💛🙏 10 เรื่องเล่าสุดน่ารักเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ของในหลวงรัชกาลที่ 10





💛🙏 10 เรื่องเล่าสุดน่ารักเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ของในหลวงรัชกาลที่ 10


ร่วมรำลึก 10 เรื่องราวสุดประทับใจเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ของในหลวง รัชกาลที่ 10  ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามและพระอุปนิสัยที่น่ารักมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์




📍ผู้ชาย :

เช้าวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 วิทยุกระจายเสียงแจ้งข่าวการประสูติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี (พระราชอิสริยยศขณะนั้น) ทำให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศต่างตั้งตารอคอย ณ เวลานั้น สมเด็จพระบรมราชินีขณะทรงพระครรภ์ ทรงมีพระสิริโฉมงดงามยิ่ง จึงมีการคาดเดาจากพสกนิกรว่าทารกในพระครรภ์ น่าจะเป็นองค์หญิงตามความเชื่อโบราณ แต่แล้วเมื่อเวลา 17.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงให้ประสูติทารกน้อยเพศชาย ด้วยความตื่นเต้นของหมอทำคลอดจึงกล่าวออกมาว่า “ผู้ชาย” แทนคำว่า “พระราชโอรส” นั่นเอง



📍ครั้งแรกที่คนไทยได้ยินเสียง :

วันที่ 15 กันยายน 2495 เป็นวันสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพิธีการรับขวัญให้กับพระราชโอรส/พระราชธิดาที่ประสูติใหม่ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งมีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย โดยการถ่ายทอดผ่านวิทยุกระจายเสียงให้ประชาชนได้ทราบทุกช่วงระยะ ขณะประกอบพิธีอยู่นั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกันแสง (ร้องไห้) ดังไปทั่วทั้งพิธี  เล่ากันว่าพระสุรเสียงดังกังวานมาก จนเข้าไปในเสียงการถ่ายทอดวิทยุด้วย นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์แสดงตัวต่อประชาชน (ด้วยเสียง) ก็ว่าได้




📍ผู้ไม่มีชื่อเล่น  :

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีพระนามลำลอง เหมือนพี่น้องคนอื่นๆ เนื่องจากทรงเป็นพระราชโอรส เพียงพระองค์เดียว จึงใช้คำว่า “ชาย” เป็นทั้งคำเรียกและคำแทนพระองค์ กับพระราชบิดา พระราชชนนี และพระญาติที่สนิทใกล้ชิด



📍 นักเรียนชายหมายเลข 9 ผู้ไม่ยอมเขียนชื่อ :

วันที่ 10 มกราคม 2499 เป็นวันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าเรียนชั้นอนุบาล ณ โรงเรียนจิตรลดา และมีเลขประจำพระองค์หมายเลข 9 ขณะนั้นทรงโปรดของเล่นแบบงานแกะสลักหรืองานปั้น เมื่อปั้นเสร็จแล้วจะลงชื่อว่า “วก.” และบางครั้งในกระดาษข้อสอบก็มักจะไม่ลงพระนาม แต่จะลงชื่อแค่ว่า “วก.” เท่านั้น เนื่องจากทรงมีพระนามที่ยาว จึงไม่โปรดที่จะเขียนพระนามจริงของพระองค์



📍 ทรงเป็นยักษ์ทศกัณฐ์ :

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ผู้ถวายงานใกล้ชิดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพระองค์ทรงโปรดการทำกิจกรรมมากกว่าการเรียน ทรงโปรดนาฏศิลป์ กีฬาและเครื่องยนต์กลไก ขนาดในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังเคยตรัสว่า "ลูกชายไม่ค่อยชอบการเรียนนัก แต่ก็พยายามได้ดี" ครั้งหนึ่งในงานเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นแสดงโขนออกโรง ให้ประชาชนได้ชมเป็นครั้งแรก หลังการแสดงเสร็จสิ้น ทรงถอดหัวเครื่องออก ผู้ชมถึงได้รู้ว่า ทศกัณฐ์ที่มีท่าทีขึงขังสวยงามนั้น คือ ทูลกระหม่อมฟ้าชายนี่เอง (พระราชอิสริยยศขณะนั้น)



📍 สมาคมผีดิบ :

เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว แต่พระองค์ก็ทรงรักและกลัวพี่สาวมาก (ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ) เพราะพี่สาวเก่งและเจ้าระเบียบ อีกทั้งพระองค์ยังมีนิสัยชอบแหย่น้องสาวทั้งสอง (กรมสมเด็จพระเทพฯ และ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ) จนถูกพระราชบิดา พระราชมารดา และพี่สาว ทรงเอ็ดอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับทรงมีนิสัยอันชาญฉลาด ช่างเจรจา มีความคิดเป็นของตนเอง จึงทรงแสดงความเป็นผู้ชาย โดยการก่อตั้ง “สมาคมผีดิบ” ขึ้น เพื่อต่อต้าน แต่ก็ถูกเบรกไว้ เพราะคำสอนของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่ทรงสอนให้รู้จักการวางกิริยาและให้เกียรติผู้หญิง



📍 ความอ่อนหวานกับผู้เป็นแม่ :

จากคำบอกเล่าของพระพี่เลี้ยงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าว่า พระองค์ที่ปกติจะร่าเริง ขึงขัง และชอบแหย่น้องสาว แต่จะมีพระนิสัยอ่อนหวานเป็นพิเศษกับสมเด็จพระบรมราชชนนี (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ) เวลาเข้าเฝ้าฯ มักกราบทูลด้วยวาจาที่อ่อนหวานเสมอว่า “ชายตามกลิ่นน้ำอบแม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ไหน” พร้อมทั้งทรงจูบพระหัตถ์อย่างนุ่มนวล



📍 ค่าย 4 ชาย :

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงพักผ่อน ที่พระราชวังไกลกังวล ครั้งหนึ่งทรงเห็นศูนย์ฝึกค่ายธนะรัชต์ มีงานออกร้าน สร้างร้านเป็นรูปแบบค่าย จึงทรงทูลขอสมเด็จพระบรมราชชนนี (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ) สร้างค่ายในสนามที่วังสวนจิตรลดา มีการสมมุติจุดเพลิงเผาค่าย และทรงทำการดับเพลิงอย่างขมักเขม้นกับกรมวัง 1 คน และอีก 2 คน จึงกลายเป็นที่มาของ “ค่ายสี่ชาย” นั่นเอง



📍 เสด็จฯ ออกงานเองครั้งแรก :

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พิธีเปิดป้ายสมาคมราชกุมารแพทย์ ณ โรงพยาบาลเด็ก แม้ขณะนั้นจะทรงมีพระชนมายุ เพียง 12 พรรษา และเป็นการเสด็จฯ โดยพระองค์เดียวเป็นครั้งแรก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงามสง่าด้วยกิริยา ท่าทางที่สำรวม ประกอบพระราชพิธีได้ดังผู้ใหญ่ และทรงมีพระราชดำรัสโต้ตอบ โดยไม่มีท่าทีประหม่าแม้แต่น้อย นำมาซึ่งความภาคภูมิใจต่อผู้ร่วมงานอย่างยิ่ง



📍 ทรงลาชาวไทยไปศึกษา ณ ต่างประเทศ :

“วันที่ 7 มกราคมนี้ ข้าพเจ้าจะจากพระนครไปประเทศอังกฤษแล้ว จึงขอถือโอกาสนี้ กล่าวคำลา ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน ข้าพเจ้ามีใจผูกพันอยู่กับประเทศชาติ และกับท่านทั้งหลายมาก เพราะข้าพเจ้าเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และท่านทั้งหลายต่างได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อข้าพเจ้าตลอดมา ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่า ในกาลข้างหน้า ข้าพเจ้าจะมีหน้าที่และจะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนให้จงได้ โอกาสที่ข้าพเจ้าจะออกไปศึกษา ณ ต่างประเทศนี้ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะพยายามศึกษาเล่าเรียนโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้เกิดความรู้และสติปัญญา นำมาใช้ในการทำนุบำรุงประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าและรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ข้าพเจ้าขอกล่าวอำลาท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอท่านทั้งหลายได้เอาใจช่วยข้าพเจ้าให้เกิดกำลังใจที่จะเล่าเรียนได้สำเร็จสมความตั้งใจโดยตลอดด้วย” ...

พระราชดำรัสเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ต้องบอกลาประชาชนเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อปีพ.ศ. 2509



#ในหลวง #รัชกาลที่10 #ทรงพระเจริญ #เรื่องเล่าในวัยเยาว์ #TV5HD #TV5HDONLINE


ที่มา facebook: TV5HD Online


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่