มาดูโรและพรรค PSUV (พรรคสังคมนิยมของรัฐบาล) ชนะขาดลอยในการเลือกตั้งรัฐสภา 2020 ส่วน มาดูโรชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด 2018 แต่สหรัฐฯไม่ยอม จะให้หุ่นเชิดเมกา หลุยส์ กุยโด (Juan Guaidó) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน เมกาวางแผนปล้นน้ำมันเวเนมาหลายปีแล้ว
นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) สานต่อนโยบายสังคมจากยุคอูโก ชาเวซ โดยมุ่งคุ้มครองประชาชนรายได้น้อยท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งจำกัดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน นโยบายดังกล่าวครอบคลุมการแจกจ่ายอาหาร การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย การให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขของรัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดจนการผ่อนคลายการควบคุมราคาบางส่วน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนภายใต้แรงกดดันจากภายนอก
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลมาดูโรยืนหยัดรักษาอธิปไตยเหนือทรัพยากร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเวเนซุเอลามีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับจีน รัสเซีย และอิหร่าน เวเนซุเอลายังครอบครองแร่หายากต่างๆ เช่นโคลแทน(Coltan) ในเขต Orinoco และ Guayana Shield รวมถึงทองคำ เหล็ก และอะลูมิเนียมจำนวนมหาศาล
ข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ โหมใส่เวเนเรื่องค้ายาเสพติดนั้นฟังไม่ขึ้นและซ้ำซาก เป็นสูตรเดิมที่ใช้ทำลายประเทศที่มีน้ำมัน เมื่อจีนและรัสเซียเริ่มเข้ามาค้าขายและลงทุนมากขึ้น สหรัฐฯ จึงร้อนรน เพราะกลัวสูญเสียทรัพยากรให้กับคู่แข่ง ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ไม่ใช่เรื่องยาเสพติด แต่คือเกมอำนาจและผลประโยชน์ล้วนๆ
เวเนโดนกดขี่จากเมกาตั่งแต่ ก่อนปี 1940 โดยรัฐเวเนได้เพียงค่ารอยัลตี้ต่ำมาก ~10–20 % ช่วงปี 1943–1948 ถึงปรับให้รัฐได้ ~50 % ของกำไร จากบริษัทต่างชาติ แต่ว่าบริษัทต่างชาติใช้ ช่องโหว่ทางกฎหมายทำบัญชีซับซ้อนเพื่อลดภาษี ทำให้เวเน ได้ค่าภาษี/ค่าสัมปทาน ต่ำมากเมื่อเทียบกับกำไรจริง รัฐบาล Chávezมองว่า น้ำมันอยู่กับบริษัทต่างชาติมากเกินไป เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติมากกว่าประชาชนเวเนซุเอลาเอง น้ำมันควรเป็นทรัพยากรของชาติ เพื่อคนของชาติ ผู้บริหารของ PDVSA (บริษัทน้ำมันของรัฐ) ก็เป็นคนรับใช้บริษัทต่างชาติ รัฐถูกโกงโดยระบบทุนข้ามชาติ ด้วยเหตุนี้ Chávez เริ่มบีบให้บริษัทต่างชาติรับ “หุ้นสัดส่วนใหญ่” ของรัฐในโครงการน้ำมัน และถ้าบริษัทไม่ยอม ก็จะถูกยึดทรัพย์สิน(expropriation) ดังนั้น Exxon Mobil และ Conoco Phillips ถูกยึดจากเวเนซุเอลาในช่วงก่อนปี 2013 ข้อกล่าวหาเวเน ที่Chávez ยึดคืนกิจการทั้งยังไม่จ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมให้พวกบริษัท จึงไม่ถูกต้องเพราะบริษัทต่างชาติโกงเวเนมามากกว่า 70ปีแล้ว
เมกากลั่นแกล้งเวเนด้วยการคว่ำบาตร ในปี 2014สหรัฐผ่านกฎหมาย Venezuela Defense of Human Rights and Civil Society Act ปี 2015 รัฐบาลโอบามาออก Executive Order 13692 เริ่มคว่ำบาตรทรัพย์สิน ปี 2017 ทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น ห้ามเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐและตลาดทุนสำหรับรัฐบาลเวเนซุเอลา รวมถึงบริษัท PDVSA (บริษัทน้ำมันของรัฐ) ปี 2018 มุ่งเป้าไปยังธุรกิจน้ำมันเต็มตัว สหรัฐขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังการซื้อขายน้ำมันและการชำระเงินของ PDVSAโดยเฉพาะในปี 2019 ทำให้บริษัทน้ำมันของเวเนซุเอลาต้องเผชิญกับการถูกแช่แข็งทรัพย์สินและการถูกแยกออกจากระบบการเงินโลก เหล่านี้เมกาออกแบบให้เวเนพังทางเศรษฐกิจ ส่วนทางปธน.มาดูโรเอง ก็บริหารประเทศผิดผลาดด้วย เช่น พิมพ์เงินแทนการปฏิรูป คุมค่าเงินผิดพลาด คุมราคาจนของขาด
ทรัมป์อาจกำลัง “คิดว่า” ตัวเองกำลังชนะ ทั้งที่ภาพนี้เราเคยเห็นมาแล้วในสงครามการค้ารอบแรก ผลลัพธ์คืออเมริกาเจ็บเอง แต่คราวนี้เขาเพิ่มเดิมพันด้วยความมั่นใจแบบไม่ต้องพึ่งเหตุผล เอาอัตตานำยุทธศาสตร์ เอาทวิตแทนนโยบาย ถ้าอเมริกาแพ้อีก โลกคงไม่ได้ตกใจอะไร เพราะไม่มีใครแปลกใจแล้ว ผู้นำที่คิดว่าตัวเองคือเกม อาจกำลังพาประเทศทั้งประเทศกลายเป็นตัวตลกบนเวทีโลก และการถูกโดดเดี่ยวครั้งนี้ อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลกรรมที่อเมริกาสร้างขึ้นเอง ต้องดูกันต่อไปว่าเมกาคุมเวเนได้จริงไหม เพราะทหารเวเนที่มีจีน รัสเซียหนุนหลัง อาจจะส่งอาวุธให้เวเนแบบเงียบๆ ทหารเวเนอาจคิดสู้ทหารเมกาแบบสงครามกองโจร ลากยาวหลายปี? ส่วนอิหร่านนั้น เมกาจะยึดน้ำมันได้จริงไหม? นาโต้จะตีกับเมกาเพื่อปกป้องกรีนแลนด์ไหม?
หลายประเทศร่วมประณาม “ทรัมป์” สั่งบุกเวเนซุเอลา “มูมมาม” จากความต้องการน้ำมัน และ แร่หายากต่างๆฟรีจากเวเน
นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) สานต่อนโยบายสังคมจากยุคอูโก ชาเวซ โดยมุ่งคุ้มครองประชาชนรายได้น้อยท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งจำกัดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน นโยบายดังกล่าวครอบคลุมการแจกจ่ายอาหาร การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย การให้บริการด้านการศึกษาและสาธารณสุขของรัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดจนการผ่อนคลายการควบคุมราคาบางส่วน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนภายใต้แรงกดดันจากภายนอก
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลมาดูโรยืนหยัดรักษาอธิปไตยเหนือทรัพยากร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเวเนซุเอลามีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับจีน รัสเซีย และอิหร่าน เวเนซุเอลายังครอบครองแร่หายากต่างๆ เช่นโคลแทน(Coltan) ในเขต Orinoco และ Guayana Shield รวมถึงทองคำ เหล็ก และอะลูมิเนียมจำนวนมหาศาล
ข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ โหมใส่เวเนเรื่องค้ายาเสพติดนั้นฟังไม่ขึ้นและซ้ำซาก เป็นสูตรเดิมที่ใช้ทำลายประเทศที่มีน้ำมัน เมื่อจีนและรัสเซียเริ่มเข้ามาค้าขายและลงทุนมากขึ้น สหรัฐฯ จึงร้อนรน เพราะกลัวสูญเสียทรัพยากรให้กับคู่แข่ง ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม ไม่ใช่เรื่องยาเสพติด แต่คือเกมอำนาจและผลประโยชน์ล้วนๆ
เวเนโดนกดขี่จากเมกาตั่งแต่ ก่อนปี 1940 โดยรัฐเวเนได้เพียงค่ารอยัลตี้ต่ำมาก ~10–20 % ช่วงปี 1943–1948 ถึงปรับให้รัฐได้ ~50 % ของกำไร จากบริษัทต่างชาติ แต่ว่าบริษัทต่างชาติใช้ ช่องโหว่ทางกฎหมายทำบัญชีซับซ้อนเพื่อลดภาษี ทำให้เวเน ได้ค่าภาษี/ค่าสัมปทาน ต่ำมากเมื่อเทียบกับกำไรจริง รัฐบาล Chávezมองว่า น้ำมันอยู่กับบริษัทต่างชาติมากเกินไป เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติมากกว่าประชาชนเวเนซุเอลาเอง น้ำมันควรเป็นทรัพยากรของชาติ เพื่อคนของชาติ ผู้บริหารของ PDVSA (บริษัทน้ำมันของรัฐ) ก็เป็นคนรับใช้บริษัทต่างชาติ รัฐถูกโกงโดยระบบทุนข้ามชาติ ด้วยเหตุนี้ Chávez เริ่มบีบให้บริษัทต่างชาติรับ “หุ้นสัดส่วนใหญ่” ของรัฐในโครงการน้ำมัน และถ้าบริษัทไม่ยอม ก็จะถูกยึดทรัพย์สิน(expropriation) ดังนั้น Exxon Mobil และ Conoco Phillips ถูกยึดจากเวเนซุเอลาในช่วงก่อนปี 2013 ข้อกล่าวหาเวเน ที่Chávez ยึดคืนกิจการทั้งยังไม่จ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมให้พวกบริษัท จึงไม่ถูกต้องเพราะบริษัทต่างชาติโกงเวเนมามากกว่า 70ปีแล้ว
เมกากลั่นแกล้งเวเนด้วยการคว่ำบาตร ในปี 2014สหรัฐผ่านกฎหมาย Venezuela Defense of Human Rights and Civil Society Act ปี 2015 รัฐบาลโอบามาออก Executive Order 13692 เริ่มคว่ำบาตรทรัพย์สิน ปี 2017 ทรัมป์ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น ห้ามเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐและตลาดทุนสำหรับรัฐบาลเวเนซุเอลา รวมถึงบริษัท PDVSA (บริษัทน้ำมันของรัฐ) ปี 2018 มุ่งเป้าไปยังธุรกิจน้ำมันเต็มตัว สหรัฐขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังการซื้อขายน้ำมันและการชำระเงินของ PDVSAโดยเฉพาะในปี 2019 ทำให้บริษัทน้ำมันของเวเนซุเอลาต้องเผชิญกับการถูกแช่แข็งทรัพย์สินและการถูกแยกออกจากระบบการเงินโลก เหล่านี้เมกาออกแบบให้เวเนพังทางเศรษฐกิจ ส่วนทางปธน.มาดูโรเอง ก็บริหารประเทศผิดผลาดด้วย เช่น พิมพ์เงินแทนการปฏิรูป คุมค่าเงินผิดพลาด คุมราคาจนของขาด
ทรัมป์อาจกำลัง “คิดว่า” ตัวเองกำลังชนะ ทั้งที่ภาพนี้เราเคยเห็นมาแล้วในสงครามการค้ารอบแรก ผลลัพธ์คืออเมริกาเจ็บเอง แต่คราวนี้เขาเพิ่มเดิมพันด้วยความมั่นใจแบบไม่ต้องพึ่งเหตุผล เอาอัตตานำยุทธศาสตร์ เอาทวิตแทนนโยบาย ถ้าอเมริกาแพ้อีก โลกคงไม่ได้ตกใจอะไร เพราะไม่มีใครแปลกใจแล้ว ผู้นำที่คิดว่าตัวเองคือเกม อาจกำลังพาประเทศทั้งประเทศกลายเป็นตัวตลกบนเวทีโลก และการถูกโดดเดี่ยวครั้งนี้ อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลกรรมที่อเมริกาสร้างขึ้นเอง ต้องดูกันต่อไปว่าเมกาคุมเวเนได้จริงไหม เพราะทหารเวเนที่มีจีน รัสเซียหนุนหลัง อาจจะส่งอาวุธให้เวเนแบบเงียบๆ ทหารเวเนอาจคิดสู้ทหารเมกาแบบสงครามกองโจร ลากยาวหลายปี? ส่วนอิหร่านนั้น เมกาจะยึดน้ำมันได้จริงไหม? นาโต้จะตีกับเมกาเพื่อปกป้องกรีนแลนด์ไหม?