JJNY : “โรม”ปลุกเลือกของใหม่│ทนายแจม เจอระบายสีฟัน│ส.ภัตตาคาร ชี้ใช้จ่ายปีใหม่วูบ│ไทยตอนบนเย็นลง ใต้ฝนตกหนักบางพื้นที่

“โรม” ชี้ภาคใต้คืออีกความหวังของ ปชน. ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า
.

.
“โรม” ชี้ภาคใต้คือความหวังพรรคประชาชน ปลุกเลือกของใหม่ อย่ากลับสู่การเมืองเน่า โต้ข่าวใส่ร้ายพรรคประชาชน ยันไม่ด้อยค่าทหาร-ไม่แก้ 112
.
วันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภกร สุวรรณหมัด หรือ ทนายเก่ง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 1 พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับแนะนำตัวผู้สมัครตั้งแต่เช้า โดยมีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ชื่นชอบเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจตัวผู้สมัคร ก่อนขึ้นรถหาเสียงวนรอบหอนาฬิกาตรัง ปราศรัยบนรถแนะนำตัวผู้สมัครในเขตเทศบาลนครตรัง
.
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คะแนนเสียงในภาคใต้คือความหวัง เพราะภาคใต้ยังสามารถโตได้อีกเยอะในเรื่องของการเลือกตั้ง และมองว่าจะเป็นจุดสำคัญในการทำให้ส่งให้พวกเราได้ไปเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน ตนรู้มาเสมอว่าการเลือกตั้งในภาคใต้ไม่ง่าย เราเองก็ผ่านการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2566 มีเพียง จ.ภูเก็ต ที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่เช้านี้เท่าที่เดินตลาดกับผู้สมัครเขต 1 การตอบรับดีเกินคาด มีพี่น้องประชาชนมาขอถ่ายรูป มาร่วมพูดคุย เป็นบรรยากาศที่ดีแล้วก็อบอุ่น ถือว่าดีเกินคาดมาก จริงๆ ตนเดินสายตั้งแต่ จ.พังงา จ.กระบี่ วันนี้มาที่ จ.ตรัง พรุ่งนี้ (4 มกราคม 2569) จะไปที่ จ.สตูล
.
ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลคะแนนเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์สมัยเป็นพรรคก้าวไกล มีคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 จาก 4 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความคาดหวังแค่ไหน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า โจทย์ในครั้งนี้จากฐานคะแนนเดิม สส.เขต 1 อยู่ที่ประมาณ 17,000 เสียง ในส่วนที่ 2 โจทย์ที่เราจะต้องทำให้ได้คือ จะทำอย่างไรให้คะแนนบัญชีรายชื่อมาเลือก สส.เขต ด้วย ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งถึงแม้จะมีบัตร 2 ใบ เรามักจะจำคำพูดว่าเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ อะไรทำนองนี้ ประเด็นคือในความเป็นจริงมันแยกกันไม่ได้ เพราะจะ สส.เขตก็ดี สส.บัญชีรายชื่อก็ดี ตอนที่จะต้องไปจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องมีบทบาทเท่ากัน
.
ดังนั้นต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า การเลือกตั้งถ้าอยากให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลต้องเลือกทั้ง สส.เขต และเลือกพรรคประชาชนเข้าไป เพื่อที่เราจะได้มี สส.มากที่สุด และจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือให้ดีไม่ต้องมีพรรคร่วมเลย เป็นพรรคเดี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโจทย์ที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือคะแนนนิวโหวตเตอร์ที่จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ทางพรรคก็ตั้งความหวังกับคะแนนเสียงเหล่านี้มากในการที่จะมาช่วยกันเลือกพรรคประชาชน
.
“การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำหรับคนไทย สำหรับประเทศไทยมากพอหรือยัง ลองไปดูอย่างพี่น้องภาคใต้ ผมคิดว่าถ้าพูดถึงหนึ่งในความท้าทายของสังคมไทยคือเรื่องภัยพิบัติ ดูการบริหารน้ำท่วมที่หาดใหญ่ พอใจไหม ถ้าพอใจจะเลือกแบบเดิมผมไม่ว่ากัน เคารพในการตัดสินใจ แต่ถ้าคิดว่ามันต้องดีกว่าเดิมนะครับ วันนี้เราต้องเลือกของใหม่ เช่นเดียวกับปัญหาการคอร์รัปชันก็ยังเป็นปัญหาหลัก อย่างเช่น องค์กรตำรวจมีทุกเรื่อง มีแทบเรียกว่าเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน มีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับองค์กรตำรวจเสมอ ตำรวจอยู่ภายใต้ใคร อยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี
.
ดังนั้นเนี่ย ผมคิดว่าถ้าอยากจะออกจากความเน่าเฟะของสังคม เราไม่ควรจะกลับไปแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าเกิดพี่น้องรู้แล้วว่าการเมืองมันเน่า กับอันที่ 2 มันมีของใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง คำถามประชาชนต้องเลือกก็คืออยากจะอยู่กับความเน่าแบบเดิมหรือจะไปสู่การสร้างสังคมใหม่ สร้างโลกใบใหม่ที่พรรคประชาชนพยายามทำ แต่ว่าถ้าเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยน ประเทศมันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไง ประเทศมันจะดีขึ้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากจะชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนก็คือการเมืองแบบใหม่”
.
ส่วนกรณีกระแสข่าวที่หลายฝ่ายโจมตีในวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและความเป็นทหารนั้น รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตอบว่า ตนเห็นสัญญาณว่ามีความพยายามในการใส่ร้ายพรรคประชาชนมาโดยตลอด ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา เช่น พยายามบอกว่าเรามีจุดประสงค์ที่ไม่ดีต่อสถาบันของชาติ มีความพยายามบอกว่าเราด้อยค่าทหาร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำไมต้องมาเฉพาะเลือกตั้ง ในวันนี้เราไม่ได้มีการเสนอในเรื่องของการแก้มาตรา 112 ไม่ได้เป็นนโยบายพรรคเลย เรื่องด้อยค่าทหารถ้าไปดูนโยบายของพรรคประชาชนคือการเพิ่มขีดความสามารถให้กับกองทัพ ดังนั้น วิธีคิดของเราคือพยายามจะคิดไปถึงว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะทำอย่างไรให้การบริหารประเทศชาติมันออกมาดีที่สุด
.
แต่เพราะว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ตอนนี้กระแสนิยมมากเป็นอันดับหนึ่งเลยถูกโจมตี ถ้าเป็นการโจมตีเรื่องของนโยบายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินว่าแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มเอาข่าวเท็จ พยายามมาใส่ร้ายป้ายสี ทางพรรคก็ต้องชี้แจง ต้องอธิบายต่อสังคมให้เข้าใจ จุดแข็งที่สุดของพรรคประชาชนคือการที่ต่อสู้กับทุนสีเทา การที่คุณทำลายพรรคการเมืองที่ต้องการต่อสู้กับทุนสีเทา ใครได้ประโยชน์ในทางกลับกัน ใส่ร้ายมากเท่าไหร่เหมือนเป็นการเอาถ่านไปเพิ่มในกองไฟทำให้มีพลังในการทำงานที่มากขึ้น
.
ส่วนกรณีปัญหานี้ ส่วนแรกคือส่วนไหนที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้ข่าวเท็จไปไกล ส่วนที่ 2 เราไม่อยากจะมาเสียเวลากับการต้องชี้แจงข่าวเท็จอย่างเดียว อะไรที่ต้องไปข้างหน้าอย่างตอนนี้จะมีการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนออกมาเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นที่กระทรวงยุติธรรม ต่อไปก็จะเห็นมืออาชีพเข้ามามีบทบาทของการทำงาน ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นเสียเวลากับการดิสเครดิตพรรคประชาชน แต่เราเนี่ยไปต่อไม่รอแล้วนะ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะพยายามทำให้สังคมเห็น”
.

.
ทนายแจม เจอระบายสีฟัน ป้ายหาเสียง เจ้าตัวบอก หน้าส้มแล้ว ฟันยังหลออีก ขำๆ ไม่ชีเรียส
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5535159
.
ทนายแจม เจอระบายสีฟัน ป้ายหาเสียง เจ้าตัวบอก หน้าส้มแล้ว ฟันยังหลออีก ขำๆ ไม่ชีเรียส สงสัยหมอฟันต้องเข้า
.
เมื่อวันที่ 5 มกราคม  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ  ทนายแจม ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน  ได้โพสต์ภาพป้ายหาเสียงข้อตนเองผ่านเพจ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/sasinanjam ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ – ทนายแจม – Sasinan Thamnithinan  ที่ถูกระบายสีฟันดำบริเวณฟัน ทำให้คล้ายกับฟันหลอ พร้อมกับระบุข้อความว่า  นอกจากหน้าจะส้มแล้ว ฟันยังหลออีกค่ะ สงสัยหมอฟันต้องเข้าแล้วค่าาาา
ไหนๆก็ไหนๆ ขอไอเดียซ่อมป้ายหน่อยค่ะ 555  ปล.ขำๆนะคะ แจมไม่ซีเรียสค่ะ จะมาเติมเพิ่มก็ไม่ถือ และยังระบุว่า ใครผ่านไปแถวนั้น selfie มาอวดกันบ้างนะค้าาาาา
.
ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าว และแนวคิดไอเดีย จำนวนมาก  อาทิเช่น
.
https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/01/unnamed-file-1-650x420.jpg
https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/01/3-25.jpg
https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2026/01/6-10.jpg
.
https://www.facebook.com/sasinanjam/posts/pfbid028bheL5pwANqL7qZ8ddb1GnDSz7nw4HvdUKMgBfshh97ieTatptsWgtGqb6y8gyaDl
.

.
ส.ภัตตาคาร ชี้ใช้จ่ายปีใหม่วูบ อาหารราคาแพง-ร้านเล็กปิด
https://www.matichon.co.th/economy/news_5535086
.
ส.ภัตตาคาร ชี้ใช้จ่ายปีใหม่วูบ อาหารราคาแพง-ร้านเล็กปิด
.
เมื่อวันที่ 5 มกราคม นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย (TRA) เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดการจับจ่ายของผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ธุรกิจร้านอาหารหดตัวไม่เติบโตตามเป้า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้บริโภคที่ลดลง สะท้อนกำลังซื้ออ่อนแรงจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงด้านรายได้ ตามปกติเทศกาลปีใหม่ ค่าใช้จ่ายต่อหัวควรสูงขึ้น แต่ปีนี้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เดิมมื้อละ 200 บาท ช่วงเทศกาลควรมากกว่า 200 บาท แต่ยอดไม่ถึง บางแห่งเหลือเพียงอาหารจานเดียวไม่ถึง 100-150 บาทต่อมื้อ
.
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า รายได้ร้านอาหารในช่วงปีใหม่ หากเทียบกับความคาดหวังควรเติบโต 100% ทำได้เพียงราว 60-70% โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา รายได้เพิ่มขึ้นมาจากปริมาณลูกค้า ไม่ใช่การใช้จ่ายต่อหัว ขณะเดียวกัน ร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากเลือกปิดร้านช่วงปีใหม่ ส่งผลให้การบริโภคกระจุกตัวอยู่ในร้านขนาดกลางและใหญ่ หรือร้านในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบและราคาขายที่สูงขึ้น ราคาอาหารจานด่วนต่ำกว่า 50 บาท แทบไม่เหลืออยู่ในตลาด ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดเพิ่มมากขึ้น
.
นางฐนิวรรณกล่าวว่า ปัจจัยที่กดดันการใช้จ่ายมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในปี 2569 ความกังวลด้านรายได้ โบนัสลดลง และความไม่มั่นคงในอาชีพ โดยเฉพาะชนชั้นกลางผู้บริโภคเลือกเพลย์เซฟ เก็บเงินสดไว้ในมือลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารโดยตรง ยังมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าปี 2568 จากปัจจัยเสี่ยงทั้งความขัดแย้งชายแดน การส่งออกไม่แน่นอน และการแข่งขันจากต่างประเทศ ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
.
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐขาดความต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง เมื่อสิ้นสุดลง ร้านอาหารจำนวนมากก็กลับมาซบเซาอีกครั้ง สะท้อนว่าหากนโยบายมีความต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 เดือน จะช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำและพยุงธุรกิจได้ดีกว่า
.
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ภาคธุรกิจร้านอาหารหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง เพื่อประคองกำลังซื้อในประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจอาหารไทยในระยะยาวเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และมองไกลกว่าตลาดในประเทศ ด้วยการผลักดันธุรกิจอาหารและร้านอาหารไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการบูรณาการหน่วยงานรัฐที่มีอยู่ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นเพียงโครงการรัฐกำหนดฝ่ายเดียว
.
ตลาดไทยมีแค่ 70 ล้านคน เทียบไม่ได้กับจีนหรืออินเดีย เราไม่ควรขายกันเองในประเทศอย่างเดียว อาหารไทยไปได้ทั่วโลก ถ้ารัฐช่วยบูรณาการหน่วยงานและเปิดทางให้ผู้ประกอบการระดับกลางเติบโตได้จริง รายได้ก็จะกลับเข้าประเทศจำนวนมาก” นางฐนิวรรณ กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่