ปชน.เปิดตัว เพียงพนอ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-ผู้บริหารปตท. นั่งบริหารปฏิรูปภาครัฐ
.
.
ปชน.เปิดตัว เพียงพนอ อดีตผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย-ผู้บริหารปตท. นั่งบริหารปฏิรูปภาครัฐ
.
เมื่อวันที่ 9 มกราคม
https://www.facebook.com/PPLEThai พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนเป็นคนที่ห้า คือ
เพียงพนอ บุญกล่ำ นักกฎหมายธุรกิจมืออาชีพ ผู้บริหารสำนักงานกฎหมายชั้นนำ และอาจารย์พิเศษด้านธรรมาภิบาล มาร่วม ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปรัฐ
.
สำหรับ ประวัติการศึกษาจบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทอีกใบจาก Columbia University School of Law (LL.M) สหรัฐอเมริกา
.
ด้าน ประวัติการทำงาน เคยทำงานเป็นทนายความบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด, ทนายความและทนายความหุ้นส่วน บริษัท ไวท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเป็นกรรมการบริษัทเอกชนรายใหญ่อีกหลายแห่ง
.
การปฏิรูปภาครัฐเป็นภารกิจสำคัญที่ถูกตั้งเป็นเป้าหมายของประเทศมาหลายยุคหลายสมัย แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรายังคงเห็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของไทยอย่างหนัก
.
ประเทศไทยถูกตีตราเป็นแหล่งธุรกิจสีเทาที่ไร้ความโปร่งใส เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเห็นแต่ขั้นตอนที่ยุ่งยากและกฎหมายที่ซับซ้อน ส่งผลให้เม็ดเงินมหาศาลหลั่งไหลไปลงทุนที่ประเทศอื่นมากกว่า
.
การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไว้จนฝังรากลึกกลายเป็น ‘โจทย์หิน’ ในการกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย แต่เรื่องยากเช่นนี้ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้
.
การเข้ามารับภารกิจท้าทายที่สุดในชีวิตของ เพียงพนอ บุญกล่ำ ผู้มีประสบการณ์ทำงานแวดวงกฎหมายและธุรกิจยาวนานกว่า 38 ปี จึงเป็นอีกความหวังใหม่ที่จะเข้ามาปฏิรูปภาครัฐเพื่ออนาคตของคนรุ่นใหม่
.
เพียงพนอเคยผ่านงานผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย อาจารย์พิเศษด้านกฎหมายธรรมาภิบาล กรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และเป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กฎหมายขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. แต่แทนที่จะเลือกใช้ชีวิตหลังเกษียณก่อนกำหนด เธอเลือกนำความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ทำงานเพื่อประเทศ
.
“ประเทศไทยทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมไม่เกิดขึ้นเสียที ก็เพราะมันขาดเจตจำนงทางการเมืองอย่างแน่แท้”
.
คำพูดของเพียงพนอ บุญกล่ำ สะท้อนให้เห็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ถึงการปฏิรูปภาครัฐที่จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองไปพร้อมกับความเป็นมืออาชีพ
.
อะไรคือสาเหตุที่เข้ามาทำงานกับพรรคประชาชน
.
เรียกว่าเป็นจังหวะนะคะ พอดีเราขอ early retire (เกษียณก่อนกำหนด) และเพิ่งมีผล 31 ธันวาคม 2568 ไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง และมีแผนหลายอย่าง ทั้งการไปเที่ยว สอนหนังสือ และเขียนหนังสือ แล้วก็มีผู้ใหญ่ทราบว่าเรา early retire จึงชักชวนมาทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพราะเห็นว่าเราสนใจในประเด็นปัญหาประเทศและสังคมผ่านบทบาทของการเป็นคนบรรยาย โดยเฉพาะเรื่องบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ หรือการหลอกลวงโดยเจตนาในภาคเอกชน
.
เราถามตัวเองว่า ทำไมประเทศมาถึงจุดนี้ เราเรียนและทำงานมารวมทั้งหมด 38 ปีครึ่ง ได้เห็นมาตั้งแต่ประเทศรุ่งเรือง ทุกอย่างมีความหวัง มาจนถึงวันนี้ที่เราก็สอนหนังสือนิสิตนักศึกษาด้วย ก็เห็นว่าคนรุ่นต่อๆ ไปเขาจะอยู่อย่างไร สมมติเราอยู่อีกสัก 20 ปี ก็อาจจะพอทน แต่ลูกหลานหรือเด็กๆ อาจจะต้องอยู่อีก 50-60 ปี
.
ทั้งที่ไม่เคยกล้ำกรายมาในเส้นทางการเมืองเลย อะไรคือสาเหตุที่สนใจด้านการเมือง
.
นอกจากสนใจในฐานะประชาชน การเมืองเกี่ยวข้องกับการทำงานค่ะ เพราะเวลามีนักลงทุนจากต่างประเทศเป็นลูกความ สิ่งที่นักลงทุนกังวลไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่เรื่องอื่นเลยนะคะ แต่กังวลเรื่องความไม่แน่นอนหรืออะไรที่คำนวณไม่ได้
.
ถ้ากฎหมายไม่แน่นอน บางครั้งเราต้องวิเคราะห์ในเชิงการเมือง เช่น คุณจะไปเป็นพาร์ทเนอร์หรือจะไปเป็นหุ้นส่วนกับคนนี้ต้องระวังนะ เพราะว่าเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือมีครอบครัวเป็นนักการเมือง หรือบางครั้งก็เจอลูกความที่บอกว่าเขาไม่ขึ้นศาลไทย ไม่ใช้กฎหมายไทย ขอไปใช้อนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงต้องวิเคราะห์และสนใจการเมืองไปด้วย
.
ในฐานะคนไทยและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายไทย รู้สึกอย่างไรที่ลูกความเลือกไปใช้กฎหมายในต่างประเทศ
.
ความจริงเรื่องนี้คือต้นทุนที่คนอื่นอาจไม่ทราบ ถ้าเราถือประโยชน์สูงสุดของลูกความ เราสนับสนุนเลยค่ะ เพราะในไทยเดาไม่ได้ บางครั้งเรารู้สึกว่าต้องใช้คำว่า embarrass คือกระอักกระอ่วน เพราะเป็น inconvenient truth หรือความจริงที่รู้สึกคันเนื้อคันตัวเลย แต่ว่าเราก็ต้องแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาค่ะ
.
ทำไมถึงต้องเป็นพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองอื่น
.
ปกติใครมาชวนคือปฏิเสธทันที ไม่ต้องคิดเลย เพราะว่าเราเห็นมาถึงจุดที่โยนก้อนหินไปทางไหนก็มีแต่ข่าวร้าย ทีนี้ถามว่าทำไมเป็นพรรคนี้ คิดว่าข้อแรกคือนโยบายเขาชัดเจนตั้งแต่ข้อบังคับ เราเห็นว่ามันสะท้อนความมุ่งมั่นตั้งใจ
.
ส่วนตัวสนใจในเรื่องธรรมาภิบาล (Governance) เราคิดว่าปัญหาเรื่อง Rule of Law หรือหลักนิติธรรม เป็นเรื่องใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในต้นทุนที่แพงมาก แต่ถ้าทำให้ดีจะช่วยเพิ่ม GDP โดยไม่ต้องลงทุนอย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพและความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ เราเห็นว่านโยบายของพรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นชัดเจน เปิดโอกาสให้ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สะสมมา 30 กว่าปี
.
พรรครู้จักตัวเราว่าเราเป็นอย่างไร ฉะนั้นถ้าจะทาบทามมาร่วมงาน แสดงว่ารู้ว่าเราไม่ไปรับใช้คนผลประโยชน์กลุ่มไหนใช่ไหม
.
ก็ต้องบอกว่าชัดเจนตรงเจตจำนงทางการเมือง ประเทศไทยเราทำเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพรัฐมานานมากๆ ทำไมมันไม่เกิดสักที คำตอบคือมันขาดเจตจำนงทางการเมือง สิ่งที่เรามีคือความเป็นมืออาชีพ เป็นการบวกเจตจำนงทางการเมืองของพรรคประชาชนเข้ากับความเป็นมืออาชีพ ‘มืออาชีพ’ แปลว่า เรามีอิสระในการที่จะใช้ความรู้ความสามารถของเราแบบมืออาชีพ เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถมาสั่งให้เราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
.
หากพรรคประชาชนได้อยู่ในฐานะรัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะเริ่มทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก
.
มันเหมือนกับมองไปตรงไหนมันก็มีปัญหาไปหมด เช่น เรื่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ (กระบวนการทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย) ที่ทำสำเร็จที่เกาหลี เวียดนาม และโครเอเชีย แต่กลับไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ที่ประเทศไทย ทั้งๆ ที่ตั้งกรรมการกี่ชุดแล้วก็ไม่รู้นะคะ เราจะเห็นว่าถ้าขาดเจตจำนงทางการเมืองมันเกิดยาก
.
ข้อโชคดีอย่างหนึ่งคือ เรามีรายงานมาไม่รู้กี่ชุดแล้ว ซึ่งเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เหลือแค่การทำ ซึ่งสำคัญที่สุด
.
คิดว่าพรรคประชาชนกล้าทำไหม
.
กล้าค่ะ มันต้องกล้า แล้วก็ถ้าดูจากความตั้งใจของเขา อยู่ทั้งในข้อบังคับของพรรคแล้วก็นโยบาย ทุกคนรู้ว่านี่คือต้นทุนที่สูง ไม่ทำก็สูงนะคะ ถ้าทำแล้วจะมีประโยชน์ แต่ไม่ทำนี่แข่งกับใครไม่ได้เลย ยิ่งวันยิ่งทรุดอย่างนี้หนัก
.
การเติบโตของตัวเลข GDP ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย เกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาลไหม
ใช่เลยค่ะ หลักธรรมาภิบาลมีหัวใจสำคัญข้อแรกคือ การบริหารจัดการด้วยความรับผิดชอบ ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องรับผิดชอบมาก
.
ข้อที่ 2 คือการตัดสินใจต้องมีเหตุมีผล เช่น ถ้าเราบอกว่าเรามีเสาไฟประติมากรรมเรียงไปตามลำคลองที่ไม่รู้ว่าส่องอะไรทุกๆ 1 เมตร เราถามใครเขาก็จะชี้แจงว่าเป็นไปตามระเบียบ แต่หลักธรรมาภิบาลคือเราต้องถามก่อนว่านี่มันเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กรหรือเปล่า และถ้าเราเปลี่ยนจากคำว่าองค์กรเป็นคำว่าประเทศ ถ้าเป็นเงินของเรา กิจการครอบครัวเรา เราจะทำแบบนั้นหรือเปล่าเพราะฉะนั้นการตัดสินใจนี้ต้องมีข้อมูลครบถ้วน ไม่ใช่หลับตาข้างหนึ่งตามสำนวน ‘Elephant in the room’ ทั้งที่ช้างตัวใหญ่ขนาดนั้นต้องเห็นอยู่แล้ว
.
ข้อที่ 3 คือไม่มีส่วนได้เสีย (Conflict of Interest) เพราะเราเทียบเสาไฟประติมากรรมนั้นกับเสาไฟที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ถูกกว่าและมีประโยชน์ เช่น วัดค่าฝุ่น PM ได้ วัดอุณหภูมิได้ บอกได้สารพัดเลย
.
หรือคำถามที่ว่าเวียดนามทำไมมาถึงวันนี้ได้ ในอดีตเคยมีผู้ใหญ่หลายท่านที่บอกว่าไม่มีทางหรอกที่เวียดนามจะแซงไทย แต่ล่าสุดที่ไปประชุมที่สิงคโปร์ เจอพวกกองทุน Venture Capital (ธุรกิจเงินร่วมลงทุน) ชวนบริษัทที่เราเป็นหัวหน้าทางกฎหมายอยู่ร่วมลงทุน เราก็ไปดูว่าเขาไปลงทุนสตาร์ทอัพในเอเชียทุกที่ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม หรือแม้กระทั่งเมียนมา ยกเว้นประเทศไทย
.
เราถามเขา คำตอบของเขาทำให้เราหน้าชามาก ช็อกเลย เขาบอกว่า “Your country is too complicated.” (ประเทศของคุณซับซ้อนเกินไป) เป็นคำตอบที่สุภาพมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราดูโมเดล ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี หรือเวียดนาม ต้องมาจากเจตนารมณ์ทางการเมืองและต้องลงมือทำชัดเจน
.
เช่น ที่เวียดนามใช้คำว่า Project 30 คือ 30 เดือน แล้วเขาลดขนาดภาครัฐไปได้ครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เราอยากทำเป็น Operation 18 เป็น 18 เดือน แล้วตั้งเป้าว่าจะหั่นไปเท่าไหร่ คือมันจะมีกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย ใช้กันมาเกิน 50 ปีเยอะมาก มีกฎหมายที่ไม่จำเป็น ใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ที่ผ่านมาก็มีความพยายามทำเรื่องนี้ แต่เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งตรงนี้ถ้ามีเจตจำนงทางการเมืองบวกกับความเป็นมืออาชีพที่ชัดเจนจะทำสำเร็จ แน่นอนว่าหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำก็คือ เพิ่มประสิทธิภาพและผลที่จะได้รับ ซึ่งคำใหญ่ที่สุดสำหรับประเทศเราคือความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับเรื่องหลักธรรมาภิบาล เป็นความไว้วางใจที่ขาดหายไป เขาไม่เชื่อเรา เพราะมันซับซ้อนมากและคาดเดาไม่ได้ เช่น ไม่รู้ว่าใบอนุญาตนี้จะต้องติดต่อใครยังไง จ่ายเท่าไหร่ เขาก็ไปที่อื่นดีกว่า
JJNY : ปชน.เปิดตัวเพียงพนอ│วิโรจน์ยันไม่เปลี่ยนจุดยืนด้านกองทัพ│“สุรเชษฐ์”สวน“สุริยะ”│ไอซ์ เชื่อคนเทียบเองได้ พรรคไหนเทา