ผู้ลี้ภัยพันล้าน

ผู้ลี้ภัยพันล้าน

เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีดังสนั่นจนกลบเสียงลมหายใจของผม...
ผมยืนพิงประตูไม้อัดเก่าๆ ในห้องเช่าขนาดเท่าแมวดิ้นตาย มือข้างหนึ่งกำลูกบิดประตูแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สายตาจ้องมองออกไปที่ความมืดมิดผ่านช่องตาแมว หัวใจผมเต้นรัวแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยจากการขนของหนีตายเมื่อชั่วโมงก่อน แต่เป็นเพราะความ "กลัว"
กลัวว่ารถยุโรปสีดำคันนั้นจะตามมาทัน กลัวว่าชายวัยหกสิบกว่าที่ผมเรียกว่า "พ่อ" จะพังประตูเข้ามา
ผมหันกลับมามองสภาพภายในห้อง แสงไฟนีออนสลัวส่องกระทบร่างของหญิงสาวสองคนที่นั่งกอดเข่าอยู่บนฟูกเก่าๆ คนหนึ่งคือ "แม่" หญิงชราผู้มีแววตาว่างเปล่า เหมือนคนที่หัวใจแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี อีกคนคือ "พี่ดาว" พี่สาวของผม... เธอกำลังนั่งโยกตัวไปมา มือสั่นระริกกำพระเครื่องไว้แน่น ปากพึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ ที่ฟังแล้วเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ
"พ่อไม่ได้จะฆ่าหนูใช่ไหม... พ่อรักหนูใช่ไหมภู..."
ผมเดินเข้าไปหาพี่สาว คุกเข่าลงตรงหน้า แล้วจับมือที่เย็นเฉียบของเธอมากุมไว้ "พี่ดาวฟังภูนะ... เราปลอดภัยแล้ว พ่อหาเราไม่เจอแล้ว"
พี่ดาวเงยหน้าขึ้นมองผม น้ำตาไหลพรากอาบแก้มที่ซูบตอบ "แต่พ่อบอกว่าพี่เป็นบ้า... พ่อบอกว่าจะส่งคนมารับพี่ไปรักษา ภู... พี่ไม่ได้บ้าใช่ไหม?"
วินาทีนั้น ความโกรธแค้นที่ผมพยายามสะกดกลั้นมันพุ่งพล่านขึ้นมาจนจุกอก "ไอ้สารเลวเอ๊ย!" ผมสบถในใจ
พ่อทำได้ยังไง... พ่อทำกับลูกในไส้แบบนี้ได้ยังไง? เพียงเพื่อที่ดิน... เพื่อกระดาษแผ่นเดียวที่วางอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยนั่น
ผมเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมา เปิดออกดูสิ่งที่อยู่ข้างใน "โฉนดที่ดิน" ตราครุฑแดงสด เนื้อที่แปลงใหญ่ ทำเลทองย่านรามคำแหง มูลค่าประเมินตลาด 200 ล้านบาท ตัวเลขศูนย์เจ็ดแปดตัวเรียงกันสวยงาม แต่มันกลับหนักอึ้งเหมือนแบกภูเขาทั้งลูกไว้
ใครจะเชื่อว่าเจ้าของที่ดินผืนนี้ กำลังนั่งกินมาม่าคัพประทังชีวิตอยู่ในห้องเช่าราคาถูก? ใครจะเชื่อว่าเราต้องหนีหัวซุกหัวซุนเหมือนอาชญากร ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด?
ผิดที่พ่อผม... "เสี่ยช้าง" ผู้ชายที่สร้างภาพว่าเป็นนักธุรกิจใหญ่ เจ้าของโรงแรมหรูที่ระยอง แต่เบื้องหลังคือหนูสกปรกที่ติดกับดักหนี้สินที่ตัวเองสร้างขึ้น ธุรกิจเจ๊ง เมียน้อยผลาญเงิน เจ้าหนี้นอกระบบตามทวงยิกๆ ทางออกเดียวของเขาคือ "ที่ดินผืนนี้" ที่เคยฝากชื่อไว้กับแม่และพวกเราเมื่อยี่สิบปีก่อน
แต่เมื่อผมไม่ยอมคืน... เมื่อผมบอกว่า "นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่จะเก็บไว้รักษาชีวิตแม่กับพี่" พ่อก็เปลี่ยนจากพ่อพระ กลายเป็น "ซาตาน"
ภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังฉายชัดในหัวผม... พ่อบุกเข้ามาในบ้าน พร้อมกับชายฉกรรจ์สองคน พ่อไม่ได้มาขู่ผม แต่พ่อพุ่งเป้าไปที่พี่ดาว พ่อตะคอกใส่หน้าพี่สาวผม ชี้หน้าด่าด้วยถ้อยคำที่คนเป็นพ่อไม่ควรพูด "มันบ้า! มันสติไม่ดี! กูต้องจับขังไว้ กูจะขอศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ!"
พี่ดาวกรีดร้อง... กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจนสติหลุด นั่นคือสิ่งที่พ่อต้องการ พ่อต้องการหลักฐานว่าลูกสาวตัวเองเป็นบ้า เพื่อที่พ่อจะได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินแทนอย่างชอบธรรม
"อำมหิต..."
ผมมองโฉนดในมือสลับกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาของพี่สาว เงิน 200 ล้านแลกกับสติสัมปชัญญะของคนคนหนึ่ง... สำหรับพ่อ มันคงคุ้มค่า แต่สำหรับผม... "ข้ามศพกูไปก่อนเถอะ"
ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นจากมือถือเครื่องเก่าที่ผมกำลังจะทิ้งซิม ข้อความจากบัญชีนิรนามที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นดอกไม้สีดำ
ข้อความ: "หนีไปก็เท่านั้น กูรู้ว่าอยู่ที่ไหน ส่งโลเคชั่นมา ถ้าไม่อยากให้แม่เดือดร้อน"
ผมกำโทรศัพท์แน่นจนหน้าจอร้าว พ่อเริ่มแล้ว... ปฏิบัติการล่าหัวเริ่มต้นแล้ว พ่อไม่รู้หรอกว่าผมเตรียมตัวมาดีแค่ไหน พ่ออาจจะคิดว่าผมเป็นแค่ลูกแหง่ที่ยอมพ่อมาตลอดชีวิต แต่พ่อลืมไปว่า... หมาที่จนตรอก มันกัดไม่ปล่อย
ผมถอดซิมการ์ดออกจากเครื่อง หักมันเป็นสองท่อน แล้วโยนลงถังขยะ ผมหันไปกอดแม่กับพี่ดาวอีกครั้ง กระซิบคำสัญญาที่หนักแน่นที่สุดในชีวิต
"นอนเถอะครับ... พรุ่งนี้เราจะเริ่มสู้กันจริงๆ แล้ว" "ภูจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่ดาวกับแม่ได้อีก... แม้คนคนนั้นจะเป็นพ่อก็ตาม"
ข้างนอกฝนยังตกหนัก... แต่พายุในใจผมรุนแรงกว่านั้นหลายเท่า ศึกสายเลือดครั้งนี้ มันเดิมพันด้วยทุกอย่างที่เรามี และผม... จะแพ้ไม่ได้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่