เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ในขณะที่วงการหนัง Hollywood กำลังตื่นเต้นกับภาคต่อที่ 3 ของ Avatar ที่กำลังโกยรายได้จากกระเป๋าชาวโลกอย่างสนุกสนาน รวมทั้ง Animation น่ารัก ๆ ของชีวิตสัตว์โลกอย่าง Zootopia 2 ซึ่งยังมีตัวเลขรายได้ที่สวยงาม ที่มาพร้อมกับความบันเทิงอันดีงามตามฟอร์ม
ทางฟากฝั่ง Bollywood ของพี่น้องชาวภารตะ ก็ได้เกิดปรากฎการณ์หนังฟอร์มยักษ์ที่กำลังมุ่งหน้าทำรายได้แบบถล่มทลาย พังสถิติ Indian Box Office แบบน่าทึ่งอยู่ในขณะนี้ หนังฟอร์มยักษ์ที่แฟน ๆ หนังอินเดียทุกคนก็คาดคิดในความสำเร็จของตัวหนังอยู่แลัว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าความสำเร็จนั้นจะท่วมท้นขนาดนี้ และหนังเรื่องนี้ก็คือ.. Dhurandhar (อ่านออกเสียงว่า ธุรันธาร์ แปลว่า ความแข็งแกร่ง) หนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยที่ตั้งออกมาแล้วเหมือนไม่ได้ตั้ง คือ หน่วยรบผู้เชี่ยวชาญ..
หนังดังถล่มทลายขนาดนี้ เนื้อเรื่องจะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากหนัง Action ที่กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน แต่ก่อนจะไปกล่าวถึงตัวหนัง เรามาดูเรื่องของทุนสร้างและรายได้ของหนังกันก่อนครับ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปราว 2,500 - 3,000 ล้านรูปี (ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 33 ล้านเหรียญฯ) แต่ตอนนี้หนังทำรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 12,530,000,000 ล้านรูปี (ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 150 ล้านเหรียญฯ) และหนังยังคงทำเงินต่อไปอีก..
ตัวเลขรายได้นี้ทำให้ Dhurandhar ครองสถิติรายได้หนังที่เป็น..
1. หนังอินเดีย (ทุกภาษา) ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2025
2. หนังอินเดีย (ภาษาฮินดี) ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาล เป็นรองแค่ Dangal (2016) ซึ่งนำห่างอยู่ประมาณ 7 พันล้านรูปี ตามความคิดของ จขกท. คือ น่าจะยังแซงไม่ได้
3. หนังอินเดีย (ทุกภาษา) ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 5 ตลอดกาล ตามหลัง RRR (2022) อยู่ประมาณ 450 ล้านรูปี (มีโอกาสแซง RRR ขึ้นไปยึดหัวหาดอันดับ 4 ได้สูงมากครับ เพราะหนังยังทำเงินได้อย่างต่อเนื่อง)
จะเห็นได้ว่า Dhurandhar ได้ทำการทุบรายได้ของ Jawan (2023) และ Pathaan (2023) ของ King SR Khan ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงจักรวาล War และ Animal (2023) หนังในดวงใจของ จขกท. (นี่ก็รอภาคต่ออย่าง Animal Park ที่ว่าจะออกฉายในปี 2027 ว่าจะทุบคืนมาบ้างได้มั้ย)
และที่สำคัญ คือ ตัวเลขรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่มีตัวเลขที่มาจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่หนังถูกแบน (กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ มีแรงงานอินเดียทำงานอยู่กว่า 10 ล้านคน) ซึ่งถ้าหนังสามารถฉายได้ คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 5% นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังถูกแบนในปากีสถาน (ก็แน่หล่ะ ใครจะให้ฉาย ก็พี่เล่นเปิดโปงเค้าซะขนาดนั้น) แต่กลับพบว่ามีการดาวน์โหลดดูแบบผิดกฎหมายในปากีสถานสูงถึง 2 ล้านครั้ง ใน 2 สัปดาห์ ซึ่งทางการอินเดียถึงกลับเอ่ยปากว่า เป็นการประสบความสำเร็จในการเปิดกะโหลกให้ชาวปากีสถานรับรู้ถึงความเลวร้ายของรัฐบาลตน ที่ทำกับเพื่อนบ้านอย่างอินเดียโดยการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอีกด้วย (นี่ก็ว่าไปเรื่อย 55)
แรงขนาดนี้ เรามาดูถึงตัวหนังกันบ้างครับ Dhurandhar เป็นหนังของ Jio Studios เจ้าพ่อวงการแฟลตฟอร์มเทคโนโลยีที่มีธุรกิจเยอะมากแห่งนครมุมไบ ร่วมมือกับ B62 Studios ของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับวัย 42 ปี อย่าง Aditya Dhar ที่เอาเข้าจริงก็ไม่ถือว่าเป็นตัวท็อปของวงการหนังอินเดียนะครับ เพราะก่อนหน้านี้แกเคยทำหนังใหญ่มาแค่เรื่องเดียวเองในปี 2019 และส่วนใหญ่แกจะทำหนังสั้น กับทำเพลงเป็นหลักเลย
กล่าวถึงในส่วนของนักแสดงกันบ้าง แน่นอนครับ ตัวเอกของเรื่องก็คือ คุณพี่ Ranveer Singh สามีสุดหล่อของสาว Deepika Padukone ที่มาพร้อมดารารุ่นใหญ่ลายครามฝีมือดีอย่าง Akshaye Khanna, Sanjay Dutt, R. Madhavan, Arjun Rampal, Rakesh Bedi และสาว Sara Arjun สาววัย 20 ปี ที่เป็นนางเอกของเรื่อง
เรื่องราวของหนังไม่พ้นความขัดแย้งระหว่างอินเดีย - ปากีสถาน ซึ่งหนังแนวนี้ออกมาทีไร รายได้ก็จะตามมา ถือเป็น Safe Zone ของวงการหนังอินเดียเลยครับ ยอมกันไม่ได้จริง ๆ อ้อ! หนังดำเนินเรื่องโดย Based on true stories นะครับ บอกก่อนเลยว่าถ้าเรามีความรู้ทางประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การดูหนังเรื่องนี้จะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก เพราะมันเป็นการตีแผ่เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังชนวนความขัดแย้ง และการเกิดเหตุก่อการร้ายระดับชาติในหลาย ๆ ครั้ง และที่สำคัญ คือ หนังทำถึงมากครับ ดังนั้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังถึงทำเงินถล่มทลาย ลองคิดเปรียบกับบ้านเราดูว่า ถ้ามีคนทำหนังความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยตีแผ่เรื่องราวเส้นทางความขัดแย้ง การวางแผนลับทางการทหาร ยุทธวิธีในการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที การสูญเสียในสงคราม เส้นทางการเงินสีเทาของพวกสแกมเมอร์ที่มาสนับสนุนบางชาติ คนใหญ่คนโตที่แอบจับมือกันในทางลับจนเกิดเรื่อง เบื้องลึกเบื้องหลังของผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายที่จัดการกับเรื่องนี้ การดีลกับชาติมหาอำนาจให้เข้าข้างฝ่ายตน ฯลฯ โดยตัวแสดงที่กล่าวถึงมีตัวตนจริง ๆ ผมว่าถ้าทำถึง และที่สำคัญ คือ ได้ออกฉาย ผมว่ารายได้ 1 พันล้านบาทก็เอาไม่อยู่แน่ครับ
"อินเดียยุคใหม่จะไม่รอให้เกิดเรื่อง แต่จะบุกออกไปจัดการถึงบ้านศัตรูเอง"
"ราชสีห์เวลามันบาดเจ็บ มันจะไม่ยอมแพ้ แต่มันจะยิ่งดุร้ายด้วยความโกรธ"
นี่คือ Key Messages ของหนังเรื่องนี้ครับ และถ้าจะสรุปใน 1 ประโยคให้กับหนังเรื่องนี้ก็คือ "มันคือ Infernal Affairs หรือ สองคนสองคม ระดับข้ามชาติ เวอร์ชั่น Bollywood" นั่นเองครับ
ภายหลังสงครามอินเดีย - ปากีสถาน ในปี 1971 อินเดียต้องต่อสู้กับภัยก่อการร้ายจากเพื่อนบ้านอย่างปากีสถานมาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องจะกล่าวถึง เหตุการณ์จี้เครื่องบิน Indian Airlines 814 ในปี 1999 ต่อด้วย การโจมตีรัฐสภาในกรุงนิวเดลี ในปี 2001 และการบุกเข้ายึดโรงแรม Taj Mahal Palace ในปี 2008 ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก โดยอินเดียได้วางแผนส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปอยู่ในขบวนการผู้ก่อการร้ายในปากีสถาน ซึ่งก็คือ Hamza Ali Mazari ผู้ซึ่งในอดีตเป็นนักโทษฉกรรจ์ นามว่า Jaskirat Singh Rangi (แสดงโดย Ranveer Singh) เขาจะต้องแลกชีวิตกับการเค้นความลับออกมาจากดินแดนศัตรู เพื่อให้มาตุภูมิของตนอยู่รอดปลอดภัย ในแผนการลับที่มีชื่อว่า "Operation Dhurandhar" ที่หน่วยข่าวกรองของอินเดียอย่าง RAW และ IB จะบุกไปล้วงคองูเห่าอย่าง ISI ถึงบ้าน..
หนังเรื่องนี้สนุกเพราะอย่างที่บอก นอกจากนักแสดงดี เพลงประกอบมันส์แล้ว การเอาเรื่องจริงมาตีแผ่ เราจะรู้เลยว่าประเทศที่ดูยากจนอย่างปากีสถาน ทำไมจึงมีพิษสงทำราชสีห์อย่างอินเดียเลือดกลบปากได้หลายครั้ง หนังตีแผ่ถึงเส้นทางการเงินสีเทาที่เอามาทำสงครามและก่อการร้ายแบบตรงไปตรงมา (ดูแล้วนึกถึงเพื่อนบ้านบางประเทศ) ระบบการเมืองท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยมาเฟียและเงินเทา (อันนี้คล้ายแถว ๆ นี้ 55) และสุดท้ายความเจ็บปวดที่แต่ละฝ่ายประเคนให้กันมันจึงยอมกันไม่ได้จริง ๆ คือ โหด เลว ดี ยังน้อยไปกับที่หนังนำเสนอมา และที่สำคัญ หนังยังไม่จบครับ บอกไว้เลย เพราะมีการโปรโมทแล้วว่า Dhurandhar จะมีภาค 2 ออกฉายในเดือนมีนาคม วันที่ 19 ที่จะถึงนี้
ในไทย Dhurandhar ฉายในโรงหนังเครือ SF มาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ทุกวันนี้ก็ยังฉายอยู่ทุกวันที่สาขา Terminal 21 อโศก และ พระราม 3 ค่าตั๋ว 350 กับ 400 บาท ในเก้าอี้แบบปกติ (แอบแพงกว่าหนังอินเดียที่ฉายในเครือเมเจอร์ ที่เก็บ 350 บาท ทุกที่นั่ง) หนังความยาว 212 นาที หรือ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่มีเบรกกลางเรื่องตามสไตล์หนังอินเดีย แต่คุ้มค่าตั๋วมาก เพราะไม่มีสักวินาทีที่หนังน่าเบื่อ จขกท.ไปดูมาตอนก่อนปีใหม่ คนเต็ม 95% เลยครับ คนอินเดียทั้งโรง คนไทยไม่เกิน 10 คน ซับไทยดูดีครับ ไม่แปลมั่วเท่าไหร่ มีซับ EN ให้อ่าน คุ้มเงินค่าตั๋วครับ ใครสะดวกขอเชิญครับ ใครไม่สะดวกรอดู Netflix ได้ครับ แต่ยังไงหนังก็คุ้มค่าแก่การเข้าไปดูครับ
Dhurandhar.. อภิมหาหนังอินเดีย ที่กำลังทำลายสถิติข้ามปีแบบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้แล้ว
เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ในขณะที่วงการหนัง Hollywood กำลังตื่นเต้นกับภาคต่อที่ 3 ของ Avatar ที่กำลังโกยรายได้จากกระเป๋าชาวโลกอย่างสนุกสนาน รวมทั้ง Animation น่ารัก ๆ ของชีวิตสัตว์โลกอย่าง Zootopia 2 ซึ่งยังมีตัวเลขรายได้ที่สวยงาม ที่มาพร้อมกับความบันเทิงอันดีงามตามฟอร์ม
ทางฟากฝั่ง Bollywood ของพี่น้องชาวภารตะ ก็ได้เกิดปรากฎการณ์หนังฟอร์มยักษ์ที่กำลังมุ่งหน้าทำรายได้แบบถล่มทลาย พังสถิติ Indian Box Office แบบน่าทึ่งอยู่ในขณะนี้ หนังฟอร์มยักษ์ที่แฟน ๆ หนังอินเดียทุกคนก็คาดคิดในความสำเร็จของตัวหนังอยู่แลัว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าความสำเร็จนั้นจะท่วมท้นขนาดนี้ และหนังเรื่องนี้ก็คือ.. Dhurandhar (อ่านออกเสียงว่า ธุรันธาร์ แปลว่า ความแข็งแกร่ง) หนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยที่ตั้งออกมาแล้วเหมือนไม่ได้ตั้ง คือ หน่วยรบผู้เชี่ยวชาญ..
หนังดังถล่มทลายขนาดนี้ เนื้อเรื่องจะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากหนัง Action ที่กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน แต่ก่อนจะไปกล่าวถึงตัวหนัง เรามาดูเรื่องของทุนสร้างและรายได้ของหนังกันก่อนครับ หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปราว 2,500 - 3,000 ล้านรูปี (ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 33 ล้านเหรียญฯ) แต่ตอนนี้หนังทำรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 12,530,000,000 ล้านรูปี (ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 150 ล้านเหรียญฯ) และหนังยังคงทำเงินต่อไปอีก..
ตัวเลขรายได้นี้ทำให้ Dhurandhar ครองสถิติรายได้หนังที่เป็น..
1. หนังอินเดีย (ทุกภาษา) ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 2025
2. หนังอินเดีย (ภาษาฮินดี) ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาล เป็นรองแค่ Dangal (2016) ซึ่งนำห่างอยู่ประมาณ 7 พันล้านรูปี ตามความคิดของ จขกท. คือ น่าจะยังแซงไม่ได้
3. หนังอินเดีย (ทุกภาษา) ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 5 ตลอดกาล ตามหลัง RRR (2022) อยู่ประมาณ 450 ล้านรูปี (มีโอกาสแซง RRR ขึ้นไปยึดหัวหาดอันดับ 4 ได้สูงมากครับ เพราะหนังยังทำเงินได้อย่างต่อเนื่อง)
จะเห็นได้ว่า Dhurandhar ได้ทำการทุบรายได้ของ Jawan (2023) และ Pathaan (2023) ของ King SR Khan ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงจักรวาล War และ Animal (2023) หนังในดวงใจของ จขกท. (นี่ก็รอภาคต่ออย่าง Animal Park ที่ว่าจะออกฉายในปี 2027 ว่าจะทุบคืนมาบ้างได้มั้ย)
และที่สำคัญ คือ ตัวเลขรายได้ทั้งหมดนี้ ไม่มีตัวเลขที่มาจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่หนังถูกแบน (กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ มีแรงงานอินเดียทำงานอยู่กว่า 10 ล้านคน) ซึ่งถ้าหนังสามารถฉายได้ คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเกือบ 5% นอกจากนี้ หนังเรื่องนี้ยังถูกแบนในปากีสถาน (ก็แน่หล่ะ ใครจะให้ฉาย ก็พี่เล่นเปิดโปงเค้าซะขนาดนั้น) แต่กลับพบว่ามีการดาวน์โหลดดูแบบผิดกฎหมายในปากีสถานสูงถึง 2 ล้านครั้ง ใน 2 สัปดาห์ ซึ่งทางการอินเดียถึงกลับเอ่ยปากว่า เป็นการประสบความสำเร็จในการเปิดกะโหลกให้ชาวปากีสถานรับรู้ถึงความเลวร้ายของรัฐบาลตน ที่ทำกับเพื่อนบ้านอย่างอินเดียโดยการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายอีกด้วย (นี่ก็ว่าไปเรื่อย 55)
แรงขนาดนี้ เรามาดูถึงตัวหนังกันบ้างครับ Dhurandhar เป็นหนังของ Jio Studios เจ้าพ่อวงการแฟลตฟอร์มเทคโนโลยีที่มีธุรกิจเยอะมากแห่งนครมุมไบ ร่วมมือกับ B62 Studios ของโปรดิวเซอร์และผู้กำกับวัย 42 ปี อย่าง Aditya Dhar ที่เอาเข้าจริงก็ไม่ถือว่าเป็นตัวท็อปของวงการหนังอินเดียนะครับ เพราะก่อนหน้านี้แกเคยทำหนังใหญ่มาแค่เรื่องเดียวเองในปี 2019 และส่วนใหญ่แกจะทำหนังสั้น กับทำเพลงเป็นหลักเลย
กล่าวถึงในส่วนของนักแสดงกันบ้าง แน่นอนครับ ตัวเอกของเรื่องก็คือ คุณพี่ Ranveer Singh สามีสุดหล่อของสาว Deepika Padukone ที่มาพร้อมดารารุ่นใหญ่ลายครามฝีมือดีอย่าง Akshaye Khanna, Sanjay Dutt, R. Madhavan, Arjun Rampal, Rakesh Bedi และสาว Sara Arjun สาววัย 20 ปี ที่เป็นนางเอกของเรื่อง
เรื่องราวของหนังไม่พ้นความขัดแย้งระหว่างอินเดีย - ปากีสถาน ซึ่งหนังแนวนี้ออกมาทีไร รายได้ก็จะตามมา ถือเป็น Safe Zone ของวงการหนังอินเดียเลยครับ ยอมกันไม่ได้จริง ๆ อ้อ! หนังดำเนินเรื่องโดย Based on true stories นะครับ บอกก่อนเลยว่าถ้าเรามีความรู้ทางประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การดูหนังเรื่องนี้จะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก เพราะมันเป็นการตีแผ่เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังชนวนความขัดแย้ง และการเกิดเหตุก่อการร้ายระดับชาติในหลาย ๆ ครั้ง และที่สำคัญ คือ หนังทำถึงมากครับ ดังนั้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังถึงทำเงินถล่มทลาย ลองคิดเปรียบกับบ้านเราดูว่า ถ้ามีคนทำหนังความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยตีแผ่เรื่องราวเส้นทางความขัดแย้ง การวางแผนลับทางการทหาร ยุทธวิธีในการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที การสูญเสียในสงคราม เส้นทางการเงินสีเทาของพวกสแกมเมอร์ที่มาสนับสนุนบางชาติ คนใหญ่คนโตที่แอบจับมือกันในทางลับจนเกิดเรื่อง เบื้องลึกเบื้องหลังของผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายที่จัดการกับเรื่องนี้ การดีลกับชาติมหาอำนาจให้เข้าข้างฝ่ายตน ฯลฯ โดยตัวแสดงที่กล่าวถึงมีตัวตนจริง ๆ ผมว่าถ้าทำถึง และที่สำคัญ คือ ได้ออกฉาย ผมว่ารายได้ 1 พันล้านบาทก็เอาไม่อยู่แน่ครับ
"อินเดียยุคใหม่จะไม่รอให้เกิดเรื่อง แต่จะบุกออกไปจัดการถึงบ้านศัตรูเอง"
"ราชสีห์เวลามันบาดเจ็บ มันจะไม่ยอมแพ้ แต่มันจะยิ่งดุร้ายด้วยความโกรธ"
นี่คือ Key Messages ของหนังเรื่องนี้ครับ และถ้าจะสรุปใน 1 ประโยคให้กับหนังเรื่องนี้ก็คือ "มันคือ Infernal Affairs หรือ สองคนสองคม ระดับข้ามชาติ เวอร์ชั่น Bollywood" นั่นเองครับ
ภายหลังสงครามอินเดีย - ปากีสถาน ในปี 1971 อินเดียต้องต่อสู้กับภัยก่อการร้ายจากเพื่อนบ้านอย่างปากีสถานมาอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องจะกล่าวถึง เหตุการณ์จี้เครื่องบิน Indian Airlines 814 ในปี 1999 ต่อด้วย การโจมตีรัฐสภาในกรุงนิวเดลี ในปี 2001 และการบุกเข้ายึดโรงแรม Taj Mahal Palace ในปี 2008 ที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก โดยอินเดียได้วางแผนส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปอยู่ในขบวนการผู้ก่อการร้ายในปากีสถาน ซึ่งก็คือ Hamza Ali Mazari ผู้ซึ่งในอดีตเป็นนักโทษฉกรรจ์ นามว่า Jaskirat Singh Rangi (แสดงโดย Ranveer Singh) เขาจะต้องแลกชีวิตกับการเค้นความลับออกมาจากดินแดนศัตรู เพื่อให้มาตุภูมิของตนอยู่รอดปลอดภัย ในแผนการลับที่มีชื่อว่า "Operation Dhurandhar" ที่หน่วยข่าวกรองของอินเดียอย่าง RAW และ IB จะบุกไปล้วงคองูเห่าอย่าง ISI ถึงบ้าน..
หนังเรื่องนี้สนุกเพราะอย่างที่บอก นอกจากนักแสดงดี เพลงประกอบมันส์แล้ว การเอาเรื่องจริงมาตีแผ่ เราจะรู้เลยว่าประเทศที่ดูยากจนอย่างปากีสถาน ทำไมจึงมีพิษสงทำราชสีห์อย่างอินเดียเลือดกลบปากได้หลายครั้ง หนังตีแผ่ถึงเส้นทางการเงินสีเทาที่เอามาทำสงครามและก่อการร้ายแบบตรงไปตรงมา (ดูแล้วนึกถึงเพื่อนบ้านบางประเทศ) ระบบการเมืองท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยมาเฟียและเงินเทา (อันนี้คล้ายแถว ๆ นี้ 55) และสุดท้ายความเจ็บปวดที่แต่ละฝ่ายประเคนให้กันมันจึงยอมกันไม่ได้จริง ๆ คือ โหด เลว ดี ยังน้อยไปกับที่หนังนำเสนอมา และที่สำคัญ หนังยังไม่จบครับ บอกไว้เลย เพราะมีการโปรโมทแล้วว่า Dhurandhar จะมีภาค 2 ออกฉายในเดือนมีนาคม วันที่ 19 ที่จะถึงนี้
ในไทย Dhurandhar ฉายในโรงหนังเครือ SF มาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ทุกวันนี้ก็ยังฉายอยู่ทุกวันที่สาขา Terminal 21 อโศก และ พระราม 3 ค่าตั๋ว 350 กับ 400 บาท ในเก้าอี้แบบปกติ (แอบแพงกว่าหนังอินเดียที่ฉายในเครือเมเจอร์ ที่เก็บ 350 บาท ทุกที่นั่ง) หนังความยาว 212 นาที หรือ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่มีเบรกกลางเรื่องตามสไตล์หนังอินเดีย แต่คุ้มค่าตั๋วมาก เพราะไม่มีสักวินาทีที่หนังน่าเบื่อ จขกท.ไปดูมาตอนก่อนปีใหม่ คนเต็ม 95% เลยครับ คนอินเดียทั้งโรง คนไทยไม่เกิน 10 คน ซับไทยดูดีครับ ไม่แปลมั่วเท่าไหร่ มีซับ EN ให้อ่าน คุ้มเงินค่าตั๋วครับ ใครสะดวกขอเชิญครับ ใครไม่สะดวกรอดู Netflix ได้ครับ แต่ยังไงหนังก็คุ้มค่าแก่การเข้าไปดูครับ