เมื่อ CZ ส่งสัญญาณ Super Cycle และ SEC ยอมถอย คริปโตกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล???



ในช่วงรอยต่อปี 2025 เข้าสู่ปี 2026 อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเผชิญกับ "จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง" (Structural Shift) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สองข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่าตลาดคริปโตกำลังก้าวข้ามจากการเป็น "สินทรัพย์ทางเลือก" สู่ "สินทรัพย์กระแสหลัก" อย่างเต็มตัว

การกลับมาของ CZ และคำทำนาย "Super Cycle"
หลังจากการกลับมามีบทบาทในอุตสาหกรรมอีกครั้ง Changpeng Zhao (CZ) ได้จุดชนวนความหวังครั้งใหม่ด้วยคำว่า "Super Cycle" ซึ่งแตกต่างจากรอบขาขึ้นปกติอย่างไร?
1. จุดจบของวัฏจักร 4 ปี
ในอดีตคริปโตจะขึ้นลงตามรอบการ Halving ของ Bitcoin ทุกๆ 4 ปี แต่ CZ มองว่าปัจจุบัน Demand (ความต้องการ) ไม่ได้มาจากนักขุดหรือรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก Institutional Demand ที่มีความยั่งยืนสูงกว่า
2. Mass Adoption ที่แท้จริง
CZ สังเกตเห็นการพัฒนาของ Infrastructure เช่น Layer 2 ที่เร็วขึ้นและถูกลง จนทำให้แอปพลิเคชันใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเทรดเหรียญเพียงอย่างเดียว
3. นัยสำคัญ
คำพูดของ CZ มักจะสะท้อนถึงภาพรวมของ "สภาพคล่อง" ในตลาด (Liquidity) ซึ่งเขามองว่าเม็ดเงินมหาศาลกำลังรอจังหวะไหลเข้าสู่ระบบ

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ SEC กับการลดระดับความเข้มงวด
ข่าวที่สะเทือนวงการที่สุดคือการที่ U.S. SEC (ก.ล.ต. สหรัฐฯ) ตัดสินใจถอดคริปโตออกจากรายชื่อความเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบเร่งด่วนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม
1. จาก "ศัตรู" สู่ "การควบคุม"
ปีก่อนๆ SEC ภายใต้นโยบาย "Regulation by Enforcement" (การบังคับใช้กฎหมายเพื่อกดดัน) ได้สร้างความหวาดกลัวให้ตลาด แต่การถอดออกจากลิสต์ความเสี่ยงปี 2026 หมายถึงการยอมรับว่าคริปโตมีกลไกควบคุมตัวเองได้ระดับหนึ่งแล้ว
2. เปิดไฟเขียวให้สถาบันการเงิน
ก่อนหน้านี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ใน Wall Street มักจะลังเลที่จะเข้าสู่ตลาดเพราะกลัวโดน SEC ตรวจสอบ แต่เมื่อความเสี่ยงเชิงนโยบายลดลง (De-risking) เราจะเห็นกองทุน ETF ใหม่ๆ และบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
3. Political Shift
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ มีส่วนทำให้ SEC ต้องปรับท่าทีให้เป็นมิตรมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านนวัตกรรมของประเทศ

ทำไมปี 2026 ถึงจะเป็น Super Cycle ที่ต่างจากปี 2021?
หากมองย้อนกลับไปในปี 2021 ตลาดพุ่งขึ้นด้วย "กระแสเงินร้อน" และการแจกเงินช่วงโควิด แต่ในปี 2026 ปัจจัยขับเคลื่อนนั้นแข็งแกร่งกว่ามาก
1. Real-World Assets (RWA)
การนำสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ มาทำเป็น Tokenization บนบล็อกเชน ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่าตลาดคริปโตเดิมหลายเท่า
2. Institutional Supply Shock
หลังจาก Bitcoin ETF และ Ethereum ETF ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ปริมาณเหรียญที่ถูกถือครองโดยสถาบันระยะยาวมีมากขึ้น ทำให้เหรียญในตลาดแลกเปลี่ยน (Exchanges) ลดน้อยลงเรื่อยๆ
3. Global Liquidity
ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่เริ่มคงตัวหรือลดลง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

บทสรุปแม้ข่าวทั้งสองจะเป็นความจริงและส่งสัญญาณบวกอย่างรุนแรง (Super Bullish) แต่นักลงทุนควรตระหนักว่า "Super Cycle ไม่ได้แปลว่าราคาจะพุ่งเป็นเส้นตรง" ความผันผวนจะยังมีอยู่ และเหรียญที่ไม่มีการใช้งานจริง (Utility) ก็อาจจะล้มหายตายจากไป

สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้คือการไหลเข้าของเงินทุนในกลุ่ม DeFi 2.0 และ AI-Crypto ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน Super Cycle ครั้งนี้อย่างแท้จริง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่