ความอ่อนหัดของวิลค็อกซ์เมื่อ "วิสัยทัศน์" สยบยอมต่อ "เสียงวิจารณ์"

การตัดสินใจดึงตัว รูเบน อโมริม เข้ามาคุมทีม เปรียบเสมือนการประกาศจุดยืนว่าสโมสรต้องการ "นวัตกรรม" และ "ระบบที่ชัดเจน" ซึ่งอโมริมขึ้นชื่อลือชาในฐานะปรมาจารย์ระบบ 3-4-3 ที่พาลิสบอนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ความล้มเหลวที่น่าผิดหวังที่สุดกลับไม่ได้มาจากตัวกุนซือเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจาก "ความไม่นิ่ง" ของฝ่ายบริหารอย่าง เจสัน วิลค็อกซ์

จ้างผู้เชี่ยวชาญ แต่กลับไม่ให้ "เชี่ยวชาญ"
มันคือตลกที่ขำไม่ออก เมื่อผู้อำนวยการเทคนิคอย่างวิลค็อกซ์ อนุมัติการจ้างโค้ชที่มีลายเซ็นทางฟุตบอลชัดเจนที่สุดคนหนึ่งในยุโรป แต่กลับแสดงความ "อ่อนหัด" ด้วยการหวั่นไหวไปตามกระแสสังคม เมื่อผลงานช่วงแรกไม่เป็นไปตามเป้า สื่อต่าง ๆ เริ่มประโคมข่าวว่าระบบเซ็นเตอร์ 3 คนไปไม่รอดในพรีเมียร์ลีก และพยายามกดดันให้ทีมกลับไปใช้ระบบพื้นฐานอย่าง 4-4-2 หรือ 4-5-1

ความผิดพลาดของวิลค็อกซ์ในเชิงบริหาร:
ขาดความเชื่อมั่นในปรัชญา: การพยายามแทรกแซงหรือโน้มน้าวให้อโมริมปรับระบบเป็นหลังสี่ (Back 4) เพียงเพื่อสยบเสียงวิจารณ์ของกูรูฟุตบอล แสดงให้เห็นว่าวิลค็อกซ์ไม่มี "พิมพ์เขียว" ที่แข็งแกร่งพอ

การบริหารตามกระแสสื่อ: แทนที่จะเป็นเกราะกำบังให้โค้ชได้ทำงานตามวิถีทางที่ถนัด วิลค็อกซ์กลับทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยการปล่อยให้ปัจจัยภายนอกเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในสนาม

การสูญเสียตัวตน: การบังคับให้คนระดับอโมริมเล่น 4-4-2 ก็ไม่ต่างจากการจ้างเชฟอาหารฝรั่งเศสมาทำส้มตำ มันคือการเสียของและทำลายความมั่นใจของนักเตะที่กำลังปรับตัวกับระบบใหม่

บทเรียนราคาแพง
หากวิลค็อกซ์ยังคงมีพฤติกรรม "แกว่ง" ตามลมปากของสื่อเช่นนี้ ต่อให้จ้างโค้ชระดับโลกมาอีกกี่คน ทีมก็ไม่มีวันมีเสถียรภาพ หน้าที่ของผู้อำนวยการเทคนิคคือการสนับสนุนทรัพยากรให้ระบบที่เลือกไว้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่การทำตัวเป็น "นกแล" ที่คอยบอกให้โค้ชเปลี่ยนแผนทุกครั้งที่สื่อรุมโจมตี

สุดท้ายแล้ว ความอ่อนหัดครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของแท็กติกในสนาม แต่มันคือการพิสูจน์ว่าคนกุมบังเหียนหลังบ้าน... มีบารมีและวิสัยทัศน์เพียงพอสำหรับสโมสรระดับนี้หรือไม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่