ปฏิบัติการจับกุมมาดูโร (Absolute Resolve) ที่สั่นสะเทือนโลก

กระทู้ข่าว








บทนำ: รุ่งอรุณแห่งการโจมตี
ในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2568 เมื่อเวลาประมาณ 2:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ชาวกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ถูกปลุกด้วยเสียงที่น่าสะพรึงกลัว เสียงระเบิดและเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ทหารดังก้องไปทั่วเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ "แอบโซลูท รีโซลฟ์" (Absolute Resolve) ภารกิจทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาวางแผนมาอย่างลับๆ เป็นเวลาหลายเดือน
ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ
ธันวาคม 2567: การวางแผนลับ
สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนปฏิบัติการอย่างลับๆ CIA ถูกส่งเข้าไปฝังตัวในเวเนซุเอลาเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร จนถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น สิ่งที่เขากิน และสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยง กองกำลังสหรัฐฯ รอคอยสภาพอากาศที่เหมาะสมและซ้อมปฏิบัติการจริง
3 มกราคม 2568 เวลา 02:00 น.: การโจมตีเริ่มต้น
เครื่องบินรบ 150 ลำของสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายหลายจุดในและรอบกรุงการากัส รวมถึงฐานทัพหลักและฐานทัพอากาศ การโจมตีทางอากาศกินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง กลิ่นควันดำปกคลุมท้องถนน
3 มกราคม 2568 เวลา 02:30 น.: การบุกจับกุม
หน่วยคอมมานโดพิเศษของสหรัฐฯ ลงจอดด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่ค่ายทหารในกรุงการากัส พวกเขาบุกเข้าไปในห้องนอนของมาดูโรและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ทั้งสองคนยอมจำนนโดยไม่มีการต่อสู้ มาดูโรถูกลากตัวออกมาจากเตียง ท่ามกลางความโกลาหล
มีรายงานว่าชาวคิวบาจำนวนมากในหน่วยรักษาความปลอดภัยของมาดูโรเสียชีวิตระหว่างการปะทะ เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ลำหนึ่งถูกยิงโจมตี ทำให้ชาวอเมริกันบางคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต
3 มกราคม 2568 ช่วงเช้า: การดูแบบเรียลไทม์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั่งเฝ้าดูการจับกุมมาดูโรแบบเรียลไทม์ เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่า "มันเหมือนกับดูรายการโทรทัศน์"
3 มกราคม 2568 เวลา 09:00 น.: การประกาศอย่างเป็นทางการ
ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า "สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลาและผู้นำของประเทศ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งเขาได้ถูกจับกุมและนำตัวออกนอกประเทศพร้อมกับภรรยาแล้ว"
3 มกราคม 2568 ช่วงบ่าย: การเดินทางสู่อเมริกา
มาดูโรและภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือรบ USS Iwo Jima จากนั้นถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินไปยังฐานทัพอากาศแห่งชาติสจวร์ตในรัฐนิวยอร์ก ห่างจากแมนฮัตตันไปทางเหนือประมาณ 97 กิโลเมตร
3 มกราคม 2568 ตอนเย็น: การมาถึงนิวยอร์ก
ทำเนียบขาวเผยแพร่วิดีโอแสดงภาพมาดูโรถูกใส่กุญแจมือ สวมรองเท้าแตะ และถูกนำตัวผ่านสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐฯ ในแมนฮัตตัน เขาทักทายเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษว่า "ราตรีสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่"
3 มกราคม 2568 ดึก: ถูกคุมขังในบรูคลิน
มาดูโรและภรรยาถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ในย่านบรูคลิน นิวยอร์ก รอการขึ้นศาลในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด สมคบคิดนำเข้าโคเคน และครอบครองอาวุธสงคราม
4 มกราคม 2568: ความสับสนทางการเมือง
ศาลฎีกาเวเนซุเอลาสั่งให้เดลซี โรดริเกวซ รองประธานาธิบดี เข้ารับอำนาจประธานาธิบดี "ในฐานะรักษาการ" ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่าอาจทำงานร่วมกับโรดริเกวซ และไม่สนับสนุนมาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ
กรุงการากัสเงียบสงัด มีตำรวจประจำการรอบอาคารสาธารณะ กลิ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วท้องถนน
5 มกราคม 2568: วันขึ้นศาล
มาดูโรถูกกำหนดให้ขึ้นศาลรัฐบาลกลางในย่านแมนฮัตตัน สัปดาห์นี้ เพื่อเผชิญหน้ากับข้อหาร้ายแรงที่สหรัฐฯ ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2020
บุรุษผู้ถูกจับกุม: จากคนขับรถเมล์สู่ประธานาธิบดี
นิโคลัส มาดูโร เกิดปี 1962 ในครอบครัวชนชั้นแรงงานชานกรุงการากัส พ่อของเขาเป็นแกนนำสหภาพแรงงาน ปลูกฝังอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายให้เขาตั้งแต่เด็ก ในสมัยหนุ่มๆ เขาเคยเป็นคนขับรถเมล์หลายปี ซึ่งกลายเป็นภาพลักษณ์ที่เขานำมาใช้หาเสียงเพื่อแสดงความใกล้ชิดกับชนชั้นรากหญ้า
ปี 1998 เมื่อฮูโก ชาเวซ ผู้นำฝ่ายซ้ายขึ้นสู่อำนาจ ความจงรักภักดีและความมุ่งมั่นของมาดูโรทำให้เขาเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว หลังจากทำงานในสมัชชาแห่งชาติ 6 ปี มาดูโรได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และอีก 6 ปีต่อมากลายเป็นรองประธานาธิบดี
ปี 2013 ชาเวซเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาแต่งตั้งมาดูโรให้เป็นผู้สืบทอด แม้จะถูกล้อเลียนว่าเป็นเพียงเงาของชาเวซ แต่มาดูโรก็ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเฉียดฉิว และครองอำนาจมาเกือบ 14 ปี
14 ปีแห่งวิกฤต
ตลอดระยะเวลาที่มาดูโรครองอำนาจ เวเนซุเอลาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ประชาชนขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค ชาวเวเนซุเอลาต้องอพยพหนีตายออกนอกประเทศไปแล้วกว่า 8 ล้านคนตั้งแต่ปี 2014
มาดูโรถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024 เขาจัดตั้งสมัชชารัฐธรรมนูญฝ่ายรัฐบาลในปี 2017 เพื่อล้มล้างอำนาจฝ่ายตรงข้าม นำไปสู่การประท้วงที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ผู้คนกว่า 100 คนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายพันคนในการชุมนุม
ศาลอาญาระหว่างประเทศได้เริ่มสอบสวนมาดูโรและสมาชิกรัฐบาลในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
เบื้องหลังปฏิบัติการ: 6 เหตุผลของสหรัฐฯ
พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าปฏิบัติการ "แอบโซลูท รีโซลฟ์" ต้องใช้เวลาวางแผนและซ้อมจริงนานหลายเดือน ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของมาดูโรถูกรวบรวมอย่างละเอียด
เหตุผลหลักที่สหรัฐฯ ตัดสินใจลงมือ:
ข้อหายาเสพติด: มาดูโรถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน ซึ่งสหรัฐฯ ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2020
การอพยพผิดกฎหมาย: ชาวเวเนซุเอลากว่า 8 ล้านคนหนีออกนอกประเทศ หลายคนพยายามเข้าสหรัฐฯ ผิดกฎหมาย
ทรัพยากรน้ำมัน: ทรัมป์เปิดเผยว่าสนใจแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่าจะให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและขายน้ำมันในปริมาณมาก
ความชอบธรรมทางการเมือง: สหรัฐฯ และรัฐบาลยุโรปไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโร อ้างว่าเขาโกงการเลือกตั้ง
ภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย: การปราบปรามฝ่ายตรงข้ามและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลของจีน-รัสเซีย: เวเนซุเอลาเป็นพันธมิตรของจีนและรัสเซีย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในทวีปอเมริกา
ปฏิกิริยาจากนานาประเทศ
การประณาม:
จีน ประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของสหรัฐฯ
ฝรั่งเศส เตือนว่า "ไม่สามารถกำหนดทางออกได้จากนอกประเทศ"
สหประชาชาติ เลขาธิการอันโตนิโอ กูเตเรส กล่าวว่ากังวลที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ
มาเลเซีย นายกรัฐมนตรีประณามการบุกของสหรัฐฯ
การสนับสนุน:
มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ โพสต์ว่า "ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว"
ไมค์ จอห์นสัน ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่าการปฏิบัติการ "สมเหตุสมผล"
ความสับสนภายในเวเนซุเอลา:
รองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกวซ ยอมรับว่าไม่ทราบที่อยู่ของมาดูโรและภรรยา เรียกร้องให้สหรัฐฯ แสดงหลักฐานว่าพวกเขายังมีชีวิต
รัฐมนตรีมหาดไทยดิโอสดาโด กาเบโย ยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของเวเนซุเอลา
ศาลฎีกาเวเนซุเอลาสั่งให้โรดริเกวซเข้ารับอำนาจในฐานะรักษาการ
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดประชุมวันจันทร์ที่ 6 มกราคม เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์นี้
อนาคตที่ไม่แน่นอน
ทรัมป์กล่าวว่ากำลังแต่งตั้งบุคคลจากคณะรัฐมนตรีให้รับผิดชอบในเวเนซุเอลา และอาจส่งกองกำลังเข้าไป โดยย้ำว่า "สหรัฐฯ จะอยู่ต่อไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้"
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของฝ่ายค้านที่มาเรีย โครินา มาชาโดจะเป็นผู้นำคนใหม่ดูจะชวดไป เมื่อทรัมป์กล่าวว่าเธอไม่ได้รับ "การสนับสนุนหรือความเคารพ" ในเวเนซุเอลา
แทนที่นั้น ทรัมป์แสดงความสนใจที่จะทำงานร่วมกับเดลซี โรดริเกวซ โดยชื่นชมว่า "เธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นเพื่อให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"
สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายระหว่างประเทศกำลังตรวจสอบว่าการกระทำนี้ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
บทสรุป: เหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลก
การจับกุมมาดูโรเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนโลกมากที่สุดในช่วงต้นปี 2568 มันแสดงให้เห็นถึงนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวของทรัมป์ในวาระที่สอง และความพร้อมของสหรัฐฯ ที่จะใช้กำลังทางทหารเพื่อบรรลุเป้าหมาย
สำหรับมาดูโร ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนขับรถเมล์ธรรมดา แล้วเลื่อนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีและครองอำนาจนานเกือบ 14 ปี ตอนนี้เขากลับกลายเป็นนักโทษในเรือนจำนิวยอร์ก กำลังรอการพิจารณาคดีในข้อหาร้ายแรง
สำหรับเวเนซุเอลา อนาคตยังคงไม่แน่นอน ท่ามกลางความสับสนทางการเมือง การแทรกแซงของสหรัฐฯ และคำถามว่าใครจะเป็นผู้นำประเทศต่อไป
และสำหรับโลก นี่คือบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่าในยุคของทรัมป์ 2.0 กฎเกณฑ์เดิมๆ อาจไม่ใช้ได้อีกต่อไป

บันทึก: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมกราคม 2568 และยังคงดำเนินต่อไป สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่