
9 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลกอดคอดิ่ง BH-BCH-BDMS นำกลุ่มร่วง 6.10% รับแรงกดดันประกันจ่อเลิกแผนเหมาจ่าย
.
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 12 ม.ค.2569 เวลา 10.09 น.หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลง นำโดย
.
หุ้น BH ร่วง 6.10% ลดลง 9.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 138.50 บาท
หุ้น BCH ร่วง 4.04% ลดลง 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.50 บาท
หุ้น BDMS ร่วง 3.17% ลดลง 0.60 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 18.30 บาท
หุ้น CHG ร่วง 2.65% ลดลง 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.47 บาท
หุ้น HANN ร่วง 2.20% ลดลง 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 0.89 บาท
หุ้น PR9 ร่วง 1.09% ลดลง 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 18.10 บาท
หุ้น WPH ร่วง 0.83% ลดลง 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 5.95 บาท
หุ้น THG ร่วง 0.56% ลดลง 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 8.90 บาท
หุ้น EKH ร่วง 0.40% ลดลง 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.92 บาท
.
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเผชิญแรงขายวันนี้ โดยเฉพาะหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BH และ BDMS ที่ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อกระแสข่าวในเพจโซเชียลมีเดียด้านสุขภาพที่ชื่อ Dr.Review เกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขประกันสุขภาพของบริษัทประกันอาจยกเลิกการขายประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” สำหรับลูกค้าใหม่ และเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Co-pay (การจ่ายร่วม) โดยอาจเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมนี้เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นจริง แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะถือเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยที่ใช้ประกันสุขภาพในระดับสูง เนื่องจากอาจกระทบต่อปริมาณการเข้ารับบริการและรายได้ในอนาคต
.
อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะสั้น นักลงทุนควรรอความชัดเจนของนโยบายจากบริษัทประกันก่อนตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Valuation ราคาหุ้นโรงพยาบาลบางแห่งเริ่มเข้าสู่ระดับที่น่าสนใจ โดย BH ที่ราคาหลุดระดับ 140 บาท และ BDMS ที่บริเวณประมาณ 18.50 บาท ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน
.
โดยกลยุทธการลงทุน นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้อาจพิจารณาเข้าลงทุนเป็น “ไม้แรก” แต่ควรเว้นระยะและติดตามพัฒนาการของข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายประกันสุขภาพอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อทิศทางราคาหุ้นในระยะถัดไป
9 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลกอดคอดิ่ง BH-BCH-BDMS นำกลุ่มร่วง 6.10%
9 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลกอดคอดิ่ง BH-BCH-BDMS นำกลุ่มร่วง 6.10% รับแรงกดดันประกันจ่อเลิกแผนเหมาจ่าย
.
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 12 ม.ค.2569 เวลา 10.09 น.หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลง นำโดย
.
หุ้น BH ร่วง 6.10% ลดลง 9.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 138.50 บาท
หุ้น BCH ร่วง 4.04% ลดลง 0.40 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.50 บาท
หุ้น BDMS ร่วง 3.17% ลดลง 0.60 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 18.30 บาท
หุ้น CHG ร่วง 2.65% ลดลง 0.04 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.47 บาท
หุ้น HANN ร่วง 2.20% ลดลง 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 0.89 บาท
หุ้น PR9 ร่วง 1.09% ลดลง 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 18.10 บาท
หุ้น WPH ร่วง 0.83% ลดลง 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 5.95 บาท
หุ้น THG ร่วง 0.56% ลดลง 0.05 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 8.90 บาท
หุ้น EKH ร่วง 0.40% ลดลง 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.92 บาท
.
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเผชิญแรงขายวันนี้ โดยเฉพาะหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BH และ BDMS ที่ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลต่อกระแสข่าวในเพจโซเชียลมีเดียด้านสุขภาพที่ชื่อ Dr.Review เกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขประกันสุขภาพของบริษัทประกันอาจยกเลิกการขายประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” สำหรับลูกค้าใหม่ และเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Co-pay (การจ่ายร่วม) โดยอาจเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมนี้เป็นต้นไป
.
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นจริง แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะถือเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยที่ใช้ประกันสุขภาพในระดับสูง เนื่องจากอาจกระทบต่อปริมาณการเข้ารับบริการและรายได้ในอนาคต
.
อย่างไรก็ตาม มองว่าในระยะสั้น นักลงทุนควรรอความชัดเจนของนโยบายจากบริษัทประกันก่อนตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Valuation ราคาหุ้นโรงพยาบาลบางแห่งเริ่มเข้าสู่ระดับที่น่าสนใจ โดย BH ที่ราคาหลุดระดับ 140 บาท และ BDMS ที่บริเวณประมาณ 18.50 บาท ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน
.
โดยกลยุทธการลงทุน นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้อาจพิจารณาเข้าลงทุนเป็น “ไม้แรก” แต่ควรเว้นระยะและติดตามพัฒนาการของข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายประกันสุขภาพอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อทิศทางราคาหุ้นในระยะถัดไป