ราคาพุ่งจริง กาแฟกะลา ตอนนี้กิโลกรัมละ 200+ บาท แล้
ดีลซื้อขายร้านกาแฟบิ๊กเนมคึกคัก
ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นมา กระแสข่าวการซื้อกิจการของบริษัทรายใหญ่ในแวดวงธุรกิจกาแฟก็เป็นไปอย่างคึกคัก เปิดฉากด้วยดีลใหญ่ บิ๊กเนมวงการเครื่องดื่มของสหรัฐอย่างเคอริก ด็อกเตอร์ เปปเปอร์ ทุ่มเงินก้อนโตซื้อกิจการ 'เจดีอี พีทส์' (JDE Peet's) บริษัทกาแฟข้ามชาติชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ หวังสร้างบริษัทกาแฟข้ามชาติระดับเมกะโกลบอล
ตามมาด้วย 'คอสต้า คอฟฟี่' (Costa Coffee) แบรนด์ร้านกาแฟยอดนิยมสัญชาติอังกฤษ ถูกเจ้าของอย่างบริษัทโคคา-โคล่า ยักษ์ใหญ่วงการเครื่องดื่มระดับโลกแห่งสหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีขาย แถมตั้งราคาแบบขายขาดทุนเกือบ 50% ของจำนวนเงินที่เคยเข้าไปเทคโอเวอร์
ต้นเดือนพฤศจิกายน 'สตาร์บัคส์' (Starbucks) ตัดสินใจขายหุ้นใหญ่ 60% ของเครือร้านสาขาในจีน ให้กับกลุ่มการลงทุนแดนมังกร หลังเผชิญสงครามตัดราคาจนธุรกิจทรุด ต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นช่วยพลิกฟื้น
ยุโรปเลื่อน EUDR ออกไปอีกปี
สำหรับตลาดกาแฟระหว่างประเทศ ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการ 'ตัดไม้ทำลายป่า' ของสหภาพยุโรป (EUDR) คือ การเลื่อน(อีกแล้ว) และการปรับลดความเข้มงวดของเนื้อหา
การบังคับใช้กฎระเบียบนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนธันวาคม 2026 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และเดือนมิถุนายน 2027 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจระดับไมโคร นอกจากนั้นแล้ว ยังปรับลดกฎเกณฑ์ให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงการสำแดงแสดงหลักฐานข้อมูลเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางความกังวลของอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและความพร้อม โดยเฉพาะ 'ชาวไร่กาแฟ' ในแอฟริกา
การปรับเลื่อน EUDR ออกไปอีก 1 ปี ทำให้ทุกภาคส่วนของธุรกิจกาแฟมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าแหล่งที่มาของกาแฟนั้นไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งต้องระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์โดยละเอียด
ภาษีทรัมป์ป่วนธุรกิจกาแฟสหรัฐ
ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' แห่งสหรัฐ สร้างความวุ่นวายไปทั่วระบบการค้าโลก หลังประกาศตั้งกำแพงภาษีศุลกากรแบบบีบคอประเทศคู่ค้าทั่วโลก จากนั้นมีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีตลอดเวลาผ่านทางการเจรจาต่อรอง บางประเทศก็ตอบโต้กลับไป บางกรณีอัตราภาษีก็ยกเลิกไปเอง เพราะแรงกดดันจากภายในประเทศที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ เพราะสินค้ามีราคาแพงขึ้น
ที่ชัดเจนก็คือ กาแฟของ 'บราซิล' ซึ่งสหรัฐนำเข้ากาแฟจากประเทศนี้ถึงกว่า 30% ของยอดนำเข้าทั้งหมด
คาดราคากาแฟตลาดโลกลดลง
ราคากาแฟตลาดโลกในปี 2025 อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ภัยแล้งและฝนตกหนัก ในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น บราซิลและเวียดนาม ส่งผลให้ปริมาณกาแฟมีจำกัด โดยราคากาแฟ 'อาราบิก้า' พุ่งสูงสุดประมาณ 4.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ และราคากาแฟโรบัสต้าก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
นักวิเคราะห์มีการประเมินกันว่า ราคากาแฟในตลาดล่วงหน้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวลงเล็กน้อยในปี 2026 ท่ามกลางความคาดหมายว่าผลผลิตกาแฟจากบราซิลและโคลอมเบียจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณอุปทานโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากาแฟลดลง กระนั้นก็ดี สภาพอากาศที่แปรปรวน และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของนโยบายการค้าสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัย 'เสี่ยงหลัก' ที่ก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นได้
ขณะที่ 'กาแฟชนิดพิเศษ' (Specialty Coffee) แล 'กาแฟจากแหล่งกำเนิดเฉพาะ' (Single Origin) จะยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ส่งผลให้ราคากาแฟในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น
เทรนด์กาแฟหายากแรงต่อเนื่อง
เทรนด์เมล็ดกาแฟหายากยังคงมาแรงในตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก เป็นที่ต้องการและแสวงหาของคอฟฟี่ฮันเตอร์ รวมไปถึงคอกาแฟที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ แทบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์หายากหรือค้นพบใหม่ที่ให้รสชาติและกลิ่นซับซ้อน อาทิ 'ซิดร้า' (Sidra), 'พิงค์ เบอร์บอน' (Pink Bourbon), 'ยูเจนนอยดิส' (Eugenioides), 'วูช วูช] (Wush Wush), 'ลอริน่า' (Laurina) และ 'ออมบลิก้อน' (Ombligon)
กาแฟหายากเหล่านี้หลายตัวแจ้งเกิดจากเวทีการแข่งขันบาริสต้าชิงแชมป์โลกที่จัดขึ้นทุกปี บางสายพันธุ์จัดอยู่ในขั้น 'ซูเปอร์แรร์' คือ นอกจากหายากมากและผลผลิตน้อยแล้ว ยังมีคุณภาพทางรสชาติสูง
เครื่องดื่มเย็นปรับแต่งได้
เทรนด์ของ 'เครื่องดื่มปรับแต่งได้' (Customised drinks) คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น กำลังเติบโตเป็นกำลังซื้อหลักของโลก และเต็มใจที่จะใช้จ่ายมากขึ้นกับเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมและค่านิยมของตนเองเป็นสำคัญ
นอกจากนั้น ด้วยการเติบโตของแอปสั่งอาหารผ่านมือถือและ 'เมนูดิจิทัล' ลูกค้าในปัจจุบันจึงคาดหวังว่าจะสามารถปรับแต่งเครื่องดื่มของตนเองได้ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่การผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ไปจนถึงส่วนผสมเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพ เน้นที่ลดหวานลดไขมัน มีแคลอรี่ต่ำ มักหันไปใช้ความหวานจากธรรมชาติแทน รวมไปถึงนมพืชด้วย
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/food/1214842
ส่อง 6 เทรนด์ใหญ่ปี 2026 'ธุรกิจกาแฟโลก' ราคาพุ่ง-ดีลควบรวมบิ๊กเนมคึกคัก เทรนด์กาแฟหายากมาแรง Gen Z ฮิตกาแฟเพื่อสุขภาพ
ดีลซื้อขายร้านกาแฟบิ๊กเนมคึกคัก
ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นมา กระแสข่าวการซื้อกิจการของบริษัทรายใหญ่ในแวดวงธุรกิจกาแฟก็เป็นไปอย่างคึกคัก เปิดฉากด้วยดีลใหญ่ บิ๊กเนมวงการเครื่องดื่มของสหรัฐอย่างเคอริก ด็อกเตอร์ เปปเปอร์ ทุ่มเงินก้อนโตซื้อกิจการ 'เจดีอี พีทส์' (JDE Peet's) บริษัทกาแฟข้ามชาติชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ หวังสร้างบริษัทกาแฟข้ามชาติระดับเมกะโกลบอล
ตามมาด้วย 'คอสต้า คอฟฟี่' (Costa Coffee) แบรนด์ร้านกาแฟยอดนิยมสัญชาติอังกฤษ ถูกเจ้าของอย่างบริษัทโคคา-โคล่า ยักษ์ใหญ่วงการเครื่องดื่มระดับโลกแห่งสหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีขาย แถมตั้งราคาแบบขายขาดทุนเกือบ 50% ของจำนวนเงินที่เคยเข้าไปเทคโอเวอร์
ต้นเดือนพฤศจิกายน 'สตาร์บัคส์' (Starbucks) ตัดสินใจขายหุ้นใหญ่ 60% ของเครือร้านสาขาในจีน ให้กับกลุ่มการลงทุนแดนมังกร หลังเผชิญสงครามตัดราคาจนธุรกิจทรุด ต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นช่วยพลิกฟื้น
ยุโรปเลื่อน EUDR ออกไปอีกปี
สำหรับตลาดกาแฟระหว่างประเทศ ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการ 'ตัดไม้ทำลายป่า' ของสหภาพยุโรป (EUDR) คือ การเลื่อน(อีกแล้ว) และการปรับลดความเข้มงวดของเนื้อหา
การบังคับใช้กฎระเบียบนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนธันวาคม 2026 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และเดือนมิถุนายน 2027 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจระดับไมโคร นอกจากนั้นแล้ว ยังปรับลดกฎเกณฑ์ให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงการสำแดงแสดงหลักฐานข้อมูลเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางความกังวลของอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและความพร้อม โดยเฉพาะ 'ชาวไร่กาแฟ' ในแอฟริกา
การปรับเลื่อน EUDR ออกไปอีก 1 ปี ทำให้ทุกภาคส่วนของธุรกิจกาแฟมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าแหล่งที่มาของกาแฟนั้นไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งต้องระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์โดยละเอียด
ภาษีทรัมป์ป่วนธุรกิจกาแฟสหรัฐ
ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' แห่งสหรัฐ สร้างความวุ่นวายไปทั่วระบบการค้าโลก หลังประกาศตั้งกำแพงภาษีศุลกากรแบบบีบคอประเทศคู่ค้าทั่วโลก จากนั้นมีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีตลอดเวลาผ่านทางการเจรจาต่อรอง บางประเทศก็ตอบโต้กลับไป บางกรณีอัตราภาษีก็ยกเลิกไปเอง เพราะแรงกดดันจากภายในประเทศที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ เพราะสินค้ามีราคาแพงขึ้น
ที่ชัดเจนก็คือ กาแฟของ 'บราซิล' ซึ่งสหรัฐนำเข้ากาแฟจากประเทศนี้ถึงกว่า 30% ของยอดนำเข้าทั้งหมด
คาดราคากาแฟตลาดโลกลดลง
ราคากาแฟตลาดโลกในปี 2025 อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ภัยแล้งและฝนตกหนัก ในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น บราซิลและเวียดนาม ส่งผลให้ปริมาณกาแฟมีจำกัด โดยราคากาแฟ 'อาราบิก้า' พุ่งสูงสุดประมาณ 4.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ และราคากาแฟโรบัสต้าก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
นักวิเคราะห์มีการประเมินกันว่า ราคากาแฟในตลาดล่วงหน้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวลงเล็กน้อยในปี 2026 ท่ามกลางความคาดหมายว่าผลผลิตกาแฟจากบราซิลและโคลอมเบียจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณอุปทานโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากาแฟลดลง กระนั้นก็ดี สภาพอากาศที่แปรปรวน และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของนโยบายการค้าสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัย 'เสี่ยงหลัก' ที่ก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นได้
ขณะที่ 'กาแฟชนิดพิเศษ' (Specialty Coffee) แล 'กาแฟจากแหล่งกำเนิดเฉพาะ' (Single Origin) จะยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ส่งผลให้ราคากาแฟในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น
เทรนด์กาแฟหายากแรงต่อเนื่อง
เทรนด์เมล็ดกาแฟหายากยังคงมาแรงในตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก เป็นที่ต้องการและแสวงหาของคอฟฟี่ฮันเตอร์ รวมไปถึงคอกาแฟที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ แทบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์หายากหรือค้นพบใหม่ที่ให้รสชาติและกลิ่นซับซ้อน อาทิ 'ซิดร้า' (Sidra), 'พิงค์ เบอร์บอน' (Pink Bourbon), 'ยูเจนนอยดิส' (Eugenioides), 'วูช วูช] (Wush Wush), 'ลอริน่า' (Laurina) และ 'ออมบลิก้อน' (Ombligon)
กาแฟหายากเหล่านี้หลายตัวแจ้งเกิดจากเวทีการแข่งขันบาริสต้าชิงแชมป์โลกที่จัดขึ้นทุกปี บางสายพันธุ์จัดอยู่ในขั้น 'ซูเปอร์แรร์' คือ นอกจากหายากมากและผลผลิตน้อยแล้ว ยังมีคุณภาพทางรสชาติสูง
เครื่องดื่มเย็นปรับแต่งได้
เทรนด์ของ 'เครื่องดื่มปรับแต่งได้' (Customised drinks) คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น กำลังเติบโตเป็นกำลังซื้อหลักของโลก และเต็มใจที่จะใช้จ่ายมากขึ้นกับเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมและค่านิยมของตนเองเป็นสำคัญ
นอกจากนั้น ด้วยการเติบโตของแอปสั่งอาหารผ่านมือถือและ 'เมนูดิจิทัล' ลูกค้าในปัจจุบันจึงคาดหวังว่าจะสามารถปรับแต่งเครื่องดื่มของตนเองได้ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่การผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ไปจนถึงส่วนผสมเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพ เน้นที่ลดหวานลดไขมัน มีแคลอรี่ต่ำ มักหันไปใช้ความหวานจากธรรมชาติแทน รวมไปถึงนมพืชด้วย
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/food/1214842