ตอน พวกเขาใช้ “หนี้” สร้างอาณาจักรได้อย่างไร?
ถ้าคุณคิดว่ามหาเศรษฐีระดับโลก
ใช้เงินสดในบัญชีออมทรัพย์
ไปซื้อคฤหาสน์ เรือยอชต์ หรือเครื่องบินส่วนตัว
ฉันขอพูดตรง ๆ ในฐานะคนวงในเลยนะ
คุณเข้าใจโลกนี้ผิดไปเกือบทั้งหมด
ในชีวิตการทำงานด้าน Private Banking
หนึ่งในสิ่งที่ฉันต้องอธิบายกับลูกค้ารุ่นใหม่เสมอคือ
“คนที่รวยมากจริง ๆ แทบไม่ใช้เงินตัวเอง”
และไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงิน
แต่เพราะ…
เงินสด คือสินทรัพย์ที่โง่ที่สุดสำหรับคนรวย
สิ่งที่พวกเขาใช้คือ “โครงสร้าง”
และหนึ่งในโครงสร้างที่ทรงพลังที่สุดก็คือ หนี้
ไม่ใช่หนี้แบบคนธรรมดา
แต่เป็นหนี้ที่ถูกออกแบบมาให้
– ไม่เสียภาษี
– ไม่กระทบอำนาจการถือครอง
– และช่วยให้ความมั่งคั่ง โตต่อ ได้
วันนี้ฉันจะพาคุณดูเคสจริง
ไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่ข่าวลือ
แต่คือสิ่งที่ถูกใช้จริง “ทุกวัน” ในโลก Private Bank
หมายเหตุสำคัญ (ต้องอ่านก่อนค่ะคุณ):
กลยุทธ์ทั้งหมดที่ฉันเล่าต่อไปนี้
ถูกออกแบบมา ตามกฎหมายภาษีของสหรัฐอเมริกา (US Tax Code) เท่านั้น
ประเทศอื่น including ไทย มีบริบทต่างออกไปมาก
ทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีความมั่งคั่ง
และกฎการค้ำประกันสินทรัพย์
ดังนั้นนี่ไม่ใช่ “สูตรลัดสากล” 🙂↔️
แต่มันคือ สูตรเฉพาะของสนามอเมริกา
ที่คนรวยที่นั่นใช้สร้างและขยายอาณาจักรของตัวเอง
1) Elon Musk — The Margin King
เจ้าพ่อแห่งการใช้ Margin
ถ้าพูดถึงเกม Borrow
ไม่มีเคสไหน “สุด” เท่า Musk อีกแล้ว
ข้อมูลจาก SEC ระบุชัดว่า
เขานำหุ้น Tesla มากกว่า 92 ล้านหุ้น
ไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ส่วนตัว
The Move:
แทนที่จะขายหุ้นเพื่อเอาเงินสดมาใช้
แล้วต้องโดน Capital Gains Tax อย่างน้อย 20%+
เขาเลือกใช้วงเงิน Credit Line โดยใช้หุ้นค้ำ
Deep Dive:
ตอนซื้อ Twitter (X)
Musk ไม่ได้ใช้แค่เงินสด
แต่ใช้ โครงสร้างหนี้ที่ซับซ้อน ค้ำโดยหุ้น Tesla
เพื่อให้ได้สภาพคล่องมาปิดดีล
โดย ไม่ต้องเสียอำนาจการโหวต
และไม่ต้องขายหุ้นก้อนใหญ่ให้โดนภาษี
นี่คือการใช้หนี้เพื่อรักษา “อำนาจ”
ไม่ใช่แค่เพื่อใช้เงิน
2) Larry Ellison — Buy & Borrow แบบ textbook
ชีวิตพันล้านที่จ่ายด้วย “ดอกเบี้ย”
Ellison คือเคสที่เราใช้ในทีมงานบ่อยมาก
เพราะมันคือ Buy & Borrow แบบ textbook จริง ๆ
The Move:
เขามี Credit Line ส่วนตัวสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
โดยใช้หุ้น Oracle ประมาณ 25% ของที่ถืออยู่เป็นหลักประกัน
Deep Dive:
เงินก้อนนี้ถูกใช้ซื้อเกาะ Lanai ในฮาวาย (≈300 ล้านดอลลาร์)
คฤหาสน์ระดับ Ultra-luxury
และทีมแข่งเรือใบ
สำหรับ Ellison
“ดอกเบี้ยเงินกู้” ถูกกว่า “ภาษี” เสมอ
ตราบใดที่หุ้น Oracle โตเร็วกว่าดอกเบี้ย
เขาไม่มีเหตุผลใด ๆ ต้องขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว
3) Steve Jobs (Legacy Case)
บทเรียนที่ทรงพลังที่สุดของคำว่า Die
นี่คือเคสที่อธิบายคำว่า Die ได้ชัดที่สุดในชีวิตฉัน
The Move:
เมื่อ Steve Jobs เสียชีวิตในปี 2011
เขาทิ้งหุ้น Apple และ Disney มูลค่ามหาศาลให้ภรรยา
Laurene Powell Jobs
Deep Dive:
ด้วยกฎหมาย Step-up in Basis (ฉันอธิบายให้คุณฟังไปเมื่อวาน)
ต้นทุนหุ้นทั้งหมดถูก รีเซ็ตเป็นราคาวันเสียชีวิตทันที
นั่นแปลว่า
กำไรที่สะสมมาตั้งแต่ยุค 80s
หายไปจากมุมมองภาษีโดยสิ้นเชิง
ครอบครัว Jobs
จึงบริหารทรัพย์สินระดับหมื่นล้าน
โดยไม่ต้องแบกภาษีจากต้นทุนดั้งเดิมที่ต่ำมาก
หึหึ 😎
4) Michael Dell
แปลงหุ้นเป็นเงินสด…เพื่อขยายอาณาจักร
Dell ใช้โครงสร้างนี้ผ่าน MSD Capital
ซึ่งเป็น Family Office ของเขา
The Move:
ใช้หุ้น Dell เป็นหลักประกัน
เพื่อระดมทุนไปลงทุน Private Equity และอสังหาริมทรัพย์
Deep Dive:
นี่คือการ “ขยายอาณาจักร” โดยไม่ต้องขายอาณาจักรเดิม
เงินกู้ถูกใช้ซื้อโรงแรมหรู และอสังหาฯ ในนิวยอร์ก
ในขณะที่หุ้น Dell
ยังคงปันผลและเติบโต
เพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้แบงก์แทนเขา
5) Mark Zuckerberg
บ้านราคา 7 ล้านดอลลาร์ กับดอกเบี้ย 1.05%
เคสนี้คนชอบถามฉันมากว่า
“รวยขนาดนี้ ทำไมต้องกู้ซื้อบ้าน?”
The Move:
Zuckerberg กู้เงิน 7 ล้านดอลลาร์
ซื้อบ้านใน Palo Alto
ด้วยดอกเบี้ย 1.05% (Adjustable Rate ค่ะคุณ)
Deep Dive:
ปีนั้นเงินเฟ้อสูงกว่า 1%
เท่ากับแบงก์ให้เขากู้ “แทบจะฟรี”
เงินสดที่ “ไม่ต้องใช้ซื้อบ้าน”
ถูกนำไปลงทุนใน S&P 500
ที่โตเฉลี่ย ~10% ต่อปี
ส่วนต่าง ~9%
คือกำไรที่เกิดขึ้น
เพราะเขาเลือก “กู้” แทน “จ่ายสด”
6) Jeff Bezos
ปีที่เสียภาษีเงินได้ “0 ดอลลาร์”
รายงาน ProPublica เคยเปิดเผยว่า
Bezos ไม่เสียภาษีเงินได้เลย ในปี 2007 และ 2011
The Move:
รายได้จากการขายหุ้น
น้อยกว่าผลขาดทุนและค่าใช้จ่าย
จากการลงทุนอื่นที่นำมาหักได้
Deep Dive:
Bezos ใช้ชีวิตจากการกู้ยืมและกระแสเงินสด
ที่จัดสรรผ่านโครงสร้างบริษัท
ในเชิงภาษี
เขาดูเหมือน “คนไม่มีรายได้”
ทั้งที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ป้าดดดดด 🤩
7) Carl Icahn
ใช้หนี้เป็นโล่ในการล่าดีล
Icahn คือสาย Activist Investor ตัวจริง
The Move:
นำหุ้นใน Icahn Enterprises
ไปค้ำประกันเงินกู้ หลายพันล้านดอลลาร์
เพื่อสร้าง Leverage ในการเข้าซื้อหุ้นบริษัทอื่น
Deep Dive:
กลยุทธ์นี้ทำให้เขามีอำนาจต่อรองสูงมาก
โดยไม่ต้องขายหุ้นเดิม
และไม่ต้องดึงเงินสดออกมา
ให้โดน Capital Gains Tax
🏛️ ทำไมเกมนี้ถึงเป็น “สิทธิพิเศษ” ของตลาดอเมริกา
ในฐานะที่ฉันดูพอร์ตข้ามประเทศ
ฉันต้องย้ำตรงนี้ชัดมาก
1) US Tax Code — Step-up in Basis
หัวใจของคำว่า Die
ประเทศส่วนใหญ่ไม่มี เลยทำไม่ได้
ถ้าไม่รีเซ็ตต้นทุนตอนเสียชีวิต เกมนี้พังทันที
2) Market Liquidity
ตลาดหุ้นอเมริกาสภาพคล่องสูง
แบงก์จึงกล้าปล่อยกู้ด้วย LTV สูง
ถ้าเป็นตลาดเล็ก Margin Call จะโหดจนไม่คุ้ม
3) No Wealth Tax
อเมริกาไม่มีภาษีความมั่งคั่ง
ถ้าคุณ “ไม่มีรายได้” คุณแทบไม่ต้องจ่ายอะไรเลย
ทั้ง 7 เคสนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือการ “ออกแบบชีวิตทางการเงิน”
ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เขาอยู่
ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้
เพื่อให้คุณไปเลียนแบบทันที
แต่เพื่อให้คุณ “ตาสว่าง”
ว่าในโลกการเงินระดับสูง
หนี้ไม่ใช่ภาระ
แต่มันคือ เครื่องมือบริหารภาษี
ที่ทรงพลังที่สุดต่างหากนะคะคุณ
สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจให้ชัด
ก่อนจะเอาอะไรจากเกมนี้มาใช้
เกมของมหาเศรษฐี
คือเกมที่ออกแบบบนฐาน 3 อย่าง
1. สินทรัพย์ขนาดใหญ่มาก และมีสภาพคล่องสูง
2. หนี้ต้นทุนต่ำมาก และถูกคุมความเสี่ยงโดยธนาคาร
3. โครงสร้างภาษีที่เอื้อ (โดยเฉพาะในอเมริกา)
ถ้าคุณไม่มีครบสามอย่างนี้
อย่าพยายามลอกทั้งระบบ
แต่ข่าวดีคือ
คุณไม่จำเป็นต้องลอกทั้งระบบ
คุณแค่ต้อง “ดึงหลักคิดบางส่วน”
มาปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณ
หลักคิดที่ 1: เลิกมองรายได้เป็นพระเอก แล้วเริ่มมอง “โครงสร้างชีวิต”
คนธรรมดาส่วนใหญ่ถามว่า “จะทำยังไงให้รายได้เพิ่ม”
แต่คนรวยถามว่า “จะทำยังไงให้ชีวิตไม่พัง ถ้าวันหนึ่งรายได้หาย”
ก่อนจะคิดเรื่องลงทุน ก่อนจะคิดเรื่องหนี้
คุณควรถามตัวเองก่อนว่า
• ถ้าฉันหยุดทำงาน 6 เดือน ฉันยังอยู่ได้ไหม
• ฉันมีเงินสำรองจริง ๆ กี่เดือน ไม่ใช่ตัวเลขใน Excel แต่เงินสดที่หยิบใช้ได้
ถ้าคำตอบยังสั่น
เกมแรกของคุณไม่ใช่ Borrow
แต่คือ Survive
หลักคิดที่ 2: คนธรรมดาควร “Buy” อะไรก่อน
ตอนคนรวย Buy เขาซื้อหุ้นบริษัทตัวเอง ซื้อกิจการ ซื้อสินทรัพย์ระดับโลก
แต่คนธรรมดาไม่ต้องเริ่มตรงนั้น
Buy ของคุณควรเริ่มจาก
สินทรัพย์ที่ไม่ทำให้ชีวิตเปราะและแตกง่าย
• เงินสำรองที่ไม่แตะไปลงทุน
• กองทุนหรือสินทรัพย์ที่คุณเข้าใจจริง
• สิ่งที่ไม่บังคับให้คุณขายในวันที่ตลาดแย่ที่สุด
ถ้าสินทรัพย์ที่คุณถือทำให้คุณนอนไม่หลับ
มันยังไม่ใช่ Buy ที่เหมาะกับคุณ
หลักคิดที่ 3: คนธรรมดา Borrow ได้ แต่ต้องรู้ว่ากำลังกู้เพื่ออะไร
ฉันไม่ได้ต่อต้านหนี้
แต่ฉันต่อต้านหนี้ที่เอาชีวิตคุณไปค้ำ
หนี้ที่คนธรรมดาพอจะใช้ได้ ควรมีลักษณะเหล่านี้
• ไม่เกินความสามารถในการผ่อน ถ้ารายได้หายไปบางส่วน
• ไม่บังคับให้คุณต้องขายสินทรัพย์ ในจังหวะที่คุณไม่อยากขาย
• และที่สำคัญ หนี้นั้นต้อง “เพิ่มทางเลือก” ไม่ใช่ลดมัน
ถ้าหนี้ก้อนหนึ่งทำให้คุณเปลี่ยนงานไม่ได้ ย้ายเมืองไม่ได้ หรือหยุดพักไม่ได้
หนี้นั้นแพงเกินไป ไม่ว่าดอกเบี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ตาม
หลักคิดที่ 4: อย่าเอาอนาคตไปแลกกับ Lifestyle
นี่คือจุดที่คนธรรมดาพังกันมากที่สุด
หลายคนไม่ได้เป็นหนี้เพราะอยากรวย
แต่เป็นหนี้เพื่อ “ไม่อยากรู้สึกด้อย”
คนรวยใช้หนี้เพื่อซื้อ “เวลาและอำนาจเลือก”
แต่คนธรรมดามักใช้หนี้เพื่อซื้อ “ภาพลักษณ์”
ถ้าคุณยังไม่มีสินทรัพย์ที่ทำงานแทนคุณ
อย่ารีบใช้ชีวิตเหมือนคนที่มีแล้ว
หลักคิดที่ 5: คนธรรมดาอาจไม่มี Die แบบอเมริกา แต่มีการวางแผนระยะยาวได้
คุณอาจไม่มี Step-up in Basis
คุณอาจไม่มี Trust ซับซ้อน
แต่คุณมีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
คือ “การไม่ทิ้งภาระให้ตัวเองในอนาคต”
การวางแผนเกษียณ
การจัดโครงสร้างทรัพย์สิน
การรู้ว่าเงินก้อนนี้มีไว้ใช้เมื่อไหร่
ไม่ใช่แค่ “มีไว้ก่อน”
นี่คือ Die เวอร์ชันของคนธรรมดา
ไม่หรู แต่ไม่พัง
สิ่งที่ฉันอยากเตือนอย่างจริงใจ
อย่าเอาเรื่องมหาเศรษฐีมาเป็นข้ออ้างให้คุณใช้ชีวิตเกินตัว
เกมของเขามีทีมกฎหมาย มีแบงก์คุมความเสี่ยง มีเบาะรองรับเป็นพันล้าน
เกมของคุณมีร่างกาย มีครอบครัว และมีเวลาจำกัด
คุณแพ้ได้ไม่กี่ครั้ง
เขาแพ้ได้เป็นร้อยครั้ง
แอนนาเบล
⸻
อ้างอิงข้อมูล (References)
• Securities and Exchange Commission (SEC) Filings — Form 4 & Schedule 13D
• ProPublica: The Secret IRS Files (2021)
• Forbes Real-Time Billionaires List
• Internal Revenue Code (IRC) Section 1014 — Step-up in Basis
• Bloomberg Billionaires Index
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้. Link https://www.facebook.com/61581120472611/photos/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD/122120105619037349/?set=a.122094368265037349&http_ref=eyJ0cyI6MTc2ODAyMTY2MDAwMCwiciI6IiJ9.
เลิกถามว่าคนรวยหนีภาษีไหมเถอะค่ะคุณ (ตอนที่ 2)
ถ้าคุณคิดว่ามหาเศรษฐีระดับโลก
ใช้เงินสดในบัญชีออมทรัพย์
ไปซื้อคฤหาสน์ เรือยอชต์ หรือเครื่องบินส่วนตัว
ฉันขอพูดตรง ๆ ในฐานะคนวงในเลยนะ
คุณเข้าใจโลกนี้ผิดไปเกือบทั้งหมด
ในชีวิตการทำงานด้าน Private Banking
หนึ่งในสิ่งที่ฉันต้องอธิบายกับลูกค้ารุ่นใหม่เสมอคือ
“คนที่รวยมากจริง ๆ แทบไม่ใช้เงินตัวเอง”
และไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเงิน
แต่เพราะ…
เงินสด คือสินทรัพย์ที่โง่ที่สุดสำหรับคนรวย
สิ่งที่พวกเขาใช้คือ “โครงสร้าง”
และหนึ่งในโครงสร้างที่ทรงพลังที่สุดก็คือ หนี้
ไม่ใช่หนี้แบบคนธรรมดา
แต่เป็นหนี้ที่ถูกออกแบบมาให้
– ไม่เสียภาษี
– ไม่กระทบอำนาจการถือครอง
– และช่วยให้ความมั่งคั่ง โตต่อ ได้
วันนี้ฉันจะพาคุณดูเคสจริง
ไม่ใช่ตำนาน ไม่ใช่ข่าวลือ
แต่คือสิ่งที่ถูกใช้จริง “ทุกวัน” ในโลก Private Bank
หมายเหตุสำคัญ (ต้องอ่านก่อนค่ะคุณ):
กลยุทธ์ทั้งหมดที่ฉันเล่าต่อไปนี้
ถูกออกแบบมา ตามกฎหมายภาษีของสหรัฐอเมริกา (US Tax Code) เท่านั้น
ประเทศอื่น including ไทย มีบริบทต่างออกไปมาก
ทั้งเรื่องภาษีมรดก ภาษีความมั่งคั่ง
และกฎการค้ำประกันสินทรัพย์
ดังนั้นนี่ไม่ใช่ “สูตรลัดสากล” 🙂↔️
แต่มันคือ สูตรเฉพาะของสนามอเมริกา
ที่คนรวยที่นั่นใช้สร้างและขยายอาณาจักรของตัวเอง
1) Elon Musk — The Margin King
เจ้าพ่อแห่งการใช้ Margin
ถ้าพูดถึงเกม Borrow
ไม่มีเคสไหน “สุด” เท่า Musk อีกแล้ว
ข้อมูลจาก SEC ระบุชัดว่า
เขานำหุ้น Tesla มากกว่า 92 ล้านหุ้น
ไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ส่วนตัว
The Move:
แทนที่จะขายหุ้นเพื่อเอาเงินสดมาใช้
แล้วต้องโดน Capital Gains Tax อย่างน้อย 20%+
เขาเลือกใช้วงเงิน Credit Line โดยใช้หุ้นค้ำ
Deep Dive:
ตอนซื้อ Twitter (X)
Musk ไม่ได้ใช้แค่เงินสด
แต่ใช้ โครงสร้างหนี้ที่ซับซ้อน ค้ำโดยหุ้น Tesla
เพื่อให้ได้สภาพคล่องมาปิดดีล
โดย ไม่ต้องเสียอำนาจการโหวต
และไม่ต้องขายหุ้นก้อนใหญ่ให้โดนภาษี
นี่คือการใช้หนี้เพื่อรักษา “อำนาจ”
ไม่ใช่แค่เพื่อใช้เงิน
2) Larry Ellison — Buy & Borrow แบบ textbook
ชีวิตพันล้านที่จ่ายด้วย “ดอกเบี้ย”
Ellison คือเคสที่เราใช้ในทีมงานบ่อยมาก
เพราะมันคือ Buy & Borrow แบบ textbook จริง ๆ
The Move:
เขามี Credit Line ส่วนตัวสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
โดยใช้หุ้น Oracle ประมาณ 25% ของที่ถืออยู่เป็นหลักประกัน
Deep Dive:
เงินก้อนนี้ถูกใช้ซื้อเกาะ Lanai ในฮาวาย (≈300 ล้านดอลลาร์)
คฤหาสน์ระดับ Ultra-luxury
และทีมแข่งเรือใบ
สำหรับ Ellison
“ดอกเบี้ยเงินกู้” ถูกกว่า “ภาษี” เสมอ
ตราบใดที่หุ้น Oracle โตเร็วกว่าดอกเบี้ย
เขาไม่มีเหตุผลใด ๆ ต้องขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว
3) Steve Jobs (Legacy Case)
บทเรียนที่ทรงพลังที่สุดของคำว่า Die
นี่คือเคสที่อธิบายคำว่า Die ได้ชัดที่สุดในชีวิตฉัน
The Move:
เมื่อ Steve Jobs เสียชีวิตในปี 2011
เขาทิ้งหุ้น Apple และ Disney มูลค่ามหาศาลให้ภรรยา
Laurene Powell Jobs
Deep Dive:
ด้วยกฎหมาย Step-up in Basis (ฉันอธิบายให้คุณฟังไปเมื่อวาน)
ต้นทุนหุ้นทั้งหมดถูก รีเซ็ตเป็นราคาวันเสียชีวิตทันที
นั่นแปลว่า
กำไรที่สะสมมาตั้งแต่ยุค 80s
หายไปจากมุมมองภาษีโดยสิ้นเชิง
ครอบครัว Jobs
จึงบริหารทรัพย์สินระดับหมื่นล้าน
โดยไม่ต้องแบกภาษีจากต้นทุนดั้งเดิมที่ต่ำมาก
หึหึ 😎
4) Michael Dell
แปลงหุ้นเป็นเงินสด…เพื่อขยายอาณาจักร
Dell ใช้โครงสร้างนี้ผ่าน MSD Capital
ซึ่งเป็น Family Office ของเขา
The Move:
ใช้หุ้น Dell เป็นหลักประกัน
เพื่อระดมทุนไปลงทุน Private Equity และอสังหาริมทรัพย์
Deep Dive:
นี่คือการ “ขยายอาณาจักร” โดยไม่ต้องขายอาณาจักรเดิม
เงินกู้ถูกใช้ซื้อโรงแรมหรู และอสังหาฯ ในนิวยอร์ก
ในขณะที่หุ้น Dell
ยังคงปันผลและเติบโต
เพื่อจ่ายดอกเบี้ยให้แบงก์แทนเขา
5) Mark Zuckerberg
บ้านราคา 7 ล้านดอลลาร์ กับดอกเบี้ย 1.05%
เคสนี้คนชอบถามฉันมากว่า
“รวยขนาดนี้ ทำไมต้องกู้ซื้อบ้าน?”
The Move:
Zuckerberg กู้เงิน 7 ล้านดอลลาร์
ซื้อบ้านใน Palo Alto
ด้วยดอกเบี้ย 1.05% (Adjustable Rate ค่ะคุณ)
Deep Dive:
ปีนั้นเงินเฟ้อสูงกว่า 1%
เท่ากับแบงก์ให้เขากู้ “แทบจะฟรี”
เงินสดที่ “ไม่ต้องใช้ซื้อบ้าน”
ถูกนำไปลงทุนใน S&P 500
ที่โตเฉลี่ย ~10% ต่อปี
ส่วนต่าง ~9%
คือกำไรที่เกิดขึ้น
เพราะเขาเลือก “กู้” แทน “จ่ายสด”
6) Jeff Bezos
ปีที่เสียภาษีเงินได้ “0 ดอลลาร์”
รายงาน ProPublica เคยเปิดเผยว่า
Bezos ไม่เสียภาษีเงินได้เลย ในปี 2007 และ 2011
The Move:
รายได้จากการขายหุ้น
น้อยกว่าผลขาดทุนและค่าใช้จ่าย
จากการลงทุนอื่นที่นำมาหักได้
Deep Dive:
Bezos ใช้ชีวิตจากการกู้ยืมและกระแสเงินสด
ที่จัดสรรผ่านโครงสร้างบริษัท
ในเชิงภาษี
เขาดูเหมือน “คนไม่มีรายได้”
ทั้งที่ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ป้าดดดดด 🤩
7) Carl Icahn
ใช้หนี้เป็นโล่ในการล่าดีล
Icahn คือสาย Activist Investor ตัวจริง
The Move:
นำหุ้นใน Icahn Enterprises
ไปค้ำประกันเงินกู้ หลายพันล้านดอลลาร์
เพื่อสร้าง Leverage ในการเข้าซื้อหุ้นบริษัทอื่น
Deep Dive:
กลยุทธ์นี้ทำให้เขามีอำนาจต่อรองสูงมาก
โดยไม่ต้องขายหุ้นเดิม
และไม่ต้องดึงเงินสดออกมา
ให้โดน Capital Gains Tax
🏛️ ทำไมเกมนี้ถึงเป็น “สิทธิพิเศษ” ของตลาดอเมริกา
ในฐานะที่ฉันดูพอร์ตข้ามประเทศ
ฉันต้องย้ำตรงนี้ชัดมาก
1) US Tax Code — Step-up in Basis
หัวใจของคำว่า Die
ประเทศส่วนใหญ่ไม่มี เลยทำไม่ได้
ถ้าไม่รีเซ็ตต้นทุนตอนเสียชีวิต เกมนี้พังทันที
2) Market Liquidity
ตลาดหุ้นอเมริกาสภาพคล่องสูง
แบงก์จึงกล้าปล่อยกู้ด้วย LTV สูง
ถ้าเป็นตลาดเล็ก Margin Call จะโหดจนไม่คุ้ม
3) No Wealth Tax
อเมริกาไม่มีภาษีความมั่งคั่ง
ถ้าคุณ “ไม่มีรายได้” คุณแทบไม่ต้องจ่ายอะไรเลย
ทั้ง 7 เคสนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือการ “ออกแบบชีวิตทางการเงิน”
ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เขาอยู่
ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้
เพื่อให้คุณไปเลียนแบบทันที
แต่เพื่อให้คุณ “ตาสว่าง”
ว่าในโลกการเงินระดับสูง
หนี้ไม่ใช่ภาระ
แต่มันคือ เครื่องมือบริหารภาษี
ที่ทรงพลังที่สุดต่างหากนะคะคุณ
สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจให้ชัด
ก่อนจะเอาอะไรจากเกมนี้มาใช้
เกมของมหาเศรษฐี
คือเกมที่ออกแบบบนฐาน 3 อย่าง
1. สินทรัพย์ขนาดใหญ่มาก และมีสภาพคล่องสูง
2. หนี้ต้นทุนต่ำมาก และถูกคุมความเสี่ยงโดยธนาคาร
3. โครงสร้างภาษีที่เอื้อ (โดยเฉพาะในอเมริกา)
ถ้าคุณไม่มีครบสามอย่างนี้
อย่าพยายามลอกทั้งระบบ
แต่ข่าวดีคือ
คุณไม่จำเป็นต้องลอกทั้งระบบ
คุณแค่ต้อง “ดึงหลักคิดบางส่วน”
มาปรับให้เหมาะกับชีวิตคุณ
หลักคิดที่ 1: เลิกมองรายได้เป็นพระเอก แล้วเริ่มมอง “โครงสร้างชีวิต”
คนธรรมดาส่วนใหญ่ถามว่า “จะทำยังไงให้รายได้เพิ่ม”
แต่คนรวยถามว่า “จะทำยังไงให้ชีวิตไม่พัง ถ้าวันหนึ่งรายได้หาย”
ก่อนจะคิดเรื่องลงทุน ก่อนจะคิดเรื่องหนี้
คุณควรถามตัวเองก่อนว่า
• ถ้าฉันหยุดทำงาน 6 เดือน ฉันยังอยู่ได้ไหม
• ฉันมีเงินสำรองจริง ๆ กี่เดือน ไม่ใช่ตัวเลขใน Excel แต่เงินสดที่หยิบใช้ได้
ถ้าคำตอบยังสั่น
เกมแรกของคุณไม่ใช่ Borrow
แต่คือ Survive
หลักคิดที่ 2: คนธรรมดาควร “Buy” อะไรก่อน
ตอนคนรวย Buy เขาซื้อหุ้นบริษัทตัวเอง ซื้อกิจการ ซื้อสินทรัพย์ระดับโลก
แต่คนธรรมดาไม่ต้องเริ่มตรงนั้น
Buy ของคุณควรเริ่มจาก
สินทรัพย์ที่ไม่ทำให้ชีวิตเปราะและแตกง่าย
• เงินสำรองที่ไม่แตะไปลงทุน
• กองทุนหรือสินทรัพย์ที่คุณเข้าใจจริง
• สิ่งที่ไม่บังคับให้คุณขายในวันที่ตลาดแย่ที่สุด
ถ้าสินทรัพย์ที่คุณถือทำให้คุณนอนไม่หลับ
มันยังไม่ใช่ Buy ที่เหมาะกับคุณ
หลักคิดที่ 3: คนธรรมดา Borrow ได้ แต่ต้องรู้ว่ากำลังกู้เพื่ออะไร
ฉันไม่ได้ต่อต้านหนี้
แต่ฉันต่อต้านหนี้ที่เอาชีวิตคุณไปค้ำ
หนี้ที่คนธรรมดาพอจะใช้ได้ ควรมีลักษณะเหล่านี้
• ไม่เกินความสามารถในการผ่อน ถ้ารายได้หายไปบางส่วน
• ไม่บังคับให้คุณต้องขายสินทรัพย์ ในจังหวะที่คุณไม่อยากขาย
• และที่สำคัญ หนี้นั้นต้อง “เพิ่มทางเลือก” ไม่ใช่ลดมัน
ถ้าหนี้ก้อนหนึ่งทำให้คุณเปลี่ยนงานไม่ได้ ย้ายเมืองไม่ได้ หรือหยุดพักไม่ได้
หนี้นั้นแพงเกินไป ไม่ว่าดอกเบี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ตาม
หลักคิดที่ 4: อย่าเอาอนาคตไปแลกกับ Lifestyle
นี่คือจุดที่คนธรรมดาพังกันมากที่สุด
หลายคนไม่ได้เป็นหนี้เพราะอยากรวย
แต่เป็นหนี้เพื่อ “ไม่อยากรู้สึกด้อย”
คนรวยใช้หนี้เพื่อซื้อ “เวลาและอำนาจเลือก”
แต่คนธรรมดามักใช้หนี้เพื่อซื้อ “ภาพลักษณ์”
ถ้าคุณยังไม่มีสินทรัพย์ที่ทำงานแทนคุณ
อย่ารีบใช้ชีวิตเหมือนคนที่มีแล้ว
หลักคิดที่ 5: คนธรรมดาอาจไม่มี Die แบบอเมริกา แต่มีการวางแผนระยะยาวได้
คุณอาจไม่มี Step-up in Basis
คุณอาจไม่มี Trust ซับซ้อน
แต่คุณมีสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
คือ “การไม่ทิ้งภาระให้ตัวเองในอนาคต”
การวางแผนเกษียณ
การจัดโครงสร้างทรัพย์สิน
การรู้ว่าเงินก้อนนี้มีไว้ใช้เมื่อไหร่
ไม่ใช่แค่ “มีไว้ก่อน”
นี่คือ Die เวอร์ชันของคนธรรมดา
ไม่หรู แต่ไม่พัง
สิ่งที่ฉันอยากเตือนอย่างจริงใจ
อย่าเอาเรื่องมหาเศรษฐีมาเป็นข้ออ้างให้คุณใช้ชีวิตเกินตัว
เกมของเขามีทีมกฎหมาย มีแบงก์คุมความเสี่ยง มีเบาะรองรับเป็นพันล้าน
เกมของคุณมีร่างกาย มีครอบครัว และมีเวลาจำกัด
คุณแพ้ได้ไม่กี่ครั้ง
เขาแพ้ได้เป็นร้อยครั้ง
แอนนาเบล
⸻
อ้างอิงข้อมูล (References)
• Securities and Exchange Commission (SEC) Filings — Form 4 & Schedule 13D
• ProPublica: The Secret IRS Files (2021)
• Forbes Real-Time Billionaires List
• Internal Revenue Code (IRC) Section 1014 — Step-up in Basis
• Bloomberg Billionaires Index
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้