
TITLE: ไม่ใช่แค่หนัง แต่คือบทเรียนชีวิต! "The Shawshank Redemption" ดูจบแล้วชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ครับ
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาป้ายยากันแบบสุดๆ ครับ เป็นหนังที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะเคยดูแล้ว แต่สำหรับผมที่เพิ่งมีโอกาสได้ดูแบบเต็มๆ แบบตั้งใจเนี่ย ขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่หนังธรรมดา แต่มันคือบทเรียนชีวิตที่ทรงพลังมากๆ ครับ ชื่อเรื่องก็คือ "The Shawshank Redemption" ครับ
พอได้ยินชื่อ "The Shawshank Redemption" บางคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังเกี่ยวกับคุก การแหกคุกอะไรแบบนั้น ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่มันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะมากๆ เรื่องราวเริ่มต้นที่ แอนดี้ ดูเฟรนส์ ชายหนุ่มที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมภรรยาและชู้รัก ซึ่งตัวแอนดี้เองยืนกรานว่าเขาบริสุทธิ์ แต่ด้วยหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมในตอนนั้น ทำให้เขาต้องติดคุกในเรือนจำที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่ง คือ "Shawshank" ครับ
พอเข้ามาในคุก Shawshank ชีวิตของแอนดี้ก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายทารุณ การถูกรังแกจากนักโทษด้วยกัน และความอยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ แอนดี้ไม่ได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขายังคงรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้เสมอ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเริ่มอินกับตัวละครแอนดี้มากๆ เลย
ตัวละครที่สำคัญอีกตัวที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "เร้ด" นักโทษที่อยู่มานานและเป็นเหมือน "คนจัดหาสิ่งของ" ในคุก เร้ดนี่แหละครับที่เป็นคนเล่าเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนัง และเป็นคนที่ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับแอนดี้ จากที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันในตอนแรก กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่พึ่งพากันได้ การแสดงของ Morgan Freeman ในบทเร้ดนี่สุดยอดจริงๆ ครับ เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ที่เล่าเรื่องนี่มันทำให้เราอินไปกับทุกฉากทุกตอนเลย
สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือ "ความหวัง" ครับ ถึงแม้ว่าฉากหลังจะเป็นคุกที่มืดมน เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่แอนดี้กลับเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องประกาย เขาใช้ความรู้ ความสามารถ และความอดทนของตัวเองในการสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมาในเรือนจำ เช่น การสร้างห้องสมุด การช่วยนักโทษคนอื่นๆ ให้ได้เรียนรู้ หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้คุมในการจัดการเรื่องการเงินต่างๆ สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่า ต่อให้สถานการณ์จะแย่แค่ไหน เราก็ยังสามารถหาทางสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองได้เสมอ
อีกประเด็นที่หนังเรื่องนี้สะท้อนได้อย่างดีคือ "ระบบราชการ" และ "การใช้อำนาจในทางที่ผิด" ครับ เราได้เห็นผู้คุมและผู้บัญชาการเรือนจำที่ฉ้อโกง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงนักโทษ ซึ่งมันสะท้อนภาพความจริงในสังคมที่เราก็พอจะเคยได้ยินได้เห็นกันอยู่บ้าง ทำให้เรายิ่งรู้สึกเห็นใจแอนดี้และนักโทษคนอื่นๆ ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม
แต่สิ่งที่ทำให้ "The Shawshank Redemption" กลายเป็นหนังในตำนานจริงๆ คือ "การวางแผน" และ "ความอดทน" ของแอนดี้ครับ ผมจะไม่สปอยล์นะครับว่าเขาทำอะไร แต่การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงพลังของความตั้งใจจริง และการรอคอยเวลาที่เหมาะสม มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อาจจะต้องใช้เวลา ความอดทน และการวางแผนอย่างรอบคอบมากๆ
ฉากจบของเรื่องนี่เป็นอะไรที่ผมดูแล้วน้ำตาคลอเลยครับ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจ ตื้นตันใจ และรู้สึกถึงอิสรภาพที่แท้จริง การได้เห็นแอนดี้และเร้ดได้พบกันอีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป มันเป็นฉากที่กินใจมากๆ ครับ
นอกเหนือจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว การแสดงของนักแสดงทุกคนก็สมบทบาทมากๆ ครับ Tim Robbins ในบทแอนดี้ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน แต่ยังคงไว้ซึ่งความหวังและความเด็ดเดี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน Morgan Freeman ก็อย่างที่บอกไปครับ คือที่สุดแล้ว
ผมคิดว่า "The Shawshank Redemption" ไม่ใช่แค่หนังสำหรับดูเพื่อความบันเทิง แต่มันคือหนังที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนชีวิตของตัวเอง ได้คิดถึงคุณค่าของ "ความหวัง" "มิตรภาพ" และ "อิสรภาพ" ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม เราควรจะรักษาประกายแห่งความหวังเอาไว้เสมอ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ
ถ้าใครยังไม่เคยดู หรือเคยดูแล้วอยากกลับมาดูอีกครั้ง ผมแนะนำให้ลองหามาดูแบบตั้งใจดูจริงๆ จังๆ นะครับ รับรองว่าคุณจะได้รับแรงบันดาลใจ และอาจจะได้เห็นมุมมองชีวิตในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน เหมือนที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้เลยครับ
ขอบคุณชาว Pantip ที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ และอยากชวนทุกคนมาคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้กันครับ ถือว่าเป็นหนังที่ต้องดูซ้ำกี่ครั้งก็ไม่เบื่อจริงๆ ครับ.
ไม่ใช่แค่หนัง แต่คือบทเรียนชีวิต! "The Shawshank Redemption" ดูจบแล้วชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ครับ
TITLE: ไม่ใช่แค่หนัง แต่คือบทเรียนชีวิต! "The Shawshank Redemption" ดูจบแล้วชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ครับ
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาป้ายยากันแบบสุดๆ ครับ เป็นหนังที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะเคยดูแล้ว แต่สำหรับผมที่เพิ่งมีโอกาสได้ดูแบบเต็มๆ แบบตั้งใจเนี่ย ขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่แค่หนังธรรมดา แต่มันคือบทเรียนชีวิตที่ทรงพลังมากๆ ครับ ชื่อเรื่องก็คือ "The Shawshank Redemption" ครับ
พอได้ยินชื่อ "The Shawshank Redemption" บางคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังเกี่ยวกับคุก การแหกคุกอะไรแบบนั้น ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่มันลึกซึ้งกว่านั้นเยอะมากๆ เรื่องราวเริ่มต้นที่ แอนดี้ ดูเฟรนส์ ชายหนุ่มที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆาตกรรมภรรยาและชู้รัก ซึ่งตัวแอนดี้เองยืนกรานว่าเขาบริสุทธิ์ แต่ด้วยหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมในตอนนั้น ทำให้เขาต้องติดคุกในเรือนจำที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่ง คือ "Shawshank" ครับ
พอเข้ามาในคุก Shawshank ชีวิตของแอนดี้ก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายทารุณ การถูกรังแกจากนักโทษด้วยกัน และความอยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ แอนดี้ไม่ได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขายังคงรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้เสมอ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเริ่มอินกับตัวละครแอนดี้มากๆ เลย
ตัวละครที่สำคัญอีกตัวที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "เร้ด" นักโทษที่อยู่มานานและเป็นเหมือน "คนจัดหาสิ่งของ" ในคุก เร้ดนี่แหละครับที่เป็นคนเล่าเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนัง และเป็นคนที่ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับแอนดี้ จากที่ไม่ค่อยชอบหน้ากันในตอนแรก กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่พึ่งพากันได้ การแสดงของ Morgan Freeman ในบทเร้ดนี่สุดยอดจริงๆ ครับ เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ที่เล่าเรื่องนี่มันทำให้เราอินไปกับทุกฉากทุกตอนเลย
สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือ "ความหวัง" ครับ ถึงแม้ว่าฉากหลังจะเป็นคุกที่มืดมน เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่แอนดี้กลับเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องประกาย เขาใช้ความรู้ ความสามารถ และความอดทนของตัวเองในการสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมาในเรือนจำ เช่น การสร้างห้องสมุด การช่วยนักโทษคนอื่นๆ ให้ได้เรียนรู้ หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือผู้คุมในการจัดการเรื่องการเงินต่างๆ สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่า ต่อให้สถานการณ์จะแย่แค่ไหน เราก็ยังสามารถหาทางสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองได้เสมอ
อีกประเด็นที่หนังเรื่องนี้สะท้อนได้อย่างดีคือ "ระบบราชการ" และ "การใช้อำนาจในทางที่ผิด" ครับ เราได้เห็นผู้คุมและผู้บัญชาการเรือนจำที่ฉ้อโกง ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงนักโทษ ซึ่งมันสะท้อนภาพความจริงในสังคมที่เราก็พอจะเคยได้ยินได้เห็นกันอยู่บ้าง ทำให้เรายิ่งรู้สึกเห็นใจแอนดี้และนักโทษคนอื่นๆ ที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม
แต่สิ่งที่ทำให้ "The Shawshank Redemption" กลายเป็นหนังในตำนานจริงๆ คือ "การวางแผน" และ "ความอดทน" ของแอนดี้ครับ ผมจะไม่สปอยล์นะครับว่าเขาทำอะไร แต่การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงพลังของความตั้งใจจริง และการรอคอยเวลาที่เหมาะสม มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อาจจะต้องใช้เวลา ความอดทน และการวางแผนอย่างรอบคอบมากๆ
ฉากจบของเรื่องนี่เป็นอะไรที่ผมดูแล้วน้ำตาคลอเลยครับ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจ ตื้นตันใจ และรู้สึกถึงอิสรภาพที่แท้จริง การได้เห็นแอนดี้และเร้ดได้พบกันอีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป มันเป็นฉากที่กินใจมากๆ ครับ
นอกเหนือจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว การแสดงของนักแสดงทุกคนก็สมบทบาทมากๆ ครับ Tim Robbins ในบทแอนดี้ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน แต่ยังคงไว้ซึ่งความหวังและความเด็ดเดี่ยวได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน Morgan Freeman ก็อย่างที่บอกไปครับ คือที่สุดแล้ว
ผมคิดว่า "The Shawshank Redemption" ไม่ใช่แค่หนังสำหรับดูเพื่อความบันเทิง แต่มันคือหนังที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนชีวิตของตัวเอง ได้คิดถึงคุณค่าของ "ความหวัง" "มิตรภาพ" และ "อิสรภาพ" ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม เราควรจะรักษาประกายแห่งความหวังเอาไว้เสมอ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ
ถ้าใครยังไม่เคยดู หรือเคยดูแล้วอยากกลับมาดูอีกครั้ง ผมแนะนำให้ลองหามาดูแบบตั้งใจดูจริงๆ จังๆ นะครับ รับรองว่าคุณจะได้รับแรงบันดาลใจ และอาจจะได้เห็นมุมมองชีวิตในแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน เหมือนที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้เลยครับ
ขอบคุณชาว Pantip ที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ และอยากชวนทุกคนมาคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้กันครับ ถือว่าเป็นหนังที่ต้องดูซ้ำกี่ครั้งก็ไม่เบื่อจริงๆ ครับ.