ภคมน ช่วยหาเสียงใต้ ลั่นถึงเวลาเปลี่ยนกระบี่ ‘โกเคี่ยง’ มั่นใจพลังเงียบพร้อมเขย่าการเมืองบ้านใหญ่
.
.
ภคมน ลงพื้นที่กระบี่ ช่วย โกเคี่ยง-รัตนภรณ์ หาเสียง ลั่นถึงเวลาเปลี่ยนกระบี่ ด้าน โกเคี่ยง มั่นใจพลังเงียบพร้อมเขย่าการเมืองบ้านใหญ่
.
เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่จ.กระบี่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง นายธนวัช ภูเก้าล้วน ผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 1 เบอร์ 3 และ น.ส.รัตนภรณ์ ณ นคร ผู้สมัคร สส.กระบี่ เขต 2 เบอร์ 5 พรรคประชาชน ในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ โดยก่อนการขึ้นปราศรัยบริเวณตลาดปูดำในช่วงเย็น
.
น.ส.ภคมน กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ช่วยหาเสียงภาคใต้ รับรู้ได้ว่าประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนมากขึ้น ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่แต่มีผู้ใหญ่รุ่นพ่อแม่ที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเพื่อลูกหลานของตัวเอง ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะพูดว่าพรรคประชาชนชนะเพราะกระแส แต่ครั้งนี้ประชาชนตัดสินใจจะเลือกเราเพราะความหนักแน่นในเนื้อหาและนโยบายที่เราจะทำ ทุกวันนี้พูดกันด้วยความเป็นธรรมว่าพรรคการเมืองทุกพรรคต่างเคยเป็นรัฐบาลกันมาหมดแล้วและผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น ทำให้ประเทศล้าหลังไม่พัฒนา ศักยภาพในการเติบโตของประเทศไทยน้อยมาก จึงต้องมีรัฐบาลและฝ่ายบริหารที่นำหน้าความเจริญ
.
ส่วนกรณีกระแสวาทกรรมโจมตีเรื่องต่างๆ ที่มีต่อพรรคประชาชน น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตอนนี้คือบรรยากาศของประชาธิปไตย หากประชาชนสงสัยเรื่องไหนหรือนโยบายใดของพรรคการเมืองใดก็สามารถเข้าไปสอบถามเขาได้เลย เชื่อว่านักการเมืองทุกคนยินดีที่จะตอบคำถามหรือข้อสงสัยดังกล่าว ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีเสียอีกที่ประชาชนจะได้สอบถามข้อสงสัยต่อหน้า ไม่ใช่แค่พรรคประชาชนแต่อยากให้ประชาชนถามทุกพรรคเพราะจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของนักการเมืองแต่ละคนด้วย
.
น.ส.ภคมน กล่าวว่า กรณีกระแสข่าวว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองและผู้สมัคร ส.ส. ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ตนไม่มีความกังวล ขอให้เร่งตรวจสอบและเปิดเผยออกมาโดยเร็ว หากเป็น ส.ส. ของพรรคประชาชน ทางพรรคก็จัดการทันที แต่เชื่อว่าพรรคประชาชนมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้น้อยที่สุด
.
ขณะที่กรณี จ.กระบี่ ถือเป็นพื้นที่ที่มีนักการเมืองบ้านใหญ่เดิมจากพรรคภูมิใจไทยครองพื้นที่มานาน นายธนวัช กล่าวว่า นี่คือโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงของจังหวัดกระบี่ เชื่อว่ากระบี่มีพลังเงียบที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก อยากให้จังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่ต้องการให้มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เข้ามาบริหารบ้านเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครั้งนี้จึงถือว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกระบี่.
.
.
ประชาชน "โหวตโน" เลือกนายก อบต.ท่าชะมวง หลังกำนันยองถูกยิงดับก่อนสิ้นปี 68
.
ประชาชน "โหวตโน" เลือกนายก อบต.ท่าชะมวง หลังกำนันยองถูกยิงดับก่อนสิ้นปี 68
.
เป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงสนั่นโลกออนไลน์ หลังจากที่เมื่อวานนี้ (11 ม.ค. 2569) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Namning Apisak โพสต์ภาพการนับคะแนนเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าชะมวง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 เขตเลือกตั้งที่ 15 ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ซึ่งมีผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง นายก อบต.ท่าชะมวง 2 คน หนึ่งในผู้สมัคร คือ นายพยอม สังข์ทอง หรือ กำนันยอง ได้ถูกยิงเสียชีวิตไปเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2568
.
จากภาพเผยให้เห็นผลการลงคะแนนของพี่น้องประชาชนลงคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นทางการดังนี้
.
• จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 14,132 คน
• จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 10,717 คน
• จำนวนบัตรดี 2,913 บัตร คิดเป็น 27.18%
• จำนวนบัตรเสีย 1,206 บัตร คิดเป็น 11.25 %
• จำนวนบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 6,598 บัตร คิดเป็น 61.57%
• ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้รับคะแนนเสียง 2,913 คะแนน
• ผู้สมัครหมายเลข 2 (เนื่องจากเสียชีวิต)
.
.
.
เขมรเนรคุณ ไม่อยากให้มาเรียนและรักษาในไทยแล้ว
.
ชาวบ้านในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ค้านเปิดด่าน ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้ชาวกัมพูชามาเรียนหนังสือ รักษาพยาบาล ขายแรงงาน หรือทำธุรกิจค้าขายในไทย เพราะเขมรไว้ใจไม่ได้ไม่เคยสำนึกบุญคุณของไทย
.
(12 ม.ค.69) จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากจะทำให้ประชาชนต้องอพยพ ยังส่งผลให้เด็กนักเรียนโรงเรียนชายแดนไม่ได้เรียนหนังสือมาร่วมเดือน ในขณะเดียวกันพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ ได้มีการโพสต์และแชร์ข้อความในลักษณะว่า ชาวกัมพูชาออกมาโวยวายว่ายังไม่มีที่เรียนหนังสือ และต้องการให้ไทยเปิดด่านมนุษยธรรม เพื่อให้เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาได้มากลับเข้าเรียนหนังสือในประเทศไทยเหมือนเดิมนั้น
.
จากการลงพื้นที่สอบถามความเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับผลกระทบจากการสู้รบในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งชาวบ้านทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการให้ชาวกัมพูชาทุกเพศทุกวัย เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายแรงงาน การเข้ามาเรียนหนังสือ และการรักษาด้านพยาบาล รวมถึงทำธุรกิจค้าขายร่วมกับกัมพูชาอีก
.
โดยเรียกร้องให้รัฐบาล ยุติการช่วยเหลือหรือการสนับสนุนในทุกกรณีต่อกัมพูชา และเร่งดำเนินการสร้างรั้วกำแพงปิดพรมแดนโดยเร็ว เพราะชาวกัมพูชานั้นไม่มีความจริงใจ ไม่รู้จักบุญคุณคนไทยที่มีน้ำใจได้ให้มาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ที่พักอาศัยช่วยเหลือสมัยสงครามเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การศึกษาและให้การรักษาพยาบาลชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย เพื่อมนุษยธรรมมาโดยตลอด
.
นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้เรียกร้องให้ รัฐบาลได้เร่งจ่ายเงินชดเชยผู้อพยพย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความให้กับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนดังกล่าวด้วย และขอให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติม ให้กับผู้ครอบครัวผู้อพยพจากเดิมครัวเรือนละ 5,000 เป็น 10,000 บาท โดยระบุว่าการอพยพในรอบนี้ยาวนานกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้เสียโอกาสขาดรายได้และยังมีหนี้สินติดตามตัวมาอีก
.
นางดวงดาว อายุ 54 ปี แม่ค้าร้านของชำใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งหากจะมีการเปิดด่านชายแดนอีก ขอให้อยู่ใครอยู่มันไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีกแล้ว ส่วนการที่รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท นั้นมองว่าเป็นจำนวนที่น้อยถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท เพราะในช่วงของการอพยพทำให้ไม่สามารถค้าขายได้เหมือนปกติ ขาดรายได้ อีกทั้งหนี้สินค่าใช้จ่ายก็ยังคงมีอยู่อีก แต่อย่างไรก็ตามหากจะได้ 5,000 บาท ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้อะไรเลย และขอให้เร่งดำเนินการแจกจ่ายให้เร็วที่สุดด้วย
.
ด้าน นางสำลี อายุ 73 ปี ชาวบ้านรายหนึ่งใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าก็อยากจะให้สอนหนังสือเฉพาะคนไทยเท่านั้นไม่อยากให้สอนคนเขมร ถ้าสอนหนังสือไปแล้วมีความรู้กลัวว่าจะกลับมาทำร้ายไทยเราอีก รวมถึงผู้ป่วยก็ไม่อยากให้รับเข้ามารักษา ให้รักษาเฉพาะคนไทย เพราะหากรักษาคนเขมรหายดีแล้วก็อาจจะกลับมาแว้งกัดเราได้อีก ส่วนเงินชดเชยที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจ่ายช่วยเหลือ 5,000 บาท หากจะถามว่าเพียงพอไหมมันคงไม่เพียงพออยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท
JJNY : ภคมนลั่นถึงเวลาเปลี่ยนกระบี่│"โหวตโน" เลือกนายก อบต.ท่าชะมวง│เขมรเนรคุณ│จีนเตรียมขยายผลจับเครือข่าย“เฉิน จื้อ”
.
.
(12 ม.ค.69) จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากจะทำให้ประชาชนต้องอพยพ ยังส่งผลให้เด็กนักเรียนโรงเรียนชายแดนไม่ได้เรียนหนังสือมาร่วมเดือน ในขณะเดียวกันพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ ได้มีการโพสต์และแชร์ข้อความในลักษณะว่า ชาวกัมพูชาออกมาโวยวายว่ายังไม่มีที่เรียนหนังสือ และต้องการให้ไทยเปิดด่านมนุษยธรรม เพื่อให้เด็กนักเรียนชาวกัมพูชาได้มากลับเข้าเรียนหนังสือในประเทศไทยเหมือนเดิมนั้น
.
จากการลงพื้นที่สอบถามความเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับผลกระทบจากการสู้รบในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งชาวบ้านทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ต้องการให้ชาวกัมพูชาทุกเพศทุกวัย เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการขายแรงงาน การเข้ามาเรียนหนังสือ และการรักษาด้านพยาบาล รวมถึงทำธุรกิจค้าขายร่วมกับกัมพูชาอีก
.
โดยเรียกร้องให้รัฐบาล ยุติการช่วยเหลือหรือการสนับสนุนในทุกกรณีต่อกัมพูชา และเร่งดำเนินการสร้างรั้วกำแพงปิดพรมแดนโดยเร็ว เพราะชาวกัมพูชานั้นไม่มีความจริงใจ ไม่รู้จักบุญคุณคนไทยที่มีน้ำใจได้ให้มาโดยตลอด ตั้งแต่การให้ที่พักอาศัยช่วยเหลือสมัยสงครามเขมรแดงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การศึกษาและให้การรักษาพยาบาลชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย เพื่อมนุษยธรรมมาโดยตลอด
.
นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้เรียกร้องให้ รัฐบาลได้เร่งจ่ายเงินชดเชยผู้อพยพย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความให้กับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนดังกล่าวด้วย และขอให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติม ให้กับผู้ครอบครัวผู้อพยพจากเดิมครัวเรือนละ 5,000 เป็น 10,000 บาท โดยระบุว่าการอพยพในรอบนี้ยาวนานกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้เสียโอกาสขาดรายได้และยังมีหนี้สินติดตามตัวมาอีก
.
นางดวงดาว อายุ 54 ปี แม่ค้าร้านของชำใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งหากจะมีการเปิดด่านชายแดนอีก ขอให้อยู่ใครอยู่มันไม่ต้องไปมาหาสู่กันอีกแล้ว ส่วนการที่รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท นั้นมองว่าเป็นจำนวนที่น้อยถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท เพราะในช่วงของการอพยพทำให้ไม่สามารถค้าขายได้เหมือนปกติ ขาดรายได้ อีกทั้งหนี้สินค่าใช้จ่ายก็ยังคงมีอยู่อีก แต่อย่างไรก็ตามหากจะได้ 5,000 บาท ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้อะไรเลย และขอให้เร่งดำเนินการแจกจ่ายให้เร็วที่สุดด้วย
.
ด้าน นางสำลี อายุ 73 ปี ชาวบ้านรายหนึ่งใน ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ บอกว่าก็อยากจะให้สอนหนังสือเฉพาะคนไทยเท่านั้นไม่อยากให้สอนคนเขมร ถ้าสอนหนังสือไปแล้วมีความรู้กลัวว่าจะกลับมาทำร้ายไทยเราอีก รวมถึงผู้ป่วยก็ไม่อยากให้รับเข้ามารักษา ให้รักษาเฉพาะคนไทย เพราะหากรักษาคนเขมรหายดีแล้วก็อาจจะกลับมาแว้งกัดเราได้อีก ส่วนเงินชดเชยที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะจ่ายช่วยเหลือ 5,000 บาท หากจะถามว่าเพียงพอไหมมันคงไม่เพียงพออยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีก็อยากได้ 10,000 บาท