สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้อยากจะมาชวนคุยเรื่องเศรษฐกิจที่ฟังดูเหมือนไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันกระทบเงินในกระเป๋าเราเต็มๆ เลยล่ะค่ะ นั่นก็คือเรื่อง "ภาวะเงินฝืด" (Deflation) นั่นเอง หลายคนอาจจะคุ้นกับ "เงินเฟ้อ" ที่ของแพงขึ้นใช่ไหมคะ? แต่เงินฝืดนี่ตรงกันข้ามเลยค่ะ เดี๋ยววันนี้จะสรุปให้ฟังแบบฉบับเข้าใจง่ายๆ ค่ะ
ภาวะเงินฝืด (Deflation) คืออะไรกันแน่?
ถ้าจะนิยามง่ายๆ เลยก็คือ "ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมลดต่ำลงเรื่อยๆ" ค่ะ ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมคะ? ของถูกลงก็น่าจะแฮปปี้ แต่จริงๆ แล้วมันแฝงไปด้วยความน่ากลัวที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักได้เลยล่ะ
ทำไมถึงเกิดเงินฝืด? (สาเหตุหลักๆ)
คนไม่ยอมใช้เงิน: เมื่อคนรู้สึกไม่มั่นใจในรายได้ หรือคิดว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ของก็ถูกลงอีก" ก็จะชะลอการซื้อ ทำให้เงินไม่หมุนเวียนในระบบ
ความต้องการซื้อน้อยลง (Low Demand): อาจเกิดจากเศรษฐกิจซบเซา คนตกงาน หรือเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ใช้จ่ายน้อยลง
ปริมาณเงินในระบบมีน้อยเกินไป: เมื่อเงินในตลาดหายไป ค่าของเงินที่มีอยู่ก็จะสูงขึ้น (ของเลยดูถูกลงนั่นเอง)
ผลกระทบที่ตามมา... ทำไมเราต้องกังวล?
เชื่อไหมคะว่าเงินฝืดเนี่ย "แก้ยากกว่าเงินเฟ้อ" อีกนะ! เพราะมันจะเกิดวงจรที่เรียกว่า Deflationary Spiral:
ฝั่งร้านค้า: เมื่อขายของไม่ได้ หรือต้องลดราคาลงเรื่อยๆ กำไรก็น้อยลง
ฝั่งพนักงาน: พอร้านค้าขาดทุน เขาก็ต้องลดเงินเดือน หรือเลย์ออฟพนักงานออก
ฝั่งผู้บริโภค: พอเราตกงานหรือรายได้ลด เราก็ยิ่งไม่กล้าใช้เงินเข้าไปใหญ่
สุดท้ายเศรษฐกิจก็เหมือนรถที่น้ำมันหมด เดินหน้าต่อไม่ได้เลยค่ะ
ในฐานะนักลงทุน เราควรทำยังไง?
ถ้าเรามองเห็นสัญญาณเงินฝืด สิ่งที่ควรระวังคือการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงค่ะ เพราะผลประกอบการบริษัทต่างๆ จะดูไม่ดี แต่ในทางกลับกัน "เงินสด" หรือ "พันธบัตร" จะกลายเป็นพระเอกทันที เพราะมูลค่าของมันจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ลดลง
สรุป: เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือเศรษฐกิจที่มี "เงินเฟ้ออ่อนๆ" (ประมาณ 1-3%) เพื่อกระตุ้นให้คนอยากใช้เงินและธุรกิจขยายตัวได้ ส่วนเงินฝืดนั้นเปรียบเหมือนยาขมที่ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราต้องรีบปรับแผนการเงินให้รัดกุมทันทีค่ะ
ทำความเข้าใจกับ "เงินฝืด" กัน
ภาวะเงินฝืด (Deflation) คืออะไรกันแน่?
ถ้าจะนิยามง่ายๆ เลยก็คือ "ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมลดต่ำลงเรื่อยๆ" ค่ะ ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมคะ? ของถูกลงก็น่าจะแฮปปี้ แต่จริงๆ แล้วมันแฝงไปด้วยความน่ากลัวที่ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักได้เลยล่ะ
ทำไมถึงเกิดเงินฝืด? (สาเหตุหลักๆ)
คนไม่ยอมใช้เงิน: เมื่อคนรู้สึกไม่มั่นใจในรายได้ หรือคิดว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ของก็ถูกลงอีก" ก็จะชะลอการซื้อ ทำให้เงินไม่หมุนเวียนในระบบ
ความต้องการซื้อน้อยลง (Low Demand): อาจเกิดจากเศรษฐกิจซบเซา คนตกงาน หรือเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ใช้จ่ายน้อยลง
ปริมาณเงินในระบบมีน้อยเกินไป: เมื่อเงินในตลาดหายไป ค่าของเงินที่มีอยู่ก็จะสูงขึ้น (ของเลยดูถูกลงนั่นเอง)
ผลกระทบที่ตามมา... ทำไมเราต้องกังวล?
เชื่อไหมคะว่าเงินฝืดเนี่ย "แก้ยากกว่าเงินเฟ้อ" อีกนะ! เพราะมันจะเกิดวงจรที่เรียกว่า Deflationary Spiral:
ฝั่งร้านค้า: เมื่อขายของไม่ได้ หรือต้องลดราคาลงเรื่อยๆ กำไรก็น้อยลง
ฝั่งพนักงาน: พอร้านค้าขาดทุน เขาก็ต้องลดเงินเดือน หรือเลย์ออฟพนักงานออก
ฝั่งผู้บริโภค: พอเราตกงานหรือรายได้ลด เราก็ยิ่งไม่กล้าใช้เงินเข้าไปใหญ่
สุดท้ายเศรษฐกิจก็เหมือนรถที่น้ำมันหมด เดินหน้าต่อไม่ได้เลยค่ะ
ในฐานะนักลงทุน เราควรทำยังไง?
ถ้าเรามองเห็นสัญญาณเงินฝืด สิ่งที่ควรระวังคือการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงค่ะ เพราะผลประกอบการบริษัทต่างๆ จะดูไม่ดี แต่ในทางกลับกัน "เงินสด" หรือ "พันธบัตร" จะกลายเป็นพระเอกทันที เพราะมูลค่าของมันจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ลดลง
สรุป: เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือเศรษฐกิจที่มี "เงินเฟ้ออ่อนๆ" (ประมาณ 1-3%) เพื่อกระตุ้นให้คนอยากใช้เงินและธุรกิจขยายตัวได้ ส่วนเงินฝืดนั้นเปรียบเหมือนยาขมที่ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราต้องรีบปรับแผนการเงินให้รัดกุมทันทีค่ะ