.
เปิดผลสำรวจ นิด้าโพล ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” พรรคประชาชน นำโด่งอันดับ 1 ตามด้วย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขณะที่ฟากเพื่อไทยส่ง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อันดับ 5
.
เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ“นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.76 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 9.64 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 5.04 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) อันดับ 10 ร้อยละ 1.32 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
.
ร้อยละ 5.48 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายจูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (พรรคประชาธิปัตย์) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช (พรรคไทยก้าวใหม่) ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก (พรรครักชาติ) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และร้อยละ 3.52 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.48 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.32 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.44 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.16 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.12 ระบุอื่น ๆ ได้แก่พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.12 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.32 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.68 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.00 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง ร้อยละ 37.84 สถานภาพโสด ร้อยละ 59.76 สมรส และร้อยละ 2.40 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
.
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.56 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.20 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.76 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.76 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 10.84 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.60 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.64 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.96 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.24 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.36 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.36 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 19.88 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.88 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 32.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.00 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.20 ไม่ระบุรายได้
.
.
‘ดุสิตโพล’ ชี้ ‘เท้ง’ เต็งหนึ่ง-พรรคเรตติ้งนำโด่ง ‘ยศชนัน’ รั้งอันดับ 2 แซง ‘อนุทิน’
https://www.dailynews.co.th/news/5489844/
.
สวนดุสิตโพลเผย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยังครองความนิยมอันดับ 1 ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนทิ้งห่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” จากเพื่อไทยที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่พรรคประชาชนยังเหนียวแน่น ครองใจผู้สิทธิเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและ สส.เขต
.
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “
คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,682 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.23 รองลงมา คือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.22 และเพื่อไทย ร้อยละ 16.03 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.56 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.46 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.29
.
ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 31.99
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 17.45
อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 15.14 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง คือ นโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 52.35 รองลงมา คือ ผลงานจริงที่ผ่านมา ร้อยละ 45.64 ทั้งนี้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่อยากบอกกับทหารไทย คือ ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท ร้อยละ 37.15 รองลงมาคือ เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ร้อยละ 31.16
.
ดร.
พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรคและผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจและปากท้อง” มากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยคำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ใครพูดเก่งที่สุด แต่คือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง
.
ผศ.ดร.
อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด สรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569 โดยพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) ยังครองสถานะนำในกระแสความนิยมสูงสุดทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 34.23) และระบบแบ่งเขต (ร้อยละ 33.56) ซึ่งบ่งชี้ถึงเสถียรภาพของฐานเสียงและอุดมการณ์พรรค ที่ยังคงความเข้มแข็งเหนือคู่แข่ง แต่หากพิจารณาการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยม
.
ผศ.ดร.
อานุภาพ อธิบายอีกว่า โดยเฉพาะระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างคะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อได้เหนือกว่าพรรคเพื่อไทยเล็กน้อย แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงรักษารากฐานความได้เปรียบในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไว้ได้ นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดทางพฤติกรรมศาสตร์ในการเลือกตั้งยังคงยึดโยงกับ “
สัมฤทธิผลเชิงนโยบาย” (Policy Efficacy) เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงถึงร้อยละ 52.35 ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แม้ประชาชนจะแสดงออกถึงการสนับสนุนกองทัพ แต่ประเด็นดังกล่าวอาจจะมิใช่ตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เท่ากับการที่รัฐบาลมีผลงานเชิงประจักษ์
JJNY : ศึกเลือกตั้ง 69 ยกแรก│‘เท้ง’ เต็งหนึ่ง-พรรคนำโด่ง│“ไอซ์”ชวนฟังอดีตทหารชั้นผู้น้อยเล่า│“เหนือ-อีสาน”หนาวถึงหนาวจัด
https://www.dailynews.co.th/news/5489778/
.
เปิดผลสำรวจ นิด้าโพล ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” พรรคประชาชน นำโด่งอันดับ 1 ตามด้วย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขณะที่ฟากเพื่อไทยส่ง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อันดับ 5
.
เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ“นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.76 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 9.64 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 5.04 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) อันดับ 10 ร้อยละ 1.32 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
.
ร้อยละ 5.48 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายจูรี นุ่มแก้ว (พรรคประชาธิปัตย์) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (พรรคประชาธิปัตย์) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช (พรรคไทยก้าวใหม่) ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก (พรรครักชาติ) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 21.96 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.72 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.16 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และร้อยละ 3.52 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.48 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.32 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.44 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 6 ร้อยละ 4.16 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.12 ระบุอื่น ๆ ได้แก่พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคพลวัต และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.12 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.32 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.68 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.00 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ ตัวอย่าง ร้อยละ 37.84 สถานภาพโสด ร้อยละ 59.76 สมรส และร้อยละ 2.40 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
.
โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.56 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.20 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.76 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.08 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.76 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 10.84 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.60 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.64 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.96 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.24 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.36 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.36 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 19.88 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.88 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 32.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.00 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.80 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.04 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.64 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.20 ไม่ระบุรายได้
.
.
‘ดุสิตโพล’ ชี้ ‘เท้ง’ เต็งหนึ่ง-พรรคเรตติ้งนำโด่ง ‘ยศชนัน’ รั้งอันดับ 2 แซง ‘อนุทิน’
https://www.dailynews.co.th/news/5489844/
.
สวนดุสิตโพลเผย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยังครองความนิยมอันดับ 1 ที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนทิ้งห่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” จากเพื่อไทยที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่พรรคประชาชนยังเหนียวแน่น ครองใจผู้สิทธิเลือกตั้งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและ สส.เขต
.
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,682 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.23 รองลงมา คือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.22 และเพื่อไทย ร้อยละ 16.03 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.56 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.46 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.29
.
ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 31.99 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 17.45 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 15.14 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง คือ นโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 52.35 รองลงมา คือ ผลงานจริงที่ผ่านมา ร้อยละ 45.64 ทั้งนี้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่อยากบอกกับทหารไทย คือ ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท ร้อยละ 37.15 รองลงมาคือ เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ร้อยละ 31.16
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรคและผู้นำสายใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจและปากท้อง” มากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยคำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ใครพูดเก่งที่สุด แต่คือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง
.
ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด สรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569 โดยพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) ยังครองสถานะนำในกระแสความนิยมสูงสุดทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 34.23) และระบบแบ่งเขต (ร้อยละ 33.56) ซึ่งบ่งชี้ถึงเสถียรภาพของฐานเสียงและอุดมการณ์พรรค ที่ยังคงความเข้มแข็งเหนือคู่แข่ง แต่หากพิจารณาการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยม
.
ผศ.ดร.อานุภาพ อธิบายอีกว่า โดยเฉพาะระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างคะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อได้เหนือกว่าพรรคเพื่อไทยเล็กน้อย แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงรักษารากฐานความได้เปรียบในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไว้ได้ นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดทางพฤติกรรมศาสตร์ในการเลือกตั้งยังคงยึดโยงกับ “สัมฤทธิผลเชิงนโยบาย” (Policy Efficacy) เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงถึงร้อยละ 52.35 ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แม้ประชาชนจะแสดงออกถึงการสนับสนุนกองทัพ แต่ประเด็นดังกล่าวอาจจะมิใช่ตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เท่ากับการที่รัฐบาลมีผลงานเชิงประจักษ์