เป็นเรื่องแปลกหนึ่งเดียวในโลก ที่บันไดทางขึ้นปราสาทพระวิหารอยู่ฝั่งไทย ความจริงต้องเป็นของไทยอยู่แล้ว แต่ศาลโลกตัดสินให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยพิจารณาจากแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น (1:200,000) ซึ่งไทยไม่ได้คัดค้านอย่างเป็นทางการต่อแผนที่ของฝรั่งเศษ ทำให้ศาลมองว่าไทยยอมรับโดยพฤติกรรม
เริ่มจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี
พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จไปเยือนปราสาทพระวิหาร และมีเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสรอรับเสด็จมีการชักธงชาติฝรั่งเศสเหนือตัวปราสาท ในขณะนั้นไม่ได้มีการทักท้วงเรื่องอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ศาลโลกใช้ชี้ว่าไทยยอมรับอำนาจของฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านั้น กัมพูชาได้ทำสนธิสัญญาเพื่อเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส
พ.ศ. 2406 ค.ศ. 1863 ต่อมา กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสปีพ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีน ไทยก็ยังนิ่งเฉยไม่เรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา
ในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่ง หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร — เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)ในคดีปราสาทพระวิหาร และ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ทำหน้าที่ ที่ปรึกษา/ทนายฝ่ายไทย พยายามคัดค้าน แผนที่ Annex I ไม่ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำ แต่ศาลตัดสินว่าไทย "หมดสิทธิ์" (Estoppel) ที่จะยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาเนื่องจากนิ่งเฉยมานานกว่า 50 ปี เพราะ เจ้าหน้าที่ไทยในอดีต (ตั้งแต่ปี 2451-2473) ศาลโลกICJ ยึดหลักการตัดสินคือ (1) ไทยไม่โต้แย้งแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น (1:200,000) ซึ่งแผนที่ลากเส้นเขตแดนเบี่ยงจากสันปันน้ำ ทำให้ปราสาทพระวิหารถูกวาดให้อยู่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งสยามเองก็ได้รับแผนที่และไม่ได้คัดค้านอย่างเป็นทางการ ในเวลานั้น (2) หลักกฎหมาย “การยอมรับโดยพฤติการณ์” (Estoppel) ซึ่งระบุว่า “เมื่อรัฐหนึ่งรู้ข้อเท็จจริงแล้ว ไม่คัดค้านเป็นเวลานาน ต่อมาจะกลับมาคัดค้านไม่ได้” (3) ไทยแพ้ “เพราะพฤติการณ์” ไม่ใช่ภูมิศาสตร์ เช่น สยามบางครั้งก็ใช้แผนที่ของฝรั่งเศส 1:200,000 ในเอกสารราชการของไทยด้วย เท่ากับยอมรับ และ อีกอย่าง ไทยก็ไม่คัดค้านเมื่อฝรั่งเศส/กัมพูชาบริหารพื้นที่ปราสาทพระวิหาร โดยที่เจ้าหน้าที่อินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นไปดูแลพื้นที่ แล้วจัดให้ปราสาทอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชา จำกัดหรือขัดขวางการเข้าไปของฝ่ายไทยในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) (4) หลังจากไทยแพ้คดีICJ ในปีพ.ศ. 2505 ไทยก็ไม่เคยโต้แย้งอำนาจศาลICJอีกเลย ยอมรับชะตากรรมไปแล้ว ทำให้เมื่อศาลตัดสินแล้ว คำพิพากษามีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าไม่โต้แย้ง ก็เท่ากับว่า ยอมรับเขตอำนาจศาล
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยตอนนั้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็น นายกรัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหาร บริหารประเทศโดย คุมรัฐบาลด้วยอำนาจทหารเต็มรูปแบบ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และใช้อำนาจตาม มาตรา 17 อย่างเข้มงวด ทำให้ขาดความโปร่งใสและการถ่วงดุลอำนาจ ไม่มีรัฐสภา ไม่มีฝ่ายค้าน การทูตอ่อนแอและไม่รอบคอบเพราะไม่มีการอภิปราย ตรวจสอบในรัฐสภา หรือเตรียมการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องใหญ่ระดับดินแดนและคดีศาลโลก จะต้องไม่ถูกตัดสินใจโดยผู้นำเพียงไม่กี่คน ควรมีการตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ ดึงนักกฎหมายระหว่างประเทศ นักประวัติศาสตร์ มาช่วยวิเคราะห์เชิงลึก และวางกลยุทธ์ ไม่รับอำนาจศาลโลกตั้งแต่ต้น
ปี 2556 (2013) – ไทยขึ้นศาลโลกอีกครั้ง เป็นคำร้องขอจากสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เพื่อตีความคำพิพากษาเดิมของปี 1962 ให้กำหนด
“วิธีปฏิบัติและขอบเขต” ของหลักการนั้น ผลลัพธ์คือ ศาลระบุขอบเขตแน่ชัดของพื้นที่และ
บริเวณโดยรอบปราสาทที่ไทยไม่ควรเข้า คนไทยไปเที่ยวปราสาทพระวิหารได้ ในฐานะ
นักท่องเที่ยว ผ่านการจัดการของกัมพูชา หรือไปใน
กิจกรรมร่วม ไทย–กัมพูชา (วัฒนธรรม, โบราณคดี, ศาสนา, การท่องเที่ยว)
สรุป: ไทยพลาดเพราะกลัวฝรั่งเศสมากเกินไป ไม่กล้าโต้แย้งอะไรเลย ทั้งแผนที่ฝรั่งเศส และ อำนาจบริหารของฝรั่งเศสตรงปราสาทพระวิหาร เวลาไทยไปฟ้องศาลโลกICJก็พลาดอีก ไทยต้องโต้แย้งเชิงกฎหมาย เช่น (1) ศาลICJ ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่อง อธิปไตยเหนือดินแดน(Lack of Jurisdiction) (2) ไทยควรโต้แย้งว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาการตีความสนธิสัญญา 1904–1907 ให้ใช้ เส้นสันปันน้ำเป็นการแบ่งเขต (3) ไทยอาจโต้ว่า ปัญหาเป็นเพียงความไม่ชัดเจนทางเทคนิคของแผนที่ ดังนั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลรับพิจารณา (No legal dispute) แต่ไทยเลือกที่จะ “สู้เนื้อหา” แทน “สู้เขตอำนาจ”ของศาล เช่น กระโดดเข้าสู้ อย่างเอาเป็นเอาตายอธิบายเรื่องเส้นสันปันน้ำ แผนที่ผิด นำผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานด้านภูมิศาสตร์–แผนที่ ไปแถลงและพิสูจน์ต่อศาลโลก เพื่อโต้แย้งว่า พื้นที่ปราสาทควรเป็นของไทยตามสภาพภูมิประเทศจริง ถ้าไทยกล้าท้าทายว่าศาลโลกICJ ว่า ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องอธิปไตยของไทยเรื่องปราสาทพระวิหาร เพราะไทยไม่เคยยินยอมให้ICJทำคดีนี้ ไม่เคยยอมรับ และ ไทยไม่เคยมีสนธิสัญญาที่ระบุว่า ข้อพิพาทให้ส่งศาล ICJ
- ไทยเสียเหลี่ยมเขมรแล้ว ในอดีตสมเด็จพระนโรดม สีหนุ บอกให้ไทยไปสู้กันที่ศาลICJเรื่องปราสาทพระวิหาร ไทยเราก็ดันไปติดกับดัก แล้วไทยสู้ในศาลก็ไม่เป็นอีก ช่วงที่ไทยรบกับเขมรเมื่อเร็วๆนี้ ฮุนเซนก็สั่งให้ไทยไปสู้กันที่ศาลICJอีก แต่คราวนี้ไทยไม่หลงกล ถล่มเขมรอย่างเดียวแล้วค่อยให้มันร้องขอชีวิต ยอมมาคุย
เหลี่ยมเขมร หยุดเติมอาวุธ เตรียมมายิงไทยรอบ 3
สาเหตุที่แท้จริง ที่ไทยเสียปราสาทพระวิหาร
เริ่มจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จไปเยือนปราสาทพระวิหาร และมีเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสรอรับเสด็จมีการชักธงชาติฝรั่งเศสเหนือตัวปราสาท ในขณะนั้นไม่ได้มีการทักท้วงเรื่องอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ศาลโลกใช้ชี้ว่าไทยยอมรับอำนาจของฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านั้น กัมพูชาได้ทำสนธิสัญญาเพื่อเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส พ.ศ. 2406 ค.ศ. 1863 ต่อมา กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสปีพ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีน ไทยก็ยังนิ่งเฉยไม่เรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา
ในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่ง หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร — เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)ในคดีปราสาทพระวิหาร และ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ทำหน้าที่ ที่ปรึกษา/ทนายฝ่ายไทย พยายามคัดค้าน แผนที่ Annex I ไม่ถูกต้องตามหลักสันปันน้ำ แต่ศาลตัดสินว่าไทย "หมดสิทธิ์" (Estoppel) ที่จะยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาเนื่องจากนิ่งเฉยมานานกว่า 50 ปี เพราะ เจ้าหน้าที่ไทยในอดีต (ตั้งแต่ปี 2451-2473) ศาลโลกICJ ยึดหลักการตัดสินคือ (1) ไทยไม่โต้แย้งแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น (1:200,000) ซึ่งแผนที่ลากเส้นเขตแดนเบี่ยงจากสันปันน้ำ ทำให้ปราสาทพระวิหารถูกวาดให้อยู่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งสยามเองก็ได้รับแผนที่และไม่ได้คัดค้านอย่างเป็นทางการ ในเวลานั้น (2) หลักกฎหมาย “การยอมรับโดยพฤติการณ์” (Estoppel) ซึ่งระบุว่า “เมื่อรัฐหนึ่งรู้ข้อเท็จจริงแล้ว ไม่คัดค้านเป็นเวลานาน ต่อมาจะกลับมาคัดค้านไม่ได้” (3) ไทยแพ้ “เพราะพฤติการณ์” ไม่ใช่ภูมิศาสตร์ เช่น สยามบางครั้งก็ใช้แผนที่ของฝรั่งเศส 1:200,000 ในเอกสารราชการของไทยด้วย เท่ากับยอมรับ และ อีกอย่าง ไทยก็ไม่คัดค้านเมื่อฝรั่งเศส/กัมพูชาบริหารพื้นที่ปราสาทพระวิหาร โดยที่เจ้าหน้าที่อินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นไปดูแลพื้นที่ แล้วจัดให้ปราสาทอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชา จำกัดหรือขัดขวางการเข้าไปของฝ่ายไทยในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) (4) หลังจากไทยแพ้คดีICJ ในปีพ.ศ. 2505 ไทยก็ไม่เคยโต้แย้งอำนาจศาลICJอีกเลย ยอมรับชะตากรรมไปแล้ว ทำให้เมื่อศาลตัดสินแล้ว คำพิพากษามีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าไม่โต้แย้ง ก็เท่ากับว่า ยอมรับเขตอำนาจศาล
นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยตอนนั้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็น นายกรัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการทหาร บริหารประเทศโดย คุมรัฐบาลด้วยอำนาจทหารเต็มรูปแบบ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และใช้อำนาจตาม มาตรา 17 อย่างเข้มงวด ทำให้ขาดความโปร่งใสและการถ่วงดุลอำนาจ ไม่มีรัฐสภา ไม่มีฝ่ายค้าน การทูตอ่อนแอและไม่รอบคอบเพราะไม่มีการอภิปราย ตรวจสอบในรัฐสภา หรือเตรียมการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องใหญ่ระดับดินแดนและคดีศาลโลก จะต้องไม่ถูกตัดสินใจโดยผู้นำเพียงไม่กี่คน ควรมีการตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ ดึงนักกฎหมายระหว่างประเทศ นักประวัติศาสตร์ มาช่วยวิเคราะห์เชิงลึก และวางกลยุทธ์ ไม่รับอำนาจศาลโลกตั้งแต่ต้น
ปี 2556 (2013) – ไทยขึ้นศาลโลกอีกครั้ง เป็นคำร้องขอจากสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เพื่อตีความคำพิพากษาเดิมของปี 1962 ให้กำหนด “วิธีปฏิบัติและขอบเขต” ของหลักการนั้น ผลลัพธ์คือ ศาลระบุขอบเขตแน่ชัดของพื้นที่และ บริเวณโดยรอบปราสาทที่ไทยไม่ควรเข้า คนไทยไปเที่ยวปราสาทพระวิหารได้ ในฐานะ นักท่องเที่ยว ผ่านการจัดการของกัมพูชา หรือไปใน กิจกรรมร่วม ไทย–กัมพูชา (วัฒนธรรม, โบราณคดี, ศาสนา, การท่องเที่ยว)
สรุป: ไทยพลาดเพราะกลัวฝรั่งเศสมากเกินไป ไม่กล้าโต้แย้งอะไรเลย ทั้งแผนที่ฝรั่งเศส และ อำนาจบริหารของฝรั่งเศสตรงปราสาทพระวิหาร เวลาไทยไปฟ้องศาลโลกICJก็พลาดอีก ไทยต้องโต้แย้งเชิงกฎหมาย เช่น (1) ศาลICJ ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่อง อธิปไตยเหนือดินแดน(Lack of Jurisdiction) (2) ไทยควรโต้แย้งว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาการตีความสนธิสัญญา 1904–1907 ให้ใช้ เส้นสันปันน้ำเป็นการแบ่งเขต (3) ไทยอาจโต้ว่า ปัญหาเป็นเพียงความไม่ชัดเจนทางเทคนิคของแผนที่ ดังนั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลรับพิจารณา (No legal dispute) แต่ไทยเลือกที่จะ “สู้เนื้อหา” แทน “สู้เขตอำนาจ”ของศาล เช่น กระโดดเข้าสู้ อย่างเอาเป็นเอาตายอธิบายเรื่องเส้นสันปันน้ำ แผนที่ผิด นำผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานด้านภูมิศาสตร์–แผนที่ ไปแถลงและพิสูจน์ต่อศาลโลก เพื่อโต้แย้งว่า พื้นที่ปราสาทควรเป็นของไทยตามสภาพภูมิประเทศจริง ถ้าไทยกล้าท้าทายว่าศาลโลกICJ ว่า ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องอธิปไตยของไทยเรื่องปราสาทพระวิหาร เพราะไทยไม่เคยยินยอมให้ICJทำคดีนี้ ไม่เคยยอมรับ และ ไทยไม่เคยมีสนธิสัญญาที่ระบุว่า ข้อพิพาทให้ส่งศาล ICJ
- ไทยเสียเหลี่ยมเขมรแล้ว ในอดีตสมเด็จพระนโรดม สีหนุ บอกให้ไทยไปสู้กันที่ศาลICJเรื่องปราสาทพระวิหาร ไทยเราก็ดันไปติดกับดัก แล้วไทยสู้ในศาลก็ไม่เป็นอีก ช่วงที่ไทยรบกับเขมรเมื่อเร็วๆนี้ ฮุนเซนก็สั่งให้ไทยไปสู้กันที่ศาลICJอีก แต่คราวนี้ไทยไม่หลงกล ถล่มเขมรอย่างเดียวแล้วค่อยให้มันร้องขอชีวิต ยอมมาคุย
เหลี่ยมเขมร หยุดเติมอาวุธ เตรียมมายิงไทยรอบ 3