ต้องขอเล่าก่อนว่าตอนผมอายุ 13 ครับครอบครัวผมทะเลาะกัน เเม่เเละพ่อให้ผมเลือกว่าจะเลือกอยู่กับใคร ผมก็เลือกพ่อด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อมีทรัพย์สินน้อยกว่า น่าเห็นใจกว่าเเละมีโอกาสมากกว่าที่จะทำให้ทั้งคู่กลับมาคืนดีกันได้ เเต่นั้นน่าจะเป็นความคิดที่บื่อที่สุดเพราะชีวิตผมหลังจากนั้นก็พังลงอย่างมาก การศึกษาที่ขาดหาย การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่ขาดหาย เเละไหนจะต้องทำงานหนักเกินกว่าเด็ก 13 จะทำได้ ถึงจุดนึงชีวิตผมก็ไม่สามารถใช้ได้เเบบคนทั่วไปอีกเเล้ว ผมต้องเก็บตัวในห้องทั้งวัน ไม่พบปะผู้คน ชีวิตผมมีเเค่ทำงาน กิน นอน ทำงาน กิน นอน ซึ่งก็น่าดีใจส่วนนึงเพราะผมทำให้พ่อกับเเม่คืนดีกันสำเร็จ เเต่ต้องเเลกกับการที่ผมจะต้องทำงานกับพ่อเเบบนี้ต่อไปเเบบนี้เรื่อยๆ จนถึงจุดนึงสภาพจิตใจเเละร่างกายผมเริ่มย่ำเเย่ เเละเเย่ลงๆ เรื่อยๆ จนผมอายุ 15 มั้งครับ ผมเริ่มที่จะตระหนักคิดได้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอจะทำงานนี้ไปได้ทั้งชีวิต จึงเริ่มคิดถึงอนาคตตัวเองมากขึ้น ด้วยการปรึกษาเเม่เเละให้เหตุผลว่าผมอยากกลับไปเรียนต่อ เเต่มันยากเเล้วครับตอนนี้ เพราะด้วยความสามารถในการทำงานที่ต่ำของผมทำให้หนี้ที่สร้างมาเพื่อให้ผมทำงานกับพ่อได้มันมากขึ้นๆ เเละมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระหว่างนั้นผมก็พยามหาลู่ทางในการทำเงินอยู่ตลอด เเละมีความคิดที่ว่าหากผมในตอนนี้ไม่มีความสามารถมากพอจะทำให้มันเกิดขึ้นงั้นก็เก็บเงินไว้ เก็บความรู้ไว้ ในตอนที่ผมมีความสามารถมากกว่านี้ ความเก่งกาจมากกว่านี้ ผมเชื่อว่าผมจะทำได้อย่างเเน่นอน จนผมอายุ 16 นั้นเป็นครั้งเเรกที่ผมได้พบเจอกับผู้คน หลังจากที่ผมเเทบไม่ได้คุยกับมนุษย์ในวัยเดียวกันเลยตลอด 3 ปีที่ผ่าน ซึ่งมันก็ทำให้ผมมีความสุขมากในช่วงนึงเเละเริ่มที่จะทำให้ผมเห็นโลกได้มากขึ้น จากเหล่าเพื่อนๆออนไลน์ของผม คือมันมีความสุขมากๆที่ได้เห็นคนอื่นใช้ชีวิตในเเบบที่เราไม่สามารถใช้ได้ จนกระทั่งทุกคนเริ่มหายไปด้วยเหตุผลบางอย่าง ในตอนที่ผมอายุ 17 ครับผมสิ้นหวังกับชีวิตมากๆเเล้ว ชีวิตผมไม่มีอะไรเลย เพื่อน เงิน ความสุข หรือเเม้กระทั่งชีวิตที่เป็นของตัวเองจริงๆ ผมนั่งอยู่บนภูเขากับสมุดเล่มนึงผมอยากจะเขียนทุกๆอย่างที่ผมเจอมา เเต่คำถามเดียวที่อยู่ในหัวผมคือใครมันจะมาสนใจชีวิตเรามากขนาดนั้นบวกกับความกลัวที่ว่า ผมกลัวว่าผมจะเสียโอกาสสำคัญไปเพราะผมก็ได้เกิดมาเเล้วเเต่กลับไม่ได้ใช้ชีวิตอะไรเลย ผมคิดกับตัวเองซ้ำๆว่าถึงเเม้ข้าวที่ผมกำลังกินมันจะไม่อร่อยเเต่เราก็ได้กินนะ ด้วยเหตุผลนั้นเอง ผมก็เลยเขียนทุกๆอย่างที่ผมอยากทำ คืออยากทำอะไรก็เขียนจดๆลงไป เเล้วบอกกับตัวเองว่าถ้าเราทำทุกอย่างครบถ้วนเเล้วก็ค่อยไปจะได้ไม่รู้สึกเสียดาย ผมกลายเป็นคนมีความกล้าในเเบบที่คุณไม่มีทางคิดถึงได้อย่างเเน่นอน สิ่งที่ทำคือผมตัดสินใจที่จะบอกพ่อเเม่ว่าผมไม่ทำงานละ ผมจะไปเรียน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่จะทิ้งปล่อยไปเลย เเละผมก็ได้เริ่มเรียน กศน ในวัย 18 โดยที่ผมไม่สนใจครอบครัวเลย ผมกลายเป็นคนเห็นเเก่ตัวมาก เเต่ผมก็ต้องมาพบเจอปัญหาที่ว่าเงินมันคือทุกๆอย่างในชีวิต ผมพยามที่ทำงานหลายอย่างที่ผมเคยหาลู่ทางไว้ตอน 15 เเต่ใช่ครับผมเเทบไม่มีเงินมากพอจะกินข้าว โรงเรียนสำหรับผมตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นที่ ที่ทำให้ผมมีข้าวมากกว่าให้การศึกษาเเล้วครับ ผมพยามที่จะหางานทำเเบบคนปกติเขาหากันเเต่สิ่งที่เกิดคือความเเพนิคหนักมากครับ คือผมไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่ามันรู้สึกยังไง เเต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเจอผู้คนครับ ใจผมจะเต้นเเรง ตัวจะสั่น เหงือเเตก พูดไม่ออก ทำให้ผมไม่สามารเริ่มหางานได้เลย เพราะเเค่คุยกับมนุษย์ก็ยากเเล้ว เเต่ไม่รู้ทำอีท่าไหนครับผมเจองานออนไลน์ครับ เเละสามารถทำเงินให้ผมได้เดือนละ 3,000 บาท ซึ่งมันอาจจะไม่สูงเเต่มันก็สูงพอจะทำให้ผมมีข้าวกิน ผมมีความสุขมากๆเพราะมันเป็นครั้งเเรกในชึวิตที่ผมมีเงินมากพอจะซื้ออะไรกินได้ตกวันละ 100 บาท นั้นเองก็เริ่มทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่เขียนไว้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น จนผมอายุ 19 ผมไม่ได้เรียน กศน เเล้ว ด้วยความคิดที่ว่าผมคงจะเรียนไม่ทันเเล้ว เเละเรียนไปก็คงไม่ช่วยอะไรผมเเล้ว ตอนนี้เน้นหาเงินก่อนดีกว่า ผมทำเเต่งาน ทำงานหนักมากจนผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าช่วงอายุ 19 มันมีในชึวิตผมด้วยหรอ เเละมันก็ส่งผลเพราะตอนผมอายุ 20 ผมมีเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ถึงจุดนี้ผมไม่อยากจากไปเเล้วครับ จนถึงวันที่เพื่อนๆสมัยเรียนประถมผมนัดไปรวมตัวกันซึ่งผมก็ได้คุยกับเพื่อนสนิทวัยเด็กผม ที่ตอนนี้ชีวิตเขาดูเเย่มาก เขาเสพยาหนักมาก ชีวิตดูไม่มีอะไรเลย ผมก็พยามที่หารือกันว่าเราทำอันนั้นไหม อันนี้ไหม "ด้วยกัน" เพราะตอนนั้นผมมีเป้าหมายที่จะหาเงิน 1 ล้านให้ได้ใน 1 ปีเลยคิดว่าคงง่ายขึ้นถ้ามีเพื่อน เเต่เหมือนเขาจะคิดว่าผมหวังร้าย หาประโยชน์จากตัวเขา หรือดูถูกเเละตอกผมกลับด้วยคำถามที่ว่าถึงชีวิตเขาจะเป็นเเบบนี้เขาก็มีความสุขนะเอ็งอ่ะมีความสุขไหม มันคำถามที่ทำให้ชีวิตผมกลับไปจมอีกรอบ เพราะนั้นเป็นอย่างเดียวที่ผมไม่เคยมองหามากขนาดนั้นเลย เพราะช่วงเเรกที่เริ่ม ผมคิดเเค่ว่าถ้ามีเงินก็จะมีความสุข เเต่ผมมีเงินเเล้วเเต่กลับไม่มีความสุข ผมทำอะไรหลายอย่างมากครับซื้อรถ ของเล่น เกม ทำอะไรทุกอย่างที่ผมเคยอยากทำเเต่ไม่ได้ทำ ไม่ว่าจะทำอะไรผมก็ดูไม่มีชีวิตชีวาอีกเเล้ว มันไม่เชิงไม่มีความสุขเเต่มันว่างเปล่า ครั้งสุดท้ายที่ทำให้ผมเริ่มจะเขียนเรื่องนี้คือตอนที่ผมมีเเฟน เขาน่ารักมาก เขาจีบผมเเละบอกให้ผมไปหาเขา ผมไม่อยากไปเท่าไหร่เพราะทั้งชีวิตผมก็อยู่เเต่บ้าน เเต่ด้วยความอยากจะลองกล้าบ้างผมก็เลยตัดสินใจไปกรุงเทพเลย ในทันทีโดยไม่คิดอะไรเลย เเต่ทันทีที่เจอครับ ผมก็โดนทิ้งในทันที มันเป็นความรู้สึกที่โง่มากๆครับ โดยเหตุผลที่เขาให้คือผมดูปัญญาอ่อน ทำตัวเหมือนเด็ก 13 เเละเเปลกเกินกว่าที่เขาจะรับไหว ตอนนี้ผมโดนทิ้งที่กรุงเทพ ผมก็เลยเดินตามคนที่เก็บขวดขายทั้งคืนเพราะผมไม่รู้จะไปนอนไหน สั่งอาหารมากินด้วยกัน เเละผมก็พยามที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง อย่างการไปกินอะไรอร่อยๆไปเล่นเครื่องเล่นสนุกๆ เเต่ชีวิตผมก็ดูไม่มีชีวิตชีวาเลย มันยังคงดูเเบบว่างเปล่า ไร้อารมณ์ไร้ความรู้สึก ผมก็เลยสงสัยว่าที่ผมเป็นนี่ปกติไหม เเล้วชีวิตเเบบทั่วไปควรจะเป็นยังไงหรอครับ
ชีวิตเเบบคนทั่วไปควรเป็นยังไงหรอครับ