ปี 2569 ของคนไทย .. จ่ายเพิ่ม หรือได้คืน ?

สรุป 5 กติกาใหม่ ปี 2569 ของคนไทย "จ่ายเพิ่มหรือได้คืน?" เช็กให้ชัวร์ก่อนเงินรั่วไม่รู้ตัว
Date Time: 5 ม.ค. 2569 10:37 น.

    เจาะลึกกติกาใหม่ปี 2569 คนไทยต้องปรับตัวอย่างไร เช็กให้ชัวร์ก่อนเงินรั่วไม่รู้ตัว!
" ภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์,ปรับเพดานประกันสังคม,เบี้ยประกันรถยนต์ใหม่ ,ภาษีรถยนต์ และการบริจาคยุคดิจิทัล "

     เรียกว่า เริ่มต้นปี 2569 ด้วยความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของระเบียบข้อบังคับทางการเงินและภาษี
ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยแทบทุกกลุ่ม 

ข้อมูลจากการรวบรวมของ สภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนสำคัญใน 5 มิติหลักที่ผู้บริโภค
ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะกติกาใหม่เหล่านี้คือ "รายจ่าย" และ "สิทธิประโยชน์" ที่เราต้องเผชิญตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้


 
1. ยุคสมัยของ "ของถูก" จากต่างประเทศจบลง  ภาษีนำเข้าเริ่มที่บาทแรก

       นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการอีคอมเมิร์ซ เมื่อประเทศไทยยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้า
ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
และอากรขาเข้าครอบคลุมสินค้าทุกรายการ ตั้งแต่บาทแรก

      ผลกระทบเชิงโครงสร้าง ราคาสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มต่างประเทศในกลุ่มเสื้อผ้าและ
เครื่องประดับ อาจมีราคาสูงขึ้นประมาณ 20–30%

สิ่งที่ผู้บริโภคต้องรู้ :    แม้ราคาจะสูงขึ้น แต่ระบบใหม่จะคำนวณภาษีเบ็ดเสร็จ ณ จุดขายบนแพลตฟอร์ม
เพื่อลดภาระการดำเนินพิธีการศุลกากรด้วยตนเอง   อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเปรียบเทียบราคาสินค้าในประเทศ
และต่างประเทศให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ เนื่องจากส่วนต่างด้านราคาอาจลดลงจนไม่มีนัยสำคัญอีกต่อไป



2. ปรับเพดานประกันสังคม ม.33 รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แลกกับสวัสดิการที่มั่นคงกว่า ?

              การปรับฐานเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคมในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายจ่ายของมนุษย์เงินเดือน
แต่เป็นการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลง :     เพดานค่าจ้างจะปรับเพิ่มเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ต้องนำส่งเงิน
สมทบสูงสุดที่ 875 บาทต่อเดือน (จากเดิม 750 บาท)

สิทธิประโยชน์ที่ได้รับคืน :    เมื่อฐานคำนวณสูงขึ้น เงินทดแทนกรณีต่างๆ จะปรับเพิ่มตามทันที
เช่น เงินบำนาญชราภาพสูงสุดจะขยับขึ้นเป็น 6,125 บาท/เดือน
และเงินสงเคราะห์การคลอดบุตรจะขยับเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง

รวมถึง เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน และทุพพลภาพ สูงสุด 8,750 บาทต่อเดือนด้วย

ซึ่งถือเป็นการสร้าง "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับวัยเกษียณ



3. ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ  สิทธิในการเลือกที่ผู้บริโภคต้องรักษา

      ประเด็นเรื่องการระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ ต้นปี 2569 จากสายด่วน คปภ. 1186 ยืนยันว่า ...

หลักการสำคัญ:     ผู้บริโภคยังมี "ทางเลือก" ในการซื้อกรมธรรม์ทั้งแบบ ระบุชื่อ (สูงสุด 5 คน) และ ไม่ระบุชื่อ
เงื่อนไขที่ต้องจับตา: บริษัทประกันที่ประสงค์จะขายกรมธรรม์แบบไม่ระบุชื่อ ต้องยื่นขออนุญาตต่อ คปภ.
เป็นรายกรณี ดังนั้น ก่อนลงนามในสัญญาประกันภัย ผู้บริโภคควรตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองให้ชัดเจนว่า
สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถของสมาชิกในครอบครัวหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาการปฏิเสธความคุ้มครองในภายหลัง



4. ภาษีรถยนต์ใหม่  ภาษี "สิ่งแวดล้อม" ที่กำหนดราคารถคันต่อไปของเรา

       โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ปี 2569 เปลี่ยนเกณฑ์จากการวัดที่ขนาดเครื่องยนต์ (cc)
มาเป็นการวัดที่ปริมาณการปล่อยก๊าซ CO₂ และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มรถสันดาป (ICE):    รถยนต์ขนาดใหญ่ (เกิน 3,000 cc) ที่ปล่อยมลพิษสูง จะมีอัตราภาษีพุ่งสูงถึง 50%
ซึ่งอาจทำให้ราคารถบางรุ่นขยับขึ้นตั้งแต่หลักแสน ถึง หลักล้านบาท

กลุ่มพลังงานสะอาด (EV/PHEV):    ได้รับการสนับสนุนด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่า (เช่น BEV เสียเพียง 2%)
แต่ต้องพึงระวังว่ามาตรการอุดหนุนบางประเภทเริ่มทยอยลดบทบาทลง

สำหรับมุมมองผู้บริโภคนั้น อาจสรุปได้ว่า การเลือกซื้อรถในปีนี้ จะไม่สามารถพิจารณาแค่เรื่องของดีไซน์
หรือสมรรถนะ อีกต่อไป แต่คือการคำนวณ "ภาษีแฝง" ในราคารถ การลงทุนในเทคโนโลยีที่สะอาดกว่า
อาจหมายถึงความคุ้มค่าทางการเงินในระยะยาว



5. การบริจาคยุคดิจิทัล  e-Donation คือทางเดียวในการลดหย่อน

       กรมสรรพากรยกระดับความโปร่งใสโดยกำหนดให้การลดหย่อนภาษีจากการบริจาคต้องทำผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น

จุดสิ้นสุดของระบบกระดาษ:   ใบอนุโมทนาบัตรในรูปแบบกระดาษจะไม่สามารถใช้เป็น
หลักฐานลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไป หากข้อมูลไม่ถูกส่งเข้าระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร

คำแนะนำ:    ก่อนทำการบริจาคทุกครั้ง ผู้บริโภคควรตรวจสอบว่าหน่วยงานรับบริจาคนั้นรองรับระบบ e-Donation หรือไม่
และควรตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบ My Tax Account ของกรมสรรพากรเป็นระยะ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีของตนเอง

        ความเปลี่ยนแปลงในปี 2569 สะท้อนถึงการปรับตัวของภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
แม้ในระยะแรกผู้บริโภคอาจรู้สึกถึงภาระที่เพิ่มขึ้น แต่หากเราเข้าใจหลักเกณฑ์และวางแผนรับมืออย่างถูกต้อง
เราจะสามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตนเองไว้ได้ เพราะการรู้เท่าทันสิทธิ คือเครื่องมือทางการเงิน
ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค นั่นเอง 

ที่มา : สภาองค์กรของผู้บริโภค ,กรมสรรพากร 
          https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2905859

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่