หนังเข้าฉายแบบ Streaming ทาง Apple TV plus ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาได้ดูปีนี้ ไม่รู้ว่าผมพลาดไปได้ยังไง เพราะว่าของเขาดีจริง ๆ
ฉากหลังเป็นเหตุการณ์ไฟ่ป่า Camp Fire ปี 2018 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แคลิฟอร์เนีย กินพื้นที่กว่า 600 ตารางกิโลเมตร และมีผู้เสียชีวิต 85 ราย
ข้างบนนี้เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat แสดงให้เห็นถึงอาณาบริเวณที่ไฟลุกลาม และปริมาณฝุ่นควันที่ถูกลมพัดไป
หนังเล่าเรื่องราวของ เควิน แม็คเคย์ (รับบทโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์) คนขับรถบัสโรงเรียน ที่กำลังมีปัญหารุมเร้า ทั้งเรื่องงาน และความสัมพันธ์กับลูกชายที่ค่อนข้างระหองระแหง โดยวันที่เกิดเหตุเขาขับรถบัสที่เพิ่งไปส่งนักเรียนเสร็จ แล้วก็ได้ทราบว่าลูกชายป่วย เขาจึงต้องเลือกระหว่างกลับไปหาลูกชาย กับเอารถไปตรวจสภาพไม่งั้นจะโดนเจ้านายไล่ออก ซึ่งในขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นเอง ไฟป่าก็ได้ลุกลามเข้ามาใกล้เขตเมืองเรื่อย ๆ จนมีคำสั่งอพยพด่วน ขณะเดียวกัน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีนักเรียนจำนวน 22 คน ที่ผู้ปกครองมารับไม่ได้เนื่องจากทำงานอยู่ไกล และทางโรงเรียนได้ส่งคำขอรถบัสมารับเด็ก ๆ ไปยังที่ปลอดภัย ซึ่งรถบัสของพระเอกเป็นคันเดียวที่อยู่ในเส้นทางพอดี...
การตัดสินใจของพระเอก และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ตราตึงใจคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และยังคงถูกพูดถึงมาจนปัจจุบัน โดยเรื่องราวของรถบัสคันนี้ได้ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นภาพยนตร์ อำนวยการสร้างโดย เจมี่ ลี เคอร์ติส นักแสดงรุ่นเก๋า และกำกับโดย พอล กรีนกราส ที่เคยฝากผลงานสร้างจากเรื่องจริงสุดระทึกอย่าง United 93 (2006) และ Captain Phillips (2013)
ด้านบนคือภาพของ เควิน แม็คเคย์ คนขับรถบัสตัวจริงเสียงจริง
หนังทำดีมากในการสร้างความลุ้นระทึก กดดัน บีบคั้นหัวใจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีจังหวะพักหายใจเลย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของผู้กำกับ พอล กรีนกราส อยู่แล้ว โดยสิ่งที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้ และเห็นในหนังของแกแทบทุกเรื่อง คือ งานภาพที่ค่อนข้างสั่น มีการซูมเข้าออกตลอดเวลา ซึ่งให้อารมณ์เหมือนดูข่าว ที่ตากล้องวิ่งตามไปเก็บภาพเหตุการณ์จริง ๆ (ใครที่ไม่ชินอาจมีเวียนหัวได้ แต่ผมชอบมาก เพราะมันดูเรียลแบบดิบ ๆ) โดยหนังจะเล่าตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในรถบัส กับเหตุการณ์ข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อพยพ หรือศูนย์ควบคุมอุบัติภัย ที่ทุกคนต่างมีความเครียดและกดดันพอ ๆ กัน
นอกจากความระทึกขวัญแล้ว พาร์ทดราม่าก็ถือว่าไม่อ่อม มีความหนักแน่นในตัวบทและปมของตัวละคร โดยหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และความเสียสละเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ท่ามกลางสถาณการณ์ที่บีบคั้นและแทบหาทางออกไม่ได้ ตรงนี้ต้องขอยกเครดิตให้กับทีมนักแสดงคุณภาพ และเด็ก ๆ ทุกคนที่แสดงความกลัวและสิ้นหวังออกมาได้อย่างน่าสงสารมาก ๆ
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชม คือทีมงานโปรดักชัน ที่รังสรรค์ออกแบบเหตุการณ์ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในแคลิฟอร์เนีย ออกมาเป็นภาพที่ดูสมจริงจนขนลุก และยิ่งใหญ่อลังการ ภาพของกลุ่มควันมหึมาและเปลวไฟที่ลุกลามจากป่าเข้ามาในเมืองอย่างรวดเร็ว ดูแล้วให้ความรู้สึกน่ากลัวน่าเกรงขาม ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นตระการตากับภาพที่เห็น
โดยสรุปแล้ว The Lost Bus เป็นหนังเอาตัวรอดที่ทำออกมาดีมาก ๆ โดยมีความสมดุลระหว่างความลุ้นระทึกและความดราม่า ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นภัยพิบัติสเกลใหญ่ ดูแล้วกลมกล่อมดี
9/10 ครับ
"The Lost Bus" รถ 1 คัน 24 ชีวิต กับไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แคลิฟอร์เนีย
หนังเข้าฉายแบบ Streaming ทาง Apple TV plus ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาได้ดูปีนี้ ไม่รู้ว่าผมพลาดไปได้ยังไง เพราะว่าของเขาดีจริง ๆ
ฉากหลังเป็นเหตุการณ์ไฟ่ป่า Camp Fire ปี 2018 ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์แคลิฟอร์เนีย กินพื้นที่กว่า 600 ตารางกิโลเมตร และมีผู้เสียชีวิต 85 ราย
ข้างบนนี้เป็นภาพถ่ายจากดาวเทียม Landsat แสดงให้เห็นถึงอาณาบริเวณที่ไฟลุกลาม และปริมาณฝุ่นควันที่ถูกลมพัดไป
หนังเล่าเรื่องราวของ เควิน แม็คเคย์ (รับบทโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์) คนขับรถบัสโรงเรียน ที่กำลังมีปัญหารุมเร้า ทั้งเรื่องงาน และความสัมพันธ์กับลูกชายที่ค่อนข้างระหองระแหง โดยวันที่เกิดเหตุเขาขับรถบัสที่เพิ่งไปส่งนักเรียนเสร็จ แล้วก็ได้ทราบว่าลูกชายป่วย เขาจึงต้องเลือกระหว่างกลับไปหาลูกชาย กับเอารถไปตรวจสภาพไม่งั้นจะโดนเจ้านายไล่ออก ซึ่งในขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นเอง ไฟป่าก็ได้ลุกลามเข้ามาใกล้เขตเมืองเรื่อย ๆ จนมีคำสั่งอพยพด่วน ขณะเดียวกัน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีนักเรียนจำนวน 22 คน ที่ผู้ปกครองมารับไม่ได้เนื่องจากทำงานอยู่ไกล และทางโรงเรียนได้ส่งคำขอรถบัสมารับเด็ก ๆ ไปยังที่ปลอดภัย ซึ่งรถบัสของพระเอกเป็นคันเดียวที่อยู่ในเส้นทางพอดี...
การตัดสินใจของพระเอก และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ตราตึงใจคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และยังคงถูกพูดถึงมาจนปัจจุบัน โดยเรื่องราวของรถบัสคันนี้ได้ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นภาพยนตร์ อำนวยการสร้างโดย เจมี่ ลี เคอร์ติส นักแสดงรุ่นเก๋า และกำกับโดย พอล กรีนกราส ที่เคยฝากผลงานสร้างจากเรื่องจริงสุดระทึกอย่าง United 93 (2006) และ Captain Phillips (2013)
ด้านบนคือภาพของ เควิน แม็คเคย์ คนขับรถบัสตัวจริงเสียงจริง
หนังทำดีมากในการสร้างความลุ้นระทึก กดดัน บีบคั้นหัวใจอย่างต่อเนื่อง ไม่มีจังหวะพักหายใจเลย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของผู้กำกับ พอล กรีนกราส อยู่แล้ว โดยสิ่งที่เป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้ และเห็นในหนังของแกแทบทุกเรื่อง คือ งานภาพที่ค่อนข้างสั่น มีการซูมเข้าออกตลอดเวลา ซึ่งให้อารมณ์เหมือนดูข่าว ที่ตากล้องวิ่งตามไปเก็บภาพเหตุการณ์จริง ๆ (ใครที่ไม่ชินอาจมีเวียนหัวได้ แต่ผมชอบมาก เพราะมันดูเรียลแบบดิบ ๆ) โดยหนังจะเล่าตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในรถบัส กับเหตุการณ์ข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อพยพ หรือศูนย์ควบคุมอุบัติภัย ที่ทุกคนต่างมีความเครียดและกดดันพอ ๆ กัน
นอกจากความระทึกขวัญแล้ว พาร์ทดราม่าก็ถือว่าไม่อ่อม มีความหนักแน่นในตัวบทและปมของตัวละคร โดยหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ทั้งสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และความเสียสละเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ท่ามกลางสถาณการณ์ที่บีบคั้นและแทบหาทางออกไม่ได้ ตรงนี้ต้องขอยกเครดิตให้กับทีมนักแสดงคุณภาพ และเด็ก ๆ ทุกคนที่แสดงความกลัวและสิ้นหวังออกมาได้อย่างน่าสงสารมาก ๆ
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชม คือทีมงานโปรดักชัน ที่รังสรรค์ออกแบบเหตุการณ์ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในแคลิฟอร์เนีย ออกมาเป็นภาพที่ดูสมจริงจนขนลุก และยิ่งใหญ่อลังการ ภาพของกลุ่มควันมหึมาและเปลวไฟที่ลุกลามจากป่าเข้ามาในเมืองอย่างรวดเร็ว ดูแล้วให้ความรู้สึกน่ากลัวน่าเกรงขาม ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นตระการตากับภาพที่เห็น
โดยสรุปแล้ว The Lost Bus เป็นหนังเอาตัวรอดที่ทำออกมาดีมาก ๆ โดยมีความสมดุลระหว่างความลุ้นระทึกและความดราม่า ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นภัยพิบัติสเกลใหญ่ ดูแล้วกลมกล่อมดี
9/10 ครับ