การเมือง เลือกตั้ง กับ อีหม่าน

บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะห์ฮีม
อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
(เนื้อหาในคลิปเป็นแบบสรุป ข้อมูลต่างๆ และการอ้างอิง อยู่ในกระทู้นี้ครับ)
ส่วนที่ 1 : บทนำ-เมื่อการเมืองกระทบถึงหัวใจ
พี่น้องที่รักทุกท่านครับ... เคยรู้สึกไหมครับว่า เดี๋ยวนี้ไม่ว่าเราจะเปิดหน้าจอโทรศัพท์ หรือนั่งในวงน้ำชา สิ่งที่เราหนีไม่พ้นคือกระแสของการเมือง และความขัดแย้งที่รุนแรงเหลือเกิน จนบางครั้งมันอาจจะกำลัง "กัดกร่อนอีหม่าน" ของเราโดยไม่รู้ตัวอยู่ครับ
ก่อนจะไปต่อ ผมขอพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นนะครับ คลิปนี้ไม่ใช่คลิปวิเคราะห์ว่าพรรคไหนจะชนะ และไม่ได้มาชี้หน้าว่าใครควรเลือกใคร แต่ผมมาในฐานะมุสลิมคนหนึ่งที่ห่วงใยในอีหม่านของพวกเรา เพราะในวันที่เสียงของการเมืองดังมาก มันมักจะดังจนกลบเสียงของ "อาคิเราะฮฺ" ในใจเราไปเสียสนิท
เป้าหมายของคลิปนี้ คือการดึงสติพวกเราให้กลับมาสู่จุดยืนที่ถูกต้อง ผมอยากชวนพี่น้องมาทำความเข้าใจว่า "การเมืองไม่ใช่ อิบาดะฮฺ" และเราจะศึกษาวิถีการเมืองผ่าน "กรอบของอุละมาอ์อาวุโสสายสลัฟ" ทั้งท่านเชคอัลอัลบานีย์, เชคอิบนุบาซ และเชคอัลอุษัยมีน
แต่ก่อนที่เราจะไปฟังทัศนะของท่านเชคต่อการเมืองปัจจุบัน... เราต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า ระบบการปกครองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีที่มาที่ไปอย่างไร? จากยุคสลัฟที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮฺ มาถึงยุคประชาธิปไตยในวันนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เราเห็นภาพรวมก่อนจะเข้าสู่จุดยืนทางศาสนาครับ

ส่วนที่ 2: ความเป็นมาของการปกครองในรูปแบบของอิสลาม กับระบบประชาธิปไตย
ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจก่อนว่า การปกครองในรูปแบบของอิสลาม และระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นมาอย่างไร
 
1. ระบอบการปกครองในยุคนบีและสลัฟ
ในยุคเริ่มต้น (ค.ศ. 622–661) อิสลามไม่ได้ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยหรือระบอบกษัตริย์ในความหมายปัจจุบัน แต่มีระบอบที่เฉพาะตัวคือ:
ยุคท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ (ยุคก่อตั้ง): ปกครองด้วยระบอบ "ศาสนจักรและอาณาจักรหลอมรวมกัน" โดยมีนบีเป็นทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำรัฐ กติกาสำคัญที่ถูกใช้ในตอนนั้นคือ "ธรรมนูญแห่งมะดีนะฮฺ" (Constitution of Medina) ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ ของโลกที่กำหนดสิทธิหน้าที่ของคนทุกกลุ่ม (รวมถึงชาวยิวและผู้ปฏิเสธศรัทธา) ให้อยู่ร่วมกันภายใต้รัฐเดียวกัน
ยุคคุลาฟาอัร-รอชิดีน (ยุคสลัฟตอนต้น): ปกครองด้วยระบอบ "คิลาฟะฮฺ" (Caliphate) โดยใช้วิธี "ชูรอ" (Shura) หรือการปรึกษาหารือผ่านกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการคัดเลือกผู้นำ ไม่ใช่การสืบสายเลือด และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำ (เคาะลีฟะฮฺ) ในยุคนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน สามารถถูกตรวจสอบและวิจารณ์ได้โดยตรงบนรากฐานของความยุติธรรมครับ
ยุคราชวงศ์ (อุมัยยะฮฺ, อับบาสียะฮฺ): เริ่มมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ "ราชาธิปไตย" (Hereditary Monarchy) หรือการสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือดมากขึ้น แม้จะยังเรียกตนเองว่าเคาะลีฟะฮฺก็ตาม
2. กฎหมายที่ใช้ปกครอง
กฎหมายที่ใช้คือ "ชะรีอะฮฺ" (Sharia) ซึ่งมีแหล่งที่มาจาก 4 แหล่งหลักที่อุละมาอ์ยอมรับคือ:
1.          อัลกุรอาน: บทบัญญัติโดยตรงจากพระเจ้า
2.          อัลหะดีษ (สุนนะฮฺ): แบบอย่างและคำสอนของท่านนบี
3.          อิจญ์มาอฺ: มติเอกฉันท์ของผู้รู้ในยุคนั้นๆ
4.          กิยาส: การเทียบเคียงข้อเท็จจริงใหม่ๆ กับหลักการที่มีอยู่เดิม
หมายเหตุ: ในยุคนั้นกฎหมายชะรีอะฮฺไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายอาญา แต่ครอบคลุมถึงกฎหมายแพ่ง ครอบครัว มรดก และจริยธรรมในการดำเนินชีวิตทั้งหมด

3. ประชาธิปไตยมีขึ้นในสมัยใด?
หากพูดถึง "ระบอบประชาธิปไตย" (Democracy) ในเชิงประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์อิสลาม มีไทม์ไลน์ดังนี้ครับ:
กำเนิดประชาธิปไตยโลก: เกิดขึ้นครั้งแรกที่ นครรัฐเอเธนส์ ประเทศกรีซโบราณ (ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนอิสลามเกือบ 1,000 ปี แต่ในยุคนั้นยังจำกัดสิทธิแค่เฉพาะชายที่เป็นเสรีชนเท่านั้น
ประชาธิปไตยสมัยใหม่: เริ่มก่อตัวขึ้นในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17-18 (ยุคเรืองปัญญา) ผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา
ประชาธิปไตยในโลกมุสลิม: เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังหลัง การล่มสลายของอาณาจักรโอโตมัน (ค.ศ. 1924) เมื่อชาติตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลและแบ่งเขตประเทศใหม่ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบอบคิลาฟะฮฺสู่ระบอบ "รัฐชาติ" (Nation State) ที่มีการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญแบบสากล
ส่วนที่ 3: จุดยืนของมุสลิมกับการเมืองแบบประชาธิปไตย
เมื่อเราเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์แบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วในวันที่เราไม่มีระบอบคิลาฟะฮฺเหมือนในอดีตล่ะ? เราควรจะวางตัวอย่างไรภายใต้ระบบการเมืองปัจจุบัน? แต่นับว่าเป็นความโชคดีของพวกเรามากครับ ที่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญนี้ เรายังมีบรรดาอุละมาอ์ผู้สืบทอดวิชาการตามแนวทางสลัฟอย่างเข้มแข็งคอยชี้แนะทางสว่างให้แก่พวกเราอยู่ เพื่อให้เรามีจุดยืนที่ตั้งอยู่บน 'หลักการ' และ 'ความสงบสุข'
ในส่วนนี้ผมจึงขอสรุปทัศนะของท่านเชคทั้ง 3 ท่าน คือ เชคอัล-อัลบานีย์ เป็นหลัก เสริมด้วย เชค บิน บาซ และ เชค อัล-อุษัยมีน ซึ่งทั้งสามท่านเห็นตรงกันในแก่นสำคัญ แม้ถ้อยคำจะแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้ครับ..."

1.         จุดยืน “หลักใหญ่” ของสลัฟต่อการเมืองในประเทศไม่ใช่มุสลิม
อุละมาอ์สายสลัฟ ไม่เคยสนับสนุนให้ประชาชนเข้าไป  “ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” ในความหมายต่อไปนี้:
❌ ยึดประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์
❌ เชื่อว่าการเมืองคือหนทางฟื้นฟูอิสลาม
❌ ทำการเมืองแบบพรรคการเมืองในนามศาสนา
❌ ผูกอีหม่านกับชัยชนะทางการเมือง
❌ ปลุกระดม ต่อต้านรัฐ สร้างฟิตนะฮ์
นี่คือ สิ่งที่เชคอัลอัลบานีตำหนิอย่างรุนแรง

2.         ทัศนะของ เชคมุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์ (จุดยืนและทางออก)
เชคอัลอัลบานีย์ رحمه الله ถือเป็นอุละมาอ์ที่วางรากฐานการตอบโต้กลุ่มที่บ้าคลั่งการเมืองได้อย่างชัดเจนที่สุด ท่านถูกถามนับครั้งไม่ถ้วนเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งท่านสรุปแก่นไว้ดังนี้ครับ:
 
 
🔴 การเมืองไม่ใช่หนทางแก้ไขประชาชาติ:

ท่านกล่าวประโยคทองไว้ว่า: الدعوة السلفية ليست دعوة سياسية
“ดะวะฮฺสลัฟ ไม่ใช่ดะวะฮฺทางการเมือง”
 
ท่านมองว่าการกระโจนเข้าสู่วังวนการเมืองจะทำให้ผู้คนหมกมุ่นอยู่กับการไขว่คว้าอำนาจ จนสุดท้ายจะละเลยเรื่องที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การแก้ไขอะกีดะฮฺ (ความเชื่อ) และการปรับปรุงอิบาดะฮฺ (การเคารพภักดี) ท่านเตือนว่าการพยายามเปลี่ยนสังคมจากบนลงล่าง (ด้วยอำนาจ) มักจะล้มเหลวและทิ้งรอยร้าวไว้เสมอ
 
🌟 ทางออกที่แท้จริง: ตัศฟิยะฮฺ และ ตัรบิยะฮฺ (Tasfiyah & Tarbiyah) เชคอัลอัลบานีย์ไม่ได้แค่สั่งให้เราถอยห่างจากการเมือง แต่ท่านเสนอ "แผนแม่บท" ในการกอบกู้สังคมมุสลิมไว้ 2 ประการ คือ:
 
ตัศฟิยะฮฺ (การชำระล้าง): คือการชำระความเข้าใจศาสนาให้บริสุทธิ์จากอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพื่อให้มุสลิมกลับไปหาหลักการที่แท้จริงเหมือนในยุคสลัฟ
ตัรบิยะฮฺ (การบ่มเพาะ): คือการขัดเกลาและสั่งสอนมุสลิมให้ใช้ชีวิตตามความรู้ที่บริสุทธิ์นั้น
สรุปสั้นๆ คือ: ท่านเชื่อว่า "หากเราเปลี่ยนหัวใจของคนในสังคมให้มีอีหม่านที่ถูกต้องได้ สังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีเองโดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เกมการเมืองเข้าแลก"
 
🔹 แล้วกรณีประเทศที่มุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างประเทศไทยล่ะ?
ในบริบทนี้ เชคอัลอัลบานีย์ไม่ได้ห้ามแบบปิดตายเสียทีเดียว แต่ท่านวางกรอบไว้ แคบมาก ว่า:
หากการเข้าร่วม (เช่น การไปลงคะแนน) เป็นไปเพื่อ "ป้องกันความเสียหายที่เห็นได้ชัด" (เช่น เพื่อไม่ให้คนที่มีอคติร้ายแรงต่ออิสลามขึ้นมามีอำนาจ) ท่านอนุโลมให้ทำได้ตามความจำเป็น
คำเตือนที่สำคัญที่สุด: ท่านย้ำว่า อย่าได้เรียกสิ่งนี้ว่า "ชัยชนะของอิสลาม" เพราะการที่คนคนหนึ่งชนะเลือกตั้งภายใต้ระบบนี้ไม่ใช่ชัยชนะของศาสนา แต่มันเป็นเพียงการ "ลดทอนความเสียหาย" เท่านั้น
📌 จุดยืนนี้สำคัญมาก: เพราะเชคอัลอัลบานีย์ต้องการปิดประตูไม่ให้มุสลิมหลงระเริงไปกับชัยชนะจอมปลอมทางการเมือง จนลืมหน้าที่หลักในการเผยแผ่เตาฮีดและขัดเกลาจิตใจตนเองครับ

3. ทัศนะของ เชคอับดุลอะซีซ อิบนุบาซ
อิบนุบาซ  رحمه الله  มีทัศนะ ใกล้เคียงอัลอัลบานีมาก  ท่านกล่าวว่า:
“หากมุสลิมอยู่ในประเทศ ที่ไม่ปกครองด้วยอิสลาม และการเข้าร่วมบางอย่างจะช่วยลดความชั่ว
หรือป้องกันอันตรายต่อมุสลิม ก็อนุโลมได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ยอมรับระบบนั้นในหัวใจ”
📌 อิบนุบาซ ไม่เคย พูดว่า:
ประชาธิปไตยดี
การเมืองคืออิบาดะฮ์
พรรคการเมืองคือทางออก

4. ทัศนะของ เชคมุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีน
อุษัยมีน رحمه الله  เน้นเรื่อง ผลลัพธ์ (مآلات الأفعال) มาก ท่านกล่าวโดยสรุปว่า:
“การไม่ทำอะไรเลย ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย บางครั้งการไม่เข้าไป คือการเปิดทาง ให้ความชั่วที่ใหญ่กว่า”
แต่ท่านก็ย้ำว่า:
❌ ไม่ให้ยกการเมืองเป็นศาสนา
❌ ไม่ให้ปลุกระดม
❌ ไม่ให้สร้างฟิตนะฮ์
❌ ไม่ให้เชียร์พรรคเหมือนเชียร์ศาสนา

5.  สรุป “จุดยืนสลัฟ” แบบไม่คลุมเครือ
❌ สิ่งที่สลัฟปฏิเสธ
การเมืองในฐานะอุดมการณ์
พรรคการเมืองอิสลาม
การปฏิรูปด้วยอำนาจ
การปะทะรัฐ
การสร้างฟิตนะฮ์
✅ สิ่งที่สลัฟอนุโลม (จำกัดมาก)
การกระทำเฉพาะจำเป็น
เพื่อกันความเสียหาย
โดยไม่เชื่อในระบบ
โดยไม่ผูกกับศาสนา
โดยไม่สร้างความแตกแยก

6️⃣ ประโยคสรุปแบบสลัฟแท้ ๆ
ถ้าจะสรุปทัศนะของ

อัลอัลบานี + อิบนุบาซ + อุษัยมีน

ให้เหลือประโยคเดียว คือ:
“แนวทางสลัฟ  ไม่สร้างศาสนาด้วยการเมือง ไม่ฟื้นฟูอิสลามด้วยสภา และไม่ยอมแลกเตาฮีด กับอำนาจ”
แต่ในขณะเดียวกัน:
“สลัฟไม่ตาบอดต่อความจริง และอนุโลมเฉพาะสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันความเสียหาย
โดยไม่ให้มันกลืนศาสนา”
 
ผมพูดถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นหลักการที่ลึกซึ้งและอาจจะมึนๆ ว่าแล้วสรุปเราต้องเดินต่อยังไงดี? ในฐานะมุสลิมไทยคนหนึ่ง ผมเลยพยายามสรุปแนวทางปฏิบัติที่ผมกลั่นกรองมา โดยพยายามอ้างอิงจากหลักการของผู้รู้ข้างต้นให้มากที่สุด เพื่อมาวิเคราะห์ดูว่าเราควรวางตัวอย่างไรในบริบทของบ้านเรา... ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า ผมไม่ใช่ผู้รู้ ทัศนะต่อจากนี้คือการพยายามหาทางออกที่ปลอดภัยที่สุดให้กับอีหม่านของผมและอยากแชร์ให้พี่น้องได้พิจารณา ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญาณและไตร่ตรองด้วยความรอบคอบที่สุดครับ

ต่อส่วนที่ 4 มุสลิมในไทย ควร ปฎิบัติตนกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไรดี   -- >ใน Comment นะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่