สวัสดีครับผมอาจจะเขียนเล่าประสบการณ์การสมัครทุน MEXT แบบ University recommendation ผมมีความตั้งใจที่จะเขียนบทความนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่กำลังมองหาทุนเรียนต่อในระดับ ป.โท หรือ ป.เอก ในประเทศญี่ปุ่นครับ
ตัวผมเองเรียนจบ ป.ตรี และ ป.โท ด้าน plant science จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ไทย และมีความแน่วแน่ที่จะเรียนต่อ ป.เอก โดยตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า อยากเรียนต่อในต่างประเทศเพื่อต้องการเรียนรู้กระบวนการคิดในการทำวิจัยของชาวต่างชาติ โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นประเทศใดเป็นพิเศษ และผมจะเรียนกับ Professor ที่ทำงานวิจัยในเรื่องที่เราสนใจเท่านั้นและหัวข้อวิจัยต้องเป็นเรื่องที่เรามีความกระหายใคร่รู้จริงๆ คนที่เรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษา (post graduate) จะทราบดีว่าการได้เรียนในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้อิน ไม่ได้สนใจ จะส่งผลกระทบอื่นๆตามมามากมาย
การหาอาจารย์
ผมเริ่มจากการอ่านงานวิจัยในสายงานของตัวเองจำนวนมาก ตามว่าใครเป็นผู้วิจัยงานเหล่านั้น Professor เหล่านั้นสังกัดที่ไหน ประเทศอะไร นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านนั้น Collab งานกับใครบ้าง พูดง่ายๆคือเราจะรู้ว่าใคร ทำอะไร
หรืออีกหนึ่งวิธีคือเข้าไปที่ QS World University Ranking แล้วเลือก QS World University Rankings by Subject จากนั้นเลืกสายงานที่เราต้องการจะเรียนต่อ เช่น Political science, Education, Biological science, Agriculture and Forestry, Medicine etc. โดยระบบจะแสดงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในสายนั้นๆ เราสามารถเลือกคลิกเข้าไปที่ website ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ภาควิชานั้นๆ เพื่อหา Professor ทำแบบนี้ตั้งแต่มหาลัยอันดับ 1 ของโลกลงไป หรือจะ กรองตามทวีป หรือ ประเทศ ที่สนใจก็ได้ครับ เช่น เราชัดเจนว่าอยากเรียนญี่ปุ่นก็กรองเหลือแค่ประเทศญี่ปุ่นครับ
อีกวิธีหนึ่งคือ ได้รับการแนะนำจากอาจารย์ที่ไทย
ใดๆ คือ สำหรับทุน MEXT เมื่อได้ Professor ที่เราสนใจแล้วให้เขียน email ถึง Professor โดยแนบ CV และเขียน cover letter ให้น่าสนใจ จากนั้นส่ง email ไปหา Professor โดยตรง (อาจจะหา email จาก official website ของมหาวิทยาลัย/ lab website/ email ที่ปรากฎใน research paper ในฉบับที่ Professor ท่านนั้นเป็น corresponding author) ก็ได้ครับ ส่วนตัวผมใช้วิธีนี้ครับ
หลังจากส่ง email พร้อมแนบ CV ไปแล้ว ถ้า Professor สนใจเรา เขาจะตอบกลับ email เรากลับมา โดย Prof. ของผมก็จะถามเกี่ยวกับงานวิจัยที่ผมเคยทำ (ค่อนข้างลึกและละเอียด) งานวิจัยที่เราสนใจที่จะทำในอนาคต คิดว่าองค์ความรู้ที่ Prof. มีจะ Support ความอยากรู้อะไรของเราได้บ้าง ทัศนคติในการทำงาน หรือบุคลิกจะเข้ากันหรือเปล่า บลาๆๆๆๆ หลังจากนั้นก็มีการคุยกันอีกหลายต่อหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเน้นการเสนอความคิดและ Discuss กันในเรื่องงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การเขียน Research plan สำหรับปริญญาเอกในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนของ Research plan นี้เอง จะเป็นส่วนสำคัญในการสมัครทุน MEXT และเป็นส่วนสำคัญที่มหาวิทยาลัยและทุนจะใช้ในการพิจารณาเราว่าสมควรได้รับทุนหรือไม่
ถ้าเรายังไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ (English proficiency test) เราก็ต้องเตรียมตัวเพื่อสอบภาษาไปด้วย สำหรับทุน MEXT แบบ University recommendation เราต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษในระดับ B2 (TOEFL, IELTS, TOEIC, หรืออื่นๆตามที่ทุนกำหนด) ซึ่งการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆดีที่สุด สำหรับผมความสามารถในด้านภาษาของผมมีต่ำมากทำให้ผมต้องสอบภาษามากถึง 14 รอบ กว่าจะผ่านเกณฑ์การสมัครทุน ดังนั้นการมีคะแนนภาษาอังกฤษติดตัวไว้ดีที่สุดครับ เตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ
การสมัครทุน (December)
หลังจากที่เรากับ Prof. ติดต่อกัน และเตรียมตัวกันมา 6-7 เดือน เวลาของการสมัครก็มาถึงซึ่งเป็นช่วงเดือนธันวาคม โดยต้องเตรียมเอกสารนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างเอกสารของมหาวิทยาลัยที่ผมสมัคร ดังนี้
1.Application Form (both side printing) Photograph (size: 4.5×3.5cm, taken within the last six months. Name and nationality should be printed on the back, and the photograph should be pasted on the appointed place on the application form. Electronic data is acceptable.
2.Field of Study and Study Program (attachment)
3.Applicant’s passport copy (family register, birth certificate, or certificate of citizenship are acceptable)
4.Transcript (to be issued by a university authority)
5.Certificates of graduation or expected graduation and degree
6.Transcript showing that the applicant is of the best students in the university (by grade point average (GPA), ABC grading method, or actual grade rank (among total students), etc.) #ในส่วนนี้ถ้าระบบมหาวิทยาลัยของเราไม่มีก็ไม่ต้องใช้ครับ มหาวิทยาลัยของผมที่ไทยก็ไม่มีเอกสารนี้ครับ
7.Letter of recommendation from someone over the level Dean of the graduate school of the university attended (the letter should be directed to the President of Hiroshima University) #เอกสารฉบับนี้ต้องดูดีๆนะครับ บางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าต้องเป็นเอกสารที่ออกให้โดยคณบดีหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าเท่านั้น แต่บางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าอาจารย์ที่มีตำแหน่งศาสตร์ตราจารย์ (professor) ใน field ที่เราทำวิจัย
8.Summary paper of graduate, master’s, and doctoral thesis
9.Dossier that objectively represents language proficiency and capacity (i.e. result(s) of TOEFL, TOEIC, Japanese Language Proficiency Test (JLPT))
10.Pledge to Hiroshima University President
โดย Prof. จะเป็นคนแจ้งข่าวและรายละเอียดกับเราเมื่อมหาวิทยาลัยประกาศรับสมัครทุนในปีนั้นๆ แต่ Prof. ให้เตรียมตัวก่อนมีประกาศหลายเดือน เอกสารที่สมัครของปีนั้นกับปีก่อนเหมือนกันเกือบ 100% และเอกสารบางอย่างใช้เวลาในการเตรียมค่อนข้างนานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Field of Study and Study Program ซึ่งต้องเขียนให้กระชับและน่าสนใจ (2-3 หน้า) ซึ่งการเตรียมตัวก่อนเป็นเรื่องที่ดีมากๆทำให้เอกสารของเราพร้อมที่จะ submit โดยเอกสารมีทั้งฉบับที่ submit แบบ online เป็น PDF และเอกสารฉบับจริงโดยเราต้องส่งเอกสารฉบับจริงไปที่ office ของมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ดังนั้นในขั้นตอนนี้เราต้องเผื่อเวลา อย่างน้อย 7-10 วัน
การสัมภาษณ์ (January)
หลังจาก Submit เอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสัมภาษณ์ เราสามารถเตรียมตัวได้เลยซึ่งถ้ารอมหาวิทยาลัยประกาศวันและเวลาสัมภาษณ์จะค่อนข้างกระชั้นชิดมากๆ สำหรับมหาวิทยาลัยที่ผมสมัครจะมีกำหนดสัมภาษณ์หลังจากวัน Deadline ของการสมัครประมาณ 40 วัน
เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อย Prof. ของผมก็ assign ให้ผมเตรียม PowerPoint (ญี่ปุ่นนิยมใช้ Microsoft PowerPoint) โดย presentation ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Thesis สมัยเรียน ป.โท และ Research plan สำหรับ ป.เอก ซึ่งต้องเตรียมแบบกระชับมากๆ สำหรับการสัมภาษณ์เรามีเวลา Present (ทั้ง 2 ส่วนรวมกัน) 10 นาที ถามตอบอีก 10 นาที (รวมเป็น 20 นาที) และ extend ได้อีกไม่เกิน 10 นาที สำหรับการสัมภาษณ์
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ผมคิดว่าซีเรียสที่สุด Prof. ของผมนัด online meeting กับผม เพื่อเตรียมตัว present แก้ slide แก้ content ก่อนวันสัมภาษณ์จริง 7 ครั้ง แต่ส่วนนี้แล้วแต่อาจารย์นะครับ อาจเป็นเพราะว่าผมอ่อนภาษาอังกฤษ อาจารย์เลยอยากช่วยให้ไม่ประหม่าในวันจริง
ประกาศผล (Late February)
หลังจากสัมภาษณ์ที่จบแบบ งงๆ เราก็ได้แต่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ประมาณ 45-60 วัน ก็ได้รับ email จากทางมหาวิทยาลัยว่าผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะและหมาวิทยาลัยนั้น และขั้นต่อไป คือ มหาวิทยาลัยจะเสนอชื่อเราไปที่กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นเพื่อรอ approve
ประกาศผลรอบสุดท้าย (Early July)
หนังจากนั้นประมาณ 5-6 เดือน ก็ทำได้แค่รอ รอ รอ ซึ่งว่ากันว่าส่วนใหญ่ถ้าผ่านรอบมหาวิทยาลัยก็จะผ่านรอบนี้ถ้าไม่มีความผิดพลาดใดๆ แต่ผมก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อนั่นแหละครับ อะไรที่ไม่ 100% ก็ไม่สามารถวางใจได้
ช่วงนี้ก็และแต่วัฒธรรมของแต่ละแลปครับ อย่างแลปผมก็จะมี Lab meeting กันทุกเดือน ซึ่งอาจารยืก็จะชวนผมเข้าร่วมด้วยครับ
ในที่สุดก็ได้รับ email จากมหาวิทยาลัยแจ้งผลว่าได้รับทุน และได้รับ Approval letter แนบมาด้วย
เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนความครับ
----------///----------
หลังจากนั้นก็ Follow ตาม Protocol ต่างๆที่มหาวิยาลัยวางไว้ เช่น การทำ VISA, การจองหอพัก, แจ้งวัน/เวลา ที่สะดวกบิน และก็บินมาเรียนช่วงปลายเดือนกันยายน เริ่มเรียนต้นเดือนตุลาคม ครับ
[SR] ประสบการณ์การสมัครเรียนต่อ ป.เอก ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT scholarship) แบบ University recommendation
ตัวผมเองเรียนจบ ป.ตรี และ ป.โท ด้าน plant science จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ไทย และมีความแน่วแน่ที่จะเรียนต่อ ป.เอก โดยตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า อยากเรียนต่อในต่างประเทศเพื่อต้องการเรียนรู้กระบวนการคิดในการทำวิจัยของชาวต่างชาติ โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นประเทศใดเป็นพิเศษ และผมจะเรียนกับ Professor ที่ทำงานวิจัยในเรื่องที่เราสนใจเท่านั้นและหัวข้อวิจัยต้องเป็นเรื่องที่เรามีความกระหายใคร่รู้จริงๆ คนที่เรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษา (post graduate) จะทราบดีว่าการได้เรียนในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้อิน ไม่ได้สนใจ จะส่งผลกระทบอื่นๆตามมามากมาย
การหาอาจารย์
ผมเริ่มจากการอ่านงานวิจัยในสายงานของตัวเองจำนวนมาก ตามว่าใครเป็นผู้วิจัยงานเหล่านั้น Professor เหล่านั้นสังกัดที่ไหน ประเทศอะไร นักวิจัยหรืออาจารย์ท่านนั้น Collab งานกับใครบ้าง พูดง่ายๆคือเราจะรู้ว่าใคร ทำอะไร
หรืออีกหนึ่งวิธีคือเข้าไปที่ QS World University Ranking แล้วเลือก QS World University Rankings by Subject จากนั้นเลืกสายงานที่เราต้องการจะเรียนต่อ เช่น Political science, Education, Biological science, Agriculture and Forestry, Medicine etc. โดยระบบจะแสดงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในสายนั้นๆ เราสามารถเลือกคลิกเข้าไปที่ website ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ภาควิชานั้นๆ เพื่อหา Professor ทำแบบนี้ตั้งแต่มหาลัยอันดับ 1 ของโลกลงไป หรือจะ กรองตามทวีป หรือ ประเทศ ที่สนใจก็ได้ครับ เช่น เราชัดเจนว่าอยากเรียนญี่ปุ่นก็กรองเหลือแค่ประเทศญี่ปุ่นครับ
อีกวิธีหนึ่งคือ ได้รับการแนะนำจากอาจารย์ที่ไทย
ใดๆ คือ สำหรับทุน MEXT เมื่อได้ Professor ที่เราสนใจแล้วให้เขียน email ถึง Professor โดยแนบ CV และเขียน cover letter ให้น่าสนใจ จากนั้นส่ง email ไปหา Professor โดยตรง (อาจจะหา email จาก official website ของมหาวิทยาลัย/ lab website/ email ที่ปรากฎใน research paper ในฉบับที่ Professor ท่านนั้นเป็น corresponding author) ก็ได้ครับ ส่วนตัวผมใช้วิธีนี้ครับ
หลังจากส่ง email พร้อมแนบ CV ไปแล้ว ถ้า Professor สนใจเรา เขาจะตอบกลับ email เรากลับมา โดย Prof. ของผมก็จะถามเกี่ยวกับงานวิจัยที่ผมเคยทำ (ค่อนข้างลึกและละเอียด) งานวิจัยที่เราสนใจที่จะทำในอนาคต คิดว่าองค์ความรู้ที่ Prof. มีจะ Support ความอยากรู้อะไรของเราได้บ้าง ทัศนคติในการทำงาน หรือบุคลิกจะเข้ากันหรือเปล่า บลาๆๆๆๆ หลังจากนั้นก็มีการคุยกันอีกหลายต่อหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเน้นการเสนอความคิดและ Discuss กันในเรื่องงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การเขียน Research plan สำหรับปริญญาเอกในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนของ Research plan นี้เอง จะเป็นส่วนสำคัญในการสมัครทุน MEXT และเป็นส่วนสำคัญที่มหาวิทยาลัยและทุนจะใช้ในการพิจารณาเราว่าสมควรได้รับทุนหรือไม่
ถ้าเรายังไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษ (English proficiency test) เราก็ต้องเตรียมตัวเพื่อสอบภาษาไปด้วย สำหรับทุน MEXT แบบ University recommendation เราต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษในระดับ B2 (TOEFL, IELTS, TOEIC, หรืออื่นๆตามที่ทุนกำหนด) ซึ่งการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆดีที่สุด สำหรับผมความสามารถในด้านภาษาของผมมีต่ำมากทำให้ผมต้องสอบภาษามากถึง 14 รอบ กว่าจะผ่านเกณฑ์การสมัครทุน ดังนั้นการมีคะแนนภาษาอังกฤษติดตัวไว้ดีที่สุดครับ เตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ
การสมัครทุน (December)
หลังจากที่เรากับ Prof. ติดต่อกัน และเตรียมตัวกันมา 6-7 เดือน เวลาของการสมัครก็มาถึงซึ่งเป็นช่วงเดือนธันวาคม โดยต้องเตรียมเอกสารนั้น ผมจะขอยกตัวอย่างเอกสารของมหาวิทยาลัยที่ผมสมัคร ดังนี้
1.Application Form (both side printing) Photograph (size: 4.5×3.5cm, taken within the last six months. Name and nationality should be printed on the back, and the photograph should be pasted on the appointed place on the application form. Electronic data is acceptable.
2.Field of Study and Study Program (attachment)
3.Applicant’s passport copy (family register, birth certificate, or certificate of citizenship are acceptable)
4.Transcript (to be issued by a university authority)
5.Certificates of graduation or expected graduation and degree
6.Transcript showing that the applicant is of the best students in the university (by grade point average (GPA), ABC grading method, or actual grade rank (among total students), etc.) #ในส่วนนี้ถ้าระบบมหาวิทยาลัยของเราไม่มีก็ไม่ต้องใช้ครับ มหาวิทยาลัยของผมที่ไทยก็ไม่มีเอกสารนี้ครับ
7.Letter of recommendation from someone over the level Dean of the graduate school of the university attended (the letter should be directed to the President of Hiroshima University) #เอกสารฉบับนี้ต้องดูดีๆนะครับ บางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าต้องเป็นเอกสารที่ออกให้โดยคณบดีหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าเท่านั้น แต่บางมหาวิทยาลัยกำหนดว่าอาจารย์ที่มีตำแหน่งศาสตร์ตราจารย์ (professor) ใน field ที่เราทำวิจัย
8.Summary paper of graduate, master’s, and doctoral thesis
9.Dossier that objectively represents language proficiency and capacity (i.e. result(s) of TOEFL, TOEIC, Japanese Language Proficiency Test (JLPT))
10.Pledge to Hiroshima University President
โดย Prof. จะเป็นคนแจ้งข่าวและรายละเอียดกับเราเมื่อมหาวิทยาลัยประกาศรับสมัครทุนในปีนั้นๆ แต่ Prof. ให้เตรียมตัวก่อนมีประกาศหลายเดือน เอกสารที่สมัครของปีนั้นกับปีก่อนเหมือนกันเกือบ 100% และเอกสารบางอย่างใช้เวลาในการเตรียมค่อนข้างนานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Field of Study and Study Program ซึ่งต้องเขียนให้กระชับและน่าสนใจ (2-3 หน้า) ซึ่งการเตรียมตัวก่อนเป็นเรื่องที่ดีมากๆทำให้เอกสารของเราพร้อมที่จะ submit โดยเอกสารมีทั้งฉบับที่ submit แบบ online เป็น PDF และเอกสารฉบับจริงโดยเราต้องส่งเอกสารฉบับจริงไปที่ office ของมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ดังนั้นในขั้นตอนนี้เราต้องเผื่อเวลา อย่างน้อย 7-10 วัน
การสัมภาษณ์ (January)
หลังจาก Submit เอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสัมภาษณ์ เราสามารถเตรียมตัวได้เลยซึ่งถ้ารอมหาวิทยาลัยประกาศวันและเวลาสัมภาษณ์จะค่อนข้างกระชั้นชิดมากๆ สำหรับมหาวิทยาลัยที่ผมสมัครจะมีกำหนดสัมภาษณ์หลังจากวัน Deadline ของการสมัครประมาณ 40 วัน
เมื่อสมัครเสร็จเรียบร้อย Prof. ของผมก็ assign ให้ผมเตรียม PowerPoint (ญี่ปุ่นนิยมใช้ Microsoft PowerPoint) โดย presentation ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Thesis สมัยเรียน ป.โท และ Research plan สำหรับ ป.เอก ซึ่งต้องเตรียมแบบกระชับมากๆ สำหรับการสัมภาษณ์เรามีเวลา Present (ทั้ง 2 ส่วนรวมกัน) 10 นาที ถามตอบอีก 10 นาที (รวมเป็น 20 นาที) และ extend ได้อีกไม่เกิน 10 นาที สำหรับการสัมภาษณ์
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ผมคิดว่าซีเรียสที่สุด Prof. ของผมนัด online meeting กับผม เพื่อเตรียมตัว present แก้ slide แก้ content ก่อนวันสัมภาษณ์จริง 7 ครั้ง แต่ส่วนนี้แล้วแต่อาจารย์นะครับ อาจเป็นเพราะว่าผมอ่อนภาษาอังกฤษ อาจารย์เลยอยากช่วยให้ไม่ประหม่าในวันจริง
ประกาศผล (Late February)
หลังจากสัมภาษณ์ที่จบแบบ งงๆ เราก็ได้แต่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ประมาณ 45-60 วัน ก็ได้รับ email จากทางมหาวิทยาลัยว่าผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในคณะและหมาวิทยาลัยนั้น และขั้นต่อไป คือ มหาวิทยาลัยจะเสนอชื่อเราไปที่กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นเพื่อรอ approve
ประกาศผลรอบสุดท้าย (Early July)
หนังจากนั้นประมาณ 5-6 เดือน ก็ทำได้แค่รอ รอ รอ ซึ่งว่ากันว่าส่วนใหญ่ถ้าผ่านรอบมหาวิทยาลัยก็จะผ่านรอบนี้ถ้าไม่มีความผิดพลาดใดๆ แต่ผมก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อนั่นแหละครับ อะไรที่ไม่ 100% ก็ไม่สามารถวางใจได้
ช่วงนี้ก็และแต่วัฒธรรมของแต่ละแลปครับ อย่างแลปผมก็จะมี Lab meeting กันทุกเดือน ซึ่งอาจารยืก็จะชวนผมเข้าร่วมด้วยครับ
ในที่สุดก็ได้รับ email จากมหาวิทยาลัยแจ้งผลว่าได้รับทุน และได้รับ Approval letter แนบมาด้วย
เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนความครับ
----------///----------
หลังจากนั้นก็ Follow ตาม Protocol ต่างๆที่มหาวิยาลัยวางไว้ เช่น การทำ VISA, การจองหอพัก, แจ้งวัน/เวลา ที่สะดวกบิน และก็บินมาเรียนช่วงปลายเดือนกันยายน เริ่มเรียนต้นเดือนตุลาคม ครับ
SR - Sponsored Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ SR โดยที่เจ้าของกระทู้