทนได้ไหม? จะรับมือยังไง?
ความจริงแล้วไม่มีใครสมบูรณ์แบบนะในเรื่องนี้ ทุกคนเป็นมนุษย์มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงเป็นเรื่องปกติ แต่คุณต้องมีวุฒิภาวะมากพอและขอโทษเป็นเมื่อทำผิด อย่ามาพูดว่า “ฉันเป็นแม่/พ่อ ฉันไม่ผิด”
อย่ามองว่าลูกคือสิ่งเติมเต็ม ลูกก็คือลูก เราก็คือเรา อย่าริอาจเอาควรฝันของตัวเองที่ไม่มีโอกาสทำไปใส่เป็นความอยากของลูก เด็กจะโคตรเหนื่อยกับคุณเลยเอาจริง ดีไม่ดีจากความกดดันเด็กมันจะเกลียดคุณ เชื่อเถอะถึงแม้มันจะไม่พูดออกมา
ในส่วนนี้เด็กหรือคนเป็นลูกในความรู้สึกแล้วเด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย บ้านในใจอ่ะ คุณเป็นให้ได้ไหม? ถ้าไม่ ก็อาจจะยัง
3. ความพร้อมด้านความรู้
คุณจักต้องรู้การเลี้ยงเด็กแบบพื้นฐาน เปิดใจต่อวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสม “หยุดนะคะ อย่ามาสมัยฉันเชียว”
รู้ว่าต้องถาม ไม่ใช่ใช้อำนาจมากดดันเด็ก เด็กจะไม่กลัวอะไรเลยถ้าไม่ถูกเสี้ยมให้กลัว ไม่ต้องอยากสร้างปมในใจให้ลูกขนาดนั้น
ทั้งหมดนี้ก็ต้องพูดว่า
ฉันขอทิ้งท้ายไว้แบบนี้นะคะ
ลูก คือ “หนี้” ในด้านชีวิต แต่ก็คือ “ทรัพย์สิน” ด้านจิตใจ
มีลูกเมื่อพร้อมกันเถอะค่ะ อย่าผลักให้ชีวิตหนึ่งต้องสู้ขนาดนั้นเลย