เที่ยวฉงชิ่ง แทบกลิ้งทุกเนิน

สวัสดีทุก ๆ คนอีกครั้งหลังจากการเล่าเครื่องทริปครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว รอบนี้เราอยากจะมาแชร์ทริป ฉงชิ่ง กับเพื่อน ๆ ค่ะ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์เช่นเดิม คือ ซึ่งเน้นเล่าเรื่องมากกว่าการให้ประโยชน์นะคะ

แรกเริ่มเดิมทีเราไม่เคยคิดที่จะไปเที่ยวจีนเลย เนื่องจากมองว่าเป็นเมืองที่เป็นการผสมหลาย ๆ เมืองเข้ามารวมกัน เช่น ปักกิ่งคล้าย ๆ เวียดนาม, เซี่ยงไฮ้ คล้าย ๆ ฮ่องกง, เฉิงตูไม่ค่อยดึงดูด เพราะเน้นไปทางแพนด้า ซึ่งส่วนตัวเราเกลียดสัตว์ไม่รักเด็ก 555 (ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ถูกใจผู้ใดก็ดูแลความคิดของตัวเองกันไป)

แต่ฉงชิ่ง เรามองว่าเป็นเมืองที่มีความโดดเด่น ในการนำเสนอเรื่องเอกลักษณ์สีสันของเมือง ทำให้คิดถึงเมืองในโลกอนาคต (แต่ก็ยังแอบคล้ายสิงคโปร์ไปอีก)
ทริปนี้เราเดินทางช่วงวันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในใจคิดว่าอยากไปเห็นใบไม้เปลี่ยนสีสักครั้ง และมีเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหมด 5 คน
เราเลือกเดินทางจากเชียงใหม่ - ดอนเมือง - ฉงชิ่ง ไปถึงก็เกือบ 21.00 น. แล้ว เนื่องจากไฟล์ท delay (ซึ่งจริง ๆ ต้องถึงประมาณ 19.00 น.)
รอบนี้เราเลือกทำข้อมูลผ่าน wanderlog.com เพราะสะดวกต่อการ Share ข้อมูลให้เพื่อน ๆ ในทีม และ เลือกใช้บริการจาก trip.com เป็นส่วนมาก

13/11/68 (วันที่ 1) : เดินทางถึงโรงแรม Saiya River View Hotel (Chongqing Jiefanbei) ก็เกือบ 22.00 น. แล้ว สำหรับเราเป็นโรงแรมที่ Location เลิศ บริการเยี่ยม แต่ไม่ค่อยมี Review เลย โรงแรมอยู่ห่างจากหอนาฬิกา Jiefangbei ประมาณ 300 เมตร อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า 2 สถานี (สีเขียว และ สีแดง ประมาณ 400 เมตร) และมีบริการทำความสะอาดให้ทุกวัน เราจองได้ในราคาห้องละประมาณ 1,275 บาท สำหรับ 2 คน และชั้น 1 ของตึกมี minimart ที่ราคาย่อมเยาอีกทั้งยังเปิด 24 ชั่วโมงอีกด้วย สะดวกมาก ๆ ซึ่งวิวจากห้องพักของเราคือหอนาฬิกาฟีน ๆ เลย (Reception จะอยู่ชั้น 1 ทางเข้าอาคารเลย ห้องพักจะอยู่ที่ชั้นบน ถ้าจำไม่ผิดคือชั้น 15 หากผิดพลาดต้องขออภัยค่ะ จำชั้นที่แน่นอนไมได้) เพี้ยนสะอื้น





หลังจากที่เข้าที่พักเก็บกระเป๋าแล้ว ท้องก็เรียกร้องหาของกิน เลยเดินไปเจอร้านหมาล่าที่อยู่ใกล้โรงแรมแค่ 100 เมตร เราเลยจัดหม่าล่ากันตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงเลย เป็นร้านที่ต้องเดินลงไปชั้นล่างจากถนน แต่จำชื่อร้านไม่ได้ค่ะ จัดว่าอร่อยสมกับเป็นต้นตำรับของหมาล่าเลย อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นแถวหอนาฬิกาสักหน่อยย่อยก่อนกลับมาพักผ่อนสำหรับคืนแรก





14/11/68 (วันที่ 2) : วันนี้เราออกไปเที่ยวนอกเมืองสถานที่ยอดฮิต คือ อุทยานหลุมฟ้าสะพานสวรรค์ เริ่มจากการเรียก DiDi ไปส่งที่สถานที่รถไฟความเร็วสูงที่สถานี Chongqing North Station หรือ  Chongqing Bei Railway Station ไปลงที่สถานี Wulong เราจองตั๋วรถไฟ และ บัตรเข้าอุทยาน ทั้งหมดผ่าน Trip.com ซึ่งก่อนจะเดินทางเราตั้งใจอยากนั่งเป็น Bullet Train แต่ ก็ต้องผิดหวังเพราะรถไฟความเร็วสูงมีเฉพาะช่วงบ่าย ซึ่งไม่น่าจะเหมาะ เราเลยต้องตัดใจเดินทางด้วยรถไฟธรรมดาใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. บนรถไฟเป็นแบบที่นั่ง 3 คน หันหน้าเข้าหากัน ก็จะอึดอัดนิดหน่อย พอทนได้ (วิธีเดินทางจากสถานีรถไฟไปทางเข้าอุทยานมีข้อมูลจากท่านอื่น ๆ แชร์ไว้ค่อนข้างเยอะแล้ว เราขอข้ามไปเลยนะคะ)






พอไปถึงเห็น Bubble Bee ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าทางเข้า แวะบอกว่าเดี๋ยวเรากลับมาถ่ายรูปด้วย (แต่สุดท้ายขากลับไมได้ออกมาทางเดิม Bubble Bee น่าจะงอลว่าเราไม่ไปตามนัด 555) หากใครตั้งใจจะถ่ายรูปคู่ Bubble Bee แย่งชิงมวลชนถ่ายตั้งแต่ก่อนเข้าเลยจะดีกว่านะคะ เพราะรถไฟฟ้าขากลับจะจอดคนละจุดกันค่ะ

สถานการณ์ตอนเริ่มเดินเข้าไปในอุทยานยังตื่นตัว และ ตื่นเต้นกันพอสมควร เดินลัดเลาะริมทางเข้าไปเรื่อย ๆ จนผ่านทางเหมือนถ้ำและทะลุออกไปเป็นทางขึ้นลิฟท์แก้ว 2 ชั้น และยังหมุนได้ 360 องศาเพื่อชมวิวโดยรอบ มันตื่นเต้นมากตอนที่ได้ขึ้นครั้งแรก



หลังจากลงมาความรู้สึกกลับไม่ได้ ไปไม่ถึงก็เริ่มขึ้นตั้งแต่บันไดลงไปด้านล่าง กี่ขั้นก็มิอาจรู้ได้ สิ่งที่ใจจดจ่อที่สุดคือ จะต้องเดินลงท่าไหนเพื่อ safe หัวเข่าที่สุด และเมื่อไหร่จะถึงด้านล่าง 555

พอถึงด้านล่างก็ทำได้แค่ เดิน เดิน เดิน และ เดิน ต่อไป เสียงในหัวเริ่มดังขึ้น "ฉันมาทำอะไรที่นี่, วิชาเดินป่าจากการเคยเป็นยุวกาชาดไทย ได้เอามาใช้ตอนนี้แหละ" เดินไป ร้องเพลงไป หัวเราะไป แทบร้องไห้ ก็ยังไม่ถึงสักที สถานที่ไฮไลท์ต่าง ๆ ไหนจะดาบ นิ้วโป้ง สะพาน หน้าลิง ที่เคยได้ยินมา มองแทบไม่ออกสักตรง เพราะใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะเจอทางออก

โรงเตี๊ยมในตำนานที่คนพูดถึงกันนักหนา หวังว่าจะถ่ายรูปมุมสูงอย่างที่คนอื่นเขาทำกันก็พบว่าต้องเดินปีนบันไดขึ้นไปถ่ายอีกสูงโขอยู่ เลยคิดว่าพอเถอะ เอาเท่าที่กำลังไหวก็พอ 555








เดินไปค่อย ๆ ทำใจไปว่าใกล้แล้ว ๆ ก็พยายายามสดใสอยู่ดี ๆ จนกระทั่งมาถึงหน้าบอร์ดแผนที่ ยังเดินไม่ถึง 2 ใน 4 ของระยะทางเลย กรี๊ดสิคะกรี๊ดด มันออกมา เดินไปก็คิดไปว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมรูปที่คนอื่นเอามารีวิวไม่ค่อยเยอะ ก็คงเพราะความเอ็นจอยระหว่างทางน่าจะตกหายไปตั้งแต่เริ่มเดิน กลายมาเป็นความนึกถึงแต่ปลายทางแทน (เราเองก็ไม่ได้ถ่ายรูปเลย เดินไป หอบไปอย่างเดียว รูปที่ได้มาขอจากเพื่อนร่วมทริปมาลงให้ค่ะ 555)

สำหรับเราส่วนตัวมองว่าสถานที่ ที่ได้ชื่อว่ายอดฮิตแห่งนี้ก็ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดใจเท่าไหร่ แต่ก็ขอให้ได้มาเห็นด้วยตัวเองสักครั้ง เดี๋ยวจะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง และก็คิดในแง่ดีคือ การได้มาที่นี่ก็เท่ากับเราได้ออกกำลังกายทดแทนทั้งปี ไปล่ะ จากที่อยู่ไทย นั่ง นอน กิน เป็นหลัก เหตุผลคนอ้วนอะเนอะ 555

ขากลับเราจองรถไฟแบบตั๋วนอนไว้ กะจะนอนพักกายายาว ๆ  แต่พอขึ้นรถไฟมาเท่านั้นแหละ เราตกใจสภาพมาก เป็นเตียงที่ต่อกันขึ้นไปถึง 3 ชั้น (ซึ่งก่อนซื้อมีระบุไว้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะอัดแน่นขนาดนี้ เราซื้อแบบไม่ใช่ห้อง private นะคะ) และสภาพที่นอนยับยู่ยี่ เหมือนคนที่นอนก่อนหน้านี้ลุกไป แล้วให้เรานอนต่อเลย (มีคนนั่งเตียงที่เราจองแล้วลุกไปตอนเราโชว์ตั๋ว) ซึ่งเราก็รู้สึกอึดอัดมาก เลยชวนเพื่อนร่วมทริปไปที่ตู้อาหาร คิดว่าจะสั่งอาหารมานั่งทานเพื่อฆ่าเวลาอีก 2 ชม. ระหว่างกลับไปที่ฉงชิ่ง (ทำใจนอนเตียงไม่ได้จริง ๆ)



พอเดินไปถึงตู้อาหารพบว่าประตู lock ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าจริง ๆ ตู้อาหารต้องจองก่อนเข้าไปไหม เราพยายามดึงประตูจนพนักงานเดินมาเปิดและมองหน้า เราก็ทำท่าว่าขอเข้าไปหาอะไรทานหน่อย เขาก็มองแบบแปลก ๆ แต่สุดท้ายก็ยอมให้เข้าไป เมนูอาหารมีประมาณ 5-6 อย่าง แต่สุดท้ายพนักงานเดินมาบอกว่าเหลือแค่อย่างเดียว เราสั่งไป 1 กล่อง สุดท้ายได้มา 2 กล่อง เพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เราเลยยอมรับมา และนั่งจนกระทั่งถึงสถานีรถไฟฉงชิ่ง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


ซึ่งตอนแรกเราคิดว่ากลับมาแล้วจะไปเดินเล่นที่ตึกตะเกียบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เลยไม่เห็นว่าสวยงามตามที่คนอื่น รีวิวกันไหม เพี้ยนหืมหลังจากเรียก DiDi ถึงโรงแรมแล้วเราก็มากินร้านบะหมี่ใกล้ ๆ กับโรงแรม อร่อยมากกก คุณป้าก็ใจดี เราเดินไปบอกว่าใส่เส้นนิดเดียว ทำท่านิดเดียว ป้าก็พยักหน้า แล้วก็เอามาเสิร์ฟในปริมาณปกติ พร้อมกับเส้นในถ้วยเล็ก ๆ เพิ่มให้อีก 1 ใบ คุณป้าคงเข้าใจว่าเราอ้วน คงทานปกติไม่พอเราเลยไปขอเส้นเพิ่ม อนิจา เหตุผลคนอ้วน อีกแหละ 555



15/11/68 (วันที่ 3) : สาย ๆ วันนี้เราเริ่มทริปด้วยการไปดูรถไฟทะลุตึกที่ Liziba Station เราเดินทางโดยรถไฟสายสีเขียวเป็นสายเดียวกับที่ทะลุเข้าตึกเลย ซึ่งสถานีนี้สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เลย (โรงแรมนี้สะดวกมากจริง ๆ) หลังจากรถไฟทะลุเข้าตึก เราลงสถานีนี้แล้วเราก็ต้องเดินลงมาเรื่อย ๆ ระหว่างชั้นก็จะมีศูนย์อาหาร และ ร้านขายของที่ระลึกทุกชั้น จนถึงชั้น 1 ก็เดินมารวมตัวกับฝูงมหาชนด้านล่างที่มารอถ่ายรูป และ รอชมตอนรถไฟทะลุตึกเข้าไปในตึก มันก็ดูแปลกตาดี แต่สำหรับเรา ถ้าเทียบกับฝูงชนแล้วก็ไม่ได้ว้าวขนาดนั้น
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

หลังจากแย่งอากาศหายใจกับมหาชนที่ชมรถไฟสักพัก ก็เรียก DiDi มาที่ Erchang Culture and Creative Park@Chonqing เป็นโซน Street Art เกร๋ ๆแต่เราเดินไปถึงแค่ช่วงต้นซอย มาหยุดที่ร้าน Super Chocolate Company เพราะมาสะดุดกับ Chocolate Beer และก็ไม่ได้เดินต่อเข้าไปข้างในอีกเลย ร้านนี้ขาย Chocolate หลากหลาย ต้องไปลองชิมกันดู รสชาดดีจริง






ต่อไปเราเรียก DiDi มาต่อกันที่ Super 80s Street เป็นถนน Steet Art ที่ถูกตกแต่งในธีมสไตล์ยุค 1980 มาเพื่อถ่ายรูปเล่นเท่านั้นเลย ณ จุดนี้ 555







ตอนต่อไป เราจะมาต่อกับการเดินทางไปรอดูการแสดงโดรน

ตาม link : https://pantip.com/topic/43937301?sc=DtQEj5t

เพี้ยนปูเสื่อ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่