Full Metal Jacket (1987) - หนังสงครามที่บีบคั้นหัวใจ จนแทบอ้วก!


TITLE: Full Metal Jacket (1987) - หนังสงครามที่บีบคั้นหัวใจ จนแทบอ้วก!

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาแชร์ให้ฟังกันครับ เป็นหนังเก่าหน่อยแล้ว แต่รับรองว่าดูจบแล้วจะนั่งอึ้ง นั่งคิดตามไปอีกนานเลยทีเดียว เรื่องที่ผมจะพูดถึงก็คือ "Full Metal Jacket" ของผู้กำกับในตำนานอย่าง Stanley Kubrick นี่แหละครับ

บอกตรงๆ เลยนะ ใครที่คาดหวังจะมาดูหนังสงครามแบบบู๊ล้างผลาญ ระเบิดตูมตาม ฉากแอ็คชั่นมันส์ๆ แบบทั่วๆ ไป อาจจะต้องผิดหวังนิดหน่อยครับ เพราะหนังเรื่องนี้มันเล่นกับจิตใจคนมากกว่าครับ มันไม่ได้เน้นที่ความอลังการของสงคราม แต่เน้นไปที่กระบวนการ "เปลี่ยนคน" ให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารมากกว่า

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ ที่ชัดเจนมากๆ ครับ ส่วนแรกคือการฝึกทหารที่ค่าย Parris Island อันโหดร้ายทารุณ เรียกว่าเป็นการ "ลดทอนความเป็นมนุษย์" กันเลยทีเดียวครับ ผู้หมวดที่คุมการฝึก ชื่อว่า Hartman เป็นตัวละครที่ผมไม่เคยเจอใครโหดได้ขนาดนี้มาก่อนครับ เขาตะโกน ด่าทอ ดูถูก เหยียดหยามสารพัดสารเพ เพื่อจะกดหัวทหารใหม่ให้จมดิน ให้พวกเขากลายเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง

ฉากการฝึกนี่แหละครับ ที่เป็นไฮไลท์ของส่วนแรก มันไม่ใช่แค่การซ้อมรบปกติ แต่มันคือการทรมานทางจิตใจอย่างแท้จริงครับ การทำโทษที่แปลกประหลาด การกดดันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเห็นเลยว่าการเป็นทหารมันต้องผ่านอะไรมาบ้าง ไม่ใช่แค่การใส่ชุดแล้วไปยิงปืน

ตัวละครหลักที่เราจะโฟกัสก็คือ "โจ๊กเกอร์" (Joker) กับ "ไพล์" (Pyle) ครับ โจ๊กเกอร์เป็นตัวละครที่เราจะเห็นมุมมองของการเอาตัวรอด การพยายามประคองสติให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่บ้าคลั่ง ส่วนไพล์นี่สิครับ เป็นตัวละครที่น่าสงสารมาก เขาพยายามอย่างหนัก แต่ก็ดูจะตามเพื่อนไม่ทัน โดนกดดันหนัก จนสภาพจิตใจเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ฉากที่ไพล์โดนลงโทษ แล้วเพื่อนๆ ต้องมาช่วยกันทำความสะอาดปืนให้เขา มันเป็นฉากที่บีบคั้นหัวใจจริงๆ ครับ

ส่วนที่สองของหนัง ก็จะย้ายมาที่สมรภูมิเวียดนามครับ คราวนี้เราจะได้เห็นผลลัพธ์ของการฝึกอันโหดร้ายนั้น ว่ามันสามารถสร้าง "ทหารเต็มตัว" ออกมาได้จริงหรือเปล่า ที่นี่เราจะได้เห็นมุมมองของสงครามที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่เป็นความสับสน ความสิ้นหวัง และความไร้สาระของสงคราม

ฉากการต่อสู้ในเวียดนามนี่ก็ทำออกมาได้สมจริงมากๆ ครับ ไม่ได้เวอร์วังอลังการ แต่ให้ความรู้สึกถึงความอันตราย ความไม่แน่นอน ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทหารที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายอยู่ตลอดเวลา มันทำให้เราเห็นว่าภายใต้ชุดทหารที่แข็งแกร่งนั้น ก็ยังมีมนุษย์ที่หวาดกลัว สิ้นหวัง และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง

สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือบทสนทนาครับ มันคมคาย เสียดสี และทำให้เราคิดตามได้ตลอด ถึงแม้ว่าบางครั้งจะฟังดูโหดร้าย ทารุณ แต่มันก็สะท้อนความจริงของสงครามและความเป็นมนุษย์ได้อย่างเจ็บปวด

อีกอย่างที่ผมชอบคือการแสดงครับ Matthew Modine ที่รับบทโจ๊กเกอร์ แสดงได้ดีมากๆ ครับ เราเห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ ถูกหล่อหลอม จนกลายเป็นคนที่ต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยากลำบาก R. Lee Ermey ในบทผู้หมวด Hartman นี่ไม่ต้องพูดถึงครับ เขาคือผู้หมวด Hartman ตัวจริง เสียงจริง ทำให้เรากลัวไปพร้อมๆ กับตัวละครทหารเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปอะไรครับ มันทิ้งคำถามไว้ให้เราคิดต่อ ว่าสรุปแล้วสงครามมันดีหรือไม่ดี การสร้างทหารที่ไร้ความรู้สึกมันถูกต้องหรือเปล่า และความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงมันคืออะไร

สำหรับผม "Full Metal Jacket" มันไม่ใช่แค่หนังสงคราม แต่มันคือการศึกษาจิตวิทยาของมนุษย์ภายใต้แรงกดดันที่หนักหนาสาหัส มันทำให้เราเห็นด้านมืดของสงคราม และด้านที่เปราะบางของความเป็นมนุษย์ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายและความโหดร้าย

ดูจบแล้ว ผมรู้สึกเหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากลางใจเลยครับ มันไม่ใช่หนังที่ดูแล้วสบายใจ แต่เป็นหนังที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเอง และมองโลกด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

ใครที่ยังไม่เคยดู ผมแนะนำให้ลองหามาดูครับ แต่อาจจะต้องเตรียมใจนิดนึงนะครับ เพราะมันค่อนข้างหนักหน่วง และอาจจะมีบางฉากที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจได้บ้าง แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับการเสียเวลาแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ขอฝาก "Full Metal Jacket" ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาว Pantip ทุกท่านด้วยนะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังมองหาหนังดีๆ สักเรื่องมาดูนะครับ ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่