เมื่อเรามองไปที่คนอื่น
เราก็อาจคิดได้ว่า
เรากับเขาก็เหมือนกัน
เราคิดเป็น เขาก็คิดเป็น
เราเจ็บเป็น เขาก็เจ็บเป็น
และสิ่งที่เกิดกับคนอื่น
ก็อาจเกิดกับเราได้เช่นกัน
เมื่อเรามองไปยังทะเลเห็นแผ่นดินอื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าแผ่นดินที่เราอยู่
ก็คงมีทะเลล้อมรอบเหมือนกัน
เมื่อเรามองไปในอวกาศเห็นดาวดวงอื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าโลกที่เราอยู่
ก็คงเป็นดวงดาวเหมือนกัน
เมื่อเรามองไปยังกาแล็กซี่อื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าโลกของเรา
ก็คงเป็นเพียงฝุ่นในจักรวาลเหมือนกัน
และแกแลคซี่อื่นก็อาจมีคนอื่นอยู่เช่นกัน
ดวงดาวทั้งหลายมีสัณฐานค่อนไปทางกลม
และยังโคจรเป็นวงอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางความว่างที่เวิ้งว้าง
พอมองไปยังส่วนที่เล็กที่สุด
ในอะตอมก็มีอิเล็กตรอนโคจรอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางความว่างที่เวิ้งว้างเช่นกัน
ทุกสรรพสิ่งนั้นสัมพันธ์กัน
ทั้งนอกทั้งใน ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งใกล้และไกล
เรามองตัวเองก็สามารถเข้าใจผู้อื่น
เรามองผู้อื่นก็สามารถเข้าใจตัวเอง
และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม
เมื่อเรานำใจกลับมาพิจารณาอยู่กับตัวเอง
ปล่อยสติล่องลึกลงไปภายในจิตใจ
เราจึงสามารถเข้าใจโลกและเข้าใจจักรวาล
รวมทั้งสามารถเห็นโลกและเห็นจักรวาลได้ด้วย
เพราะโครงสร้างภายในใจของเรา
ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่เราเห็นภายนอกนี่แหละ
มีจักรวาลของใจหมุนเวียนอยู่เป็นระบบ
เวิ้งว้างไว้ขอบเขต กว้างสุดลูกหูลูกตา
ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นมาอย่างสัมพันธ์กัน
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ยิ่งเรารู้จักผู้อื่นเราก็ยิ่งรู้จักตนเอง
ยิ่งเรารู้จักตนเองเราก็ยิ่งรู้จักผู้อื่น
เพราะทุกอย่างมันมาจากจุดเดียวกัน
เพียงแต่จุดกำเนิดมันไม่ได้อยู่ห่างออกไป
แต่อยู่ภายในใจที่ลึกที่สุดต่างหาก
เหมือนแสงที่ออกจากแหล่งกำเนิด
และกระจายไปทั่วทุกที่
แต่ที่น่าแปลกคือ
แม้ต่างคนต่างส่องเข้าไปในใจตนเอง
แต่จุดสุดท้ายที่ทุกคนจะได้พบ
กลับเป็นจุดเดียวกัน
เพราะความสัมพันธ์
ที่แยกกันไม่ออกของสรรพสิ่ง
ที่สัมพันธ์กันโดยไม่สนระยะทาง
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมการภาวนาจึงสำคัญ
เพราะจะทำให้เราสามารถไปถึงจุดนั้นได้
จุดที่เราเข้าใจความจริงของชีวิต
จุดที่เราเข้าใจกำเนิดของจักรวาล
จุดที่ความสัมพันธ์ทุกอย่างมาเชื่อมโยงกัน
และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม
พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้พระองค์จะเพียงนั่งนิ่งๆใต้ต้นโพธิ์เท่านั้น
วันนี้คุณภาวนาแล้วหรือยัง
สวัสดีปีใหม่ครับ
มองโลกเห็นตัวเอง มองตัวเองเห็นโลก
เราก็อาจคิดได้ว่า
เรากับเขาก็เหมือนกัน
เราคิดเป็น เขาก็คิดเป็น
เราเจ็บเป็น เขาก็เจ็บเป็น
และสิ่งที่เกิดกับคนอื่น
ก็อาจเกิดกับเราได้เช่นกัน
เมื่อเรามองไปยังทะเลเห็นแผ่นดินอื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าแผ่นดินที่เราอยู่
ก็คงมีทะเลล้อมรอบเหมือนกัน
เมื่อเรามองไปในอวกาศเห็นดาวดวงอื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าโลกที่เราอยู่
ก็คงเป็นดวงดาวเหมือนกัน
เมื่อเรามองไปยังกาแล็กซี่อื่น
เราก็อาจคิดได้ว่าโลกของเรา
ก็คงเป็นเพียงฝุ่นในจักรวาลเหมือนกัน
และแกแลคซี่อื่นก็อาจมีคนอื่นอยู่เช่นกัน
ดวงดาวทั้งหลายมีสัณฐานค่อนไปทางกลม
และยังโคจรเป็นวงอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางความว่างที่เวิ้งว้าง
พอมองไปยังส่วนที่เล็กที่สุด
ในอะตอมก็มีอิเล็กตรอนโคจรอย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางความว่างที่เวิ้งว้างเช่นกัน
ทุกสรรพสิ่งนั้นสัมพันธ์กัน
ทั้งนอกทั้งใน ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งใกล้และไกล
เรามองตัวเองก็สามารถเข้าใจผู้อื่น
เรามองผู้อื่นก็สามารถเข้าใจตัวเอง
และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม
เมื่อเรานำใจกลับมาพิจารณาอยู่กับตัวเอง
ปล่อยสติล่องลึกลงไปภายในจิตใจ
เราจึงสามารถเข้าใจโลกและเข้าใจจักรวาล
รวมทั้งสามารถเห็นโลกและเห็นจักรวาลได้ด้วย
เพราะโครงสร้างภายในใจของเรา
ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่เราเห็นภายนอกนี่แหละ
มีจักรวาลของใจหมุนเวียนอยู่เป็นระบบ
เวิ้งว้างไว้ขอบเขต กว้างสุดลูกหูลูกตา
ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นมาอย่างสัมพันธ์กัน
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ยิ่งเรารู้จักผู้อื่นเราก็ยิ่งรู้จักตนเอง
ยิ่งเรารู้จักตนเองเราก็ยิ่งรู้จักผู้อื่น
เพราะทุกอย่างมันมาจากจุดเดียวกัน
เพียงแต่จุดกำเนิดมันไม่ได้อยู่ห่างออกไป
แต่อยู่ภายในใจที่ลึกที่สุดต่างหาก
เหมือนแสงที่ออกจากแหล่งกำเนิด
และกระจายไปทั่วทุกที่
แต่ที่น่าแปลกคือ
แม้ต่างคนต่างส่องเข้าไปในใจตนเอง
แต่จุดสุดท้ายที่ทุกคนจะได้พบ
กลับเป็นจุดเดียวกัน
เพราะความสัมพันธ์
ที่แยกกันไม่ออกของสรรพสิ่ง
ที่สัมพันธ์กันโดยไม่สนระยะทาง
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมการภาวนาจึงสำคัญ
เพราะจะทำให้เราสามารถไปถึงจุดนั้นได้
จุดที่เราเข้าใจความจริงของชีวิต
จุดที่เราเข้าใจกำเนิดของจักรวาล
จุดที่ความสัมพันธ์ทุกอย่างมาเชื่อมโยงกัน
และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม
พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้พระองค์จะเพียงนั่งนิ่งๆใต้ต้นโพธิ์เท่านั้น
วันนี้คุณภาวนาแล้วหรือยัง
สวัสดีปีใหม่ครับ