ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของระบบ TCAS หลายคนอาจถอดใจกับคณะในฝันอย่าง "เภสัชศาสตร์" เพียงเพราะคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยรัฐบาล แต่ในโลกของการทำงานจริง "ทักษะและความรู้" คือตัวตัดสินที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 7 ข้อดีของการเรียนเภสัช ม.เอกชน ที่จะทำให้คุณพร้อมเข้าสู่ตลาดงานอย่างมั่นใจ
1. โอกาสสอบติดที่สูงกว่า และการแข่งขันที่ผ่อนคลาย
มหาวิทยาลัยเอกชนมักมีสัดส่วนการรับสมัครที่กว้างกว่า ทำให้โอกาสในการ "สอบติด" มีมากกว่า เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อาจจะเตรียมตัว GAT/PAT (หรือคะแนนสอบกลาง) มาไม่เต็มที่ แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
2. เกณฑ์การคัดเลือกที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย
ไม่ได้ตัดสินกันที่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว! หลายแห่งพิจารณาจาก
Portfolio การสัมภาษณ์ หรือการทดสอบเฉพาะทางของมหาวิทยาลัยเอง เพื่อค้นหาคนที่มีใจรักในวิชาชีพนี้จริงๆ
3. อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนคือ "งบประมาณการลงทุน" ม.เอกชนมักมีห้องปฏิบัติการที่ใหม่เอี่ยม เครื่องมือครบครัน และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาจริงๆ ทำให้นักศึกษาได้ฝึกกับของจริงโดยไม่ต้องรอคิวนาน
4. สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
บรรยากาศการเรียนที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ทั้งห้องเรียนปรับอากาศ ห้องสมุดดิจิทัล และสภาพแวดล้อมที่ทันสมัย ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการทำวิจัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
5. ชั่วโมงฝึกงานที่เข้มข้น (เน้นปฏิบัติจริง!)
ม.เอกชนหลายแห่งให้ความสำคัญกับ Experience-based Learning เช่น
มหาวิทยาลัยสยาม ที่มีชั่วโมงฝึกงานสูงถึง
1,600 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ช่วยให้จบมาแล้ว "ทำงานเป็นทันที" และคุ้นเคยกับหน้างานจริง
6. หลักสูตรได้รับมาตรฐาน (สอบใบประกอบฯ ได้ 100%)
นี่คือสิ่งที่น้องๆ กังวลที่สุด แต่สบายใจได้เลย! หลักสูตรเภสัช ม.เอกชนที่เปิดสอน ต้องผ่านการรับรองจาก
สภาเภสัชกรรม นั่นหมายความว่าคุณมีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพได้เหมือน ม.รัฐ ทุกประการ และเข้าทำงานได้ทั้ง รพ.รัฐ, รพ.เอกชน, โรงงานยา หรือเปิดร้านยาเอง
7. ตลาดแรงงานต้องการสูง
วิชาชีพเภสัชกรยังคงเป็นสายงานที่ขาดแคลนและมีความต้องการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจบจากสถาบันไหน หากคุณมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและทักษะที่ครบถ้วน โอกาสตกงานแทบจะเป็นศูนย์!
สรุปส่งท้าย: การเรียนเภสัช ม.เอกชน คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่า แม้ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า แต่นแลกมาด้วยโอกาส สภาพแวดล้อมการเรียนที่ทันสมัย และการฝึกทักษะที่เข้มข้น ใครที่มีความฝันอยากเป็นเภสัชกร อย่าให้คำว่า "ม.เอกชน" มาเป็นอุปสรรค เพราะปลายทางคือ "ใบประกอบวิชาชีพ" และการได้ดูแลสุขภาพผู้คนเหมือนกัน!
รีวิวข้อดีเรียนเภสัช ม.เอกชน เรียนจบไปทำงานอะไรได้บ้าง? จำเป็นไหมต้องเรียนแค่ ม.รัฐ?
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของระบบ TCAS หลายคนอาจถอดใจกับคณะในฝันอย่าง "เภสัชศาสตร์" เพียงเพราะคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยรัฐบาล แต่ในโลกของการทำงานจริง "ทักษะและความรู้" คือตัวตัดสินที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 7 ข้อดีของการเรียนเภสัช ม.เอกชน ที่จะทำให้คุณพร้อมเข้าสู่ตลาดงานอย่างมั่นใจ
1. โอกาสสอบติดที่สูงกว่า และการแข่งขันที่ผ่อนคลาย
มหาวิทยาลัยเอกชนมักมีสัดส่วนการรับสมัครที่กว้างกว่า ทำให้โอกาสในการ "สอบติด" มีมากกว่า เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อาจจะเตรียมตัว GAT/PAT (หรือคะแนนสอบกลาง) มาไม่เต็มที่ แต่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
2. เกณฑ์การคัดเลือกที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย
ไม่ได้ตัดสินกันที่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว! หลายแห่งพิจารณาจาก Portfolio การสัมภาษณ์ หรือการทดสอบเฉพาะทางของมหาวิทยาลัยเอง เพื่อค้นหาคนที่มีใจรักในวิชาชีพนี้จริงๆ
3. อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนคือ "งบประมาณการลงทุน" ม.เอกชนมักมีห้องปฏิบัติการที่ใหม่เอี่ยม เครื่องมือครบครัน และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาจริงๆ ทำให้นักศึกษาได้ฝึกกับของจริงโดยไม่ต้องรอคิวนาน
4. สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
บรรยากาศการเรียนที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ทั้งห้องเรียนปรับอากาศ ห้องสมุดดิจิทัล และสภาพแวดล้อมที่ทันสมัย ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการทำวิจัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
5. ชั่วโมงฝึกงานที่เข้มข้น (เน้นปฏิบัติจริง!)
ม.เอกชนหลายแห่งให้ความสำคัญกับ Experience-based Learning เช่น มหาวิทยาลัยสยาม ที่มีชั่วโมงฝึกงานสูงถึง 1,600 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของไทย ช่วยให้จบมาแล้ว "ทำงานเป็นทันที" และคุ้นเคยกับหน้างานจริง
6. หลักสูตรได้รับมาตรฐาน (สอบใบประกอบฯ ได้ 100%)
นี่คือสิ่งที่น้องๆ กังวลที่สุด แต่สบายใจได้เลย! หลักสูตรเภสัช ม.เอกชนที่เปิดสอน ต้องผ่านการรับรองจาก สภาเภสัชกรรม นั่นหมายความว่าคุณมีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพได้เหมือน ม.รัฐ ทุกประการ และเข้าทำงานได้ทั้ง รพ.รัฐ, รพ.เอกชน, โรงงานยา หรือเปิดร้านยาเอง
7. ตลาดแรงงานต้องการสูง
วิชาชีพเภสัชกรยังคงเป็นสายงานที่ขาดแคลนและมีความต้องการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะจบจากสถาบันไหน หากคุณมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและทักษะที่ครบถ้วน โอกาสตกงานแทบจะเป็นศูนย์!
สรุปส่งท้าย: การเรียนเภสัช ม.เอกชน คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่า แม้ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่า แต่นแลกมาด้วยโอกาส สภาพแวดล้อมการเรียนที่ทันสมัย และการฝึกทักษะที่เข้มข้น ใครที่มีความฝันอยากเป็นเภสัชกร อย่าให้คำว่า "ม.เอกชน" มาเป็นอุปสรรค เพราะปลายทางคือ "ใบประกอบวิชาชีพ" และการได้ดูแลสุขภาพผู้คนเหมือนกัน!