.
ปชน.แจงวุ่น หลัง ‘เจ้ากรมข่าวทหารบก’ ร่ายยาว ทหารมีไว้ทำไม ย้อนแรง พรรคการเมืองนี้มีไว้ทำไม ด้าน วิโรจน์ ยันไม่เคยเหมารวมทหารในแง่ลบ ชี้ไม่ได้ค้านอย่างไร้เหตุผล ยกเคส ฟริเกต ยังหนุนต่อ 2 ลำอยู่เลย ลั่นคนที่ตอบคำถาม คือนายพลที่เอาทหารไปใช้เลี้ยงไก่-ขับรถ-เฝ้าสนามกอล์ฟ
จากกรณี
พลโทธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
.
ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่มีการทลาย วาทกรรม ที่ด้อยค่า กองทัพ และ ความเป็นทหาร ด้วยกัน 3 วาทกรรม มีทหารไว้ทำไม, ทหารไทยรบยังไงก็แพ้, ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง โดยระบุว่า
.
“ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่มีการทลาย วาทกรรม ที่ด้อยค่า กองทัพ และ ความเป็นทหาร ด้วยกัน 3 วาทกรรม คือ
.
1) มีทหารไว้ทำไม : วาทกรรม นี้ ถูกส่งออกมาเพื่อด้อยค่า ทหารและกองทัพอย่างชัดเจน พอมีคนอธิบาย ก็จะคนมาตอบว่า เขาไม่ได้หมายถึงทหารที่ทำหน้าที่ตามแนวชายแดน เขาหมายถึง ทหารที่เข้ามายุ่งการเมือง แต่เวลาพูดถึงวาทกรรมนี้ จะถูกส่งออกกระทบทหารที่เหลือทั้งกองทัพ
.
2) ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ : วาทกรรมนี้ถูกส่งออกมาหลังวาทกรรม “มีทหารไว้ทำไม” เป็นวาทกรรมที่ตอกย้ำ ด้อยค่า ปรามาส ขีดความสามารถ ของกองทัพ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่จำเป็นในการจัดหาอาวุธที่ทันสมัย ควรเอางบประมาณไปทำอย่างอื่นดีกว่า
.
3) ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง : เป็นวาทกรรม ที่สร้างความแตกแยก ให้กับทหารในระดับต่างๆ มีการแบ่งแยกกันเองว่าเป็นคนละพวก ด้อยค่าสร้างความไม่เท่าเทียม ระหว่าง พลทหาร นายทหารชั้นประทวน นายทหารชั้นสัญญาบัตร นายทหารชั้นนายพล
.
จากสถานการณ์การสู้รบกับ เขมร ใน 2 ครั้งที่ผ่านมา คิดว่าคงจะมีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับ ทั้ง 3 วาทกรรม ว่า
.
* ทหารมีไว้ทำไม – ทหารก็เหมือนอาชีพต่างๆ ที่มีทั้งคนดีและไม่ดี การเหมารวมคงจะไม่ใช่คำตอบ พรรคการเมือง ที่ส่งออกวาทกรรมนี้ ก็ไม่ต่างกันที่ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส. มีคนฉ้อโกง มีคนพัวพันยาเสพติด มีคนล่วงละเมิดทางเพศ แล้วเราจะถามกลับได้หรือไม่ว่า เราจะมี พรรคการเมืองนี้ไว้ทำไม
.
* ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ – สถานการณ์ การสู้รบ ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาคงเป็นคำอธิบายได้อย่างชัดเจน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงความเป็น มืออาชีพในการสู้รบ ของทหารไทย
.
* ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง – กองทัพก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ที่บุคคลหลายระดับในที่ทำงาน แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ที่ต่างกัน หัวหน้า มีน้อยกว่าลูกน้อง ซึ่งทหารก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อ ทหารออกไปทำการรบด้วยกัน เขาก็เป็นทีมเดียวกัน หัวหน้าลูกน้อง ก็ออกไปทำการรบตามตำแหน่งหน้าที่ตนเอง ทหารทุกคนที่ออกรบร่วมกัน เราถือว่าทุกคนเป็นสหายร่วมรบ เพราะกระสุนไม่เลือกว่าใครเป็นใคร
จากการสู้รบกับเขมร 2 ครั้งที่ ผ่านมาคงเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่สามารถหักล้าง วาทกรรม ทั้ง 3 ได้อย่างชัดเจน พวกเรา ที่เป็นทหาร ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ บางคนก็ไม่ได้กลับมา บางคนกลับมาไม่ครบ 32 บางคนกลับมาแต่ต้องมาอยู่สภาวะที่หวาดกลัว
.
ผมอยากจะบอกว่า การรบครั้งนี้มีการทำงานเป็นทีม มีการวางแผนควบคุมบังคับบัญชาที่ มีเอกภาพ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่สลับซับซ้อน มีนายทหารขั้นยศ นายพล เดินเต็มแนวหน้าไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ทบ. แม่ทัพ ผบ.พล. ผบ.พล.ป. ผบ.พล.รพศ. ผบ.ขกท. ผบ.มทบ.ต่างๆ
.
สรุปก็คือ
.
– ท่านจะชอบหรือไม่ชอบเรา เราไม่ว่า เราไม่เคยเรียกร้อง เพราะเราก็จะทำหน้าที่ของเรากันต่อไป แต่อย่ามาด้อยค่าพวกเราเลย มันบั่นทอน ความรู้สึกของคนที่ออกไปทำหน้าที่
.
– ส่วนการออกไปทำงานของทหาร ตำรวจ อส. พลเรือน นักการเมืองต่างๆ ก็อย่าเอาไปหาเสียง กันมากนัก”
.
โดยต่อมา เพจ
พรรคประชาชน – People’s Party ได้ออกมาตอบโต้โพสต์ของ เจ้ากรมข่าวทหารบก โดยระบุว่า
.
“ประชาชน : รู้ยังทหารมีไว้ทำไม?
.
พรรคประชาชน : ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่เลี้ยงไก่ ตัดหญ้า ซักกางเกงในเมียนาย หรือบริหารสนามกอล์ฟ สนามมวย และสถานีโทรทัศน์
.
รัฐบาลประชาชน เสนอชุดนโยบาย “กองทัพทันสมัย” รบเข้มแข็ง ตอบโจทย์ภัยคุกคามใหม่ ส่งเสริมทหารมืออาชีพ คุ้มครองสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
.
ประชาชน : แล้วตัดงบทหารทำไม?
.
พรรคประชาชน : ในสภาชุดที่ 25 พรรคก้าวไกลตัดงบกลาโหม เพราะประเทศเข้าสู่ช่วงโควิดและช่วงฟื้นฟู ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการพยุงเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน
.
หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกล-ประชาชน ให้การสนับสนุนจัดซื้ออาวุธที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบกริพเพน หรือเรือฟริเกต โดยในปีงบประมาณ 2567 ส.ส.ซีกรัฐบาลได้เสนอตัดงบจัดซื้อเรือฟริเกต แต่ ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายคัดค้านอย่างรุนแรง รวมถึง ส.ส.อีกหลายท่านได้พูดชี้แจงในห้องอนุกรรมาธิการงบฯ ถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเรือฟริเกตเพื่อความมั่นคงทางทะเล แต่ไม่สำเร็จ จนงบตกไป กลับมาในปีงบประมาณ 2569 จึงได้ผ่าน
.
วิโรจน์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการทหาร ยังได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ส่งถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อเรือฟริเกตไม่น้อยกว่า 8 ลำ ไม่ใช่การซื้อเพียงลำเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์การสร้างขีดความสามารถด้านยุทธการทางทะเล ควบคู่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือฟรีเกตในไทย
.
พรรคประชาชนยืนยันว่าเราให้ความสำคัญกับนโยบายกองทัพทันสมัย จุดหมายปลายทางของเราคือการมีกองทัพที่เข้มแข็ง รบอย่างมีประสิทธิภาพ ทหารมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส มีเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาแต่มหาอำนาจ และที่สำคัญ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี มีสวัสดิการมั่นคงให้ทหารชั้นผู้น้อย
.
มีส้มไม่มีเทา มีเรามีกองทัพเข้มแข็งทันสมัย ใช้งบประมาณโปร่งใส ทหารชั้นผู้น้อยมีชีวิตความเป็นอยู่ดี
.
ล่าสุด นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก
Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โดยระบุว่า
.
[ผมทำงานกับกองทัพอย่างไร เมื่อครั้งที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร]
.
– ผมขอพูดถึงตัวเองในฐานะที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร เพื่อให้สังคมเข้าใจจุดยืนในการทำงานของผมกับกองทัพอย่างตรงไปตรงมา
.
– ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ ผมเชื่อว่ากองทัพเองย่อมทราบดีว่า ผมไม่ใช่คนที่มองทหารในแง่ลบ และไม่เคยเหมารวม หากสิ่งใดที่กองทัพทำถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ผมพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน หากพบความไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะเรื่องการซ้อมทรมานทหารเกณฑ์ การเอาเปรียบทหารชั้นผู้น้อย การทุจริตคอร์รัปชั่น หรือความไม่โปร่งใส ผมก็ไม่เคยนิ่งเฉย และไม่เคยลดราวาศอกกับเรื่องเหล่านี้เลย
.
ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนของกองทัพอากาศ ตามสมุดปกขาวแผนพัฒนากองทัพ ในปีงบประมาณ 2568 วงเงินประมาณ 19,500 ล้านบาท ซึ่งมีข้อสรุปเป็นเครื่องบิน Gripen E/F (ไม่ใช่ Gripen C/D ที่ใช้อยู่ในภารกิจปัจจุบัน) ผมได้หารือกับกองทัพอากาศอย่างตรงไปตรงมา และมีความเข้าใจร่วมกันว่า การจัดซื้อครั้งนี้ต้องมาพร้อม “นโยบายชดเชย (Offset Policy)” อย่างแท้จริง
.
ประเทศไทยควรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีสิทธิในการปรับแก้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) เพื่อให้เครื่องบินรบของเราสามารถปฏิบัติการร่วมกับยุทโธปกรณ์อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับปรุงซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องมีนโยบายชดเชยทางอ้อมที่เป็นประโยชน์ต่อภาคพลเรือน หากเป็นไปในทิศทางนี้ ผมก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
.
เช่นเดียวกับกรณีการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ เดิมทีในปีงบประมาณ 2567 มีการเสนอแผนเข้ามา แต่ถูกตัดงบประมาณไป ผมเองเห็นว่าหากกองทัพเรือสามารถต่อเรือฟริเกตในประเทศได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย และผมก็พร้อมสนับสนุนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ
.
ผมจำได้ว่ามีการอภิปรายกันในสภา ถึงขั้นมีการท้าทายว่า หากเสนอเข้ามาใหม่เป็น 2 ลำ อย่าค้าน ซึ่งผมก็ยืนยันชัดเจนว่า หากเป็นการต่อเรือในประเทศ ผมไม่คัดค้านอยู่แล้ว ต่อมาในปีงบประมาณ 2569 มีการเสนอจัดหาเรือฟริเกตเข้ามาใหม่ โดยเริ่มต้นที่ 1 ลำ ผมจึงเสนอแนะว่า หากจะต่อเรือให้คุ้มค่า ควรต่อเป็น “คู่” หรือเป็นกองเรือ เพราะการต่อเพียงลำเดียวจะทำให้ต้นทุนการเตรียมกำลังพล การซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงมาก ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน
.
ประเทศไทยเองเคยประสบปัญหานี้มาแล้วกับกรณีเรือหลวงภูมิพล ที่มีเพียงลำเดียวในชั้น ทำให้ต้องถูกใช้งานอย่างหนัก และต้องเข้าซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดจึงมีมติคณะรัฐมนตรีผูกพันโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เหมาะสมกว่า
.
ตลอดการทำงานของผม หากเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล หรือมีประเด็นให้สังคมตั้งคำถาม ผมจะติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่น กรณีโครงการเรือดำน้ำ ผมยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า และประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ควรยกเลิก และจัดทำสัญญาใหม่ให้เหมาะสม มีนโยบายชดเชยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่นำเงินภาษีประชาชนไปแลกกับยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว โดยที่ประเทศไม่ได้อธิปไตยทางเทคโนโลยีใดๆ เลย ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดซื้อแบบเก่า ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก
.
หรือการพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อให้ทหารที่ทุจริต และทหารที่ก่อคดีอาญา กางเขตกระสุนจริง ใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนใจกลางเมือง ต้องถูกพิจารณาคดีที่ศาลยุติธรรม เพื่อให้กองทัพมีความโปร่งใส และลูกหลานของพวกเราในอนาคต จะได้ไม่ถูกเข่นฆ่าอย่างไม่เป็นธรรมอีก ผมก็มีความชัดเจนในเรื่องนี้มาโดยตลอด
.
เช่นเดียวกับกรณีการจัดหาโดรนของกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการจัดซื้อที่ยังขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ยังไม่มีการจัดทำหลักนิยม (Doctrine) รองรับอย่างครอบคลุมโดรนทุกประเภท ยังไม่มีการกำหนดอัตราการจัดยุทโธปกรณ์ (อจย.) ที่ชัดเจน ผมจึงย้ำมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบ Flight Control ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ด้วยตนเอง เพราะการใช้งานจริงทางยุทธวิธี จำเป็นต้องมีการปรับแก้ซอฟต์แวร์ และคลื่นความถี่อยู่ตลอดเวลา หากต้องรอการอนุญาตจากผู้ผลิตต่างประเทศ จะไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที ที่สำคัญหากเราไม่มีอธิปไตยเหนือซอฟต์แวร์ ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงระบบ หรือถูกล่วงรู้พิกัดการควบคุม ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตทหารโดยตรง
JJNY : 5in1 ศึกวาทกรรม ทหารมีไว้ทำไม│โรมโต้เจ้ากรมข่าว│ธนาธรแอ่วลำพูน│หมอบอลแจงข้อเท็จจริง│“ทรัมป์”เผยจับผู้นำเวเนฯแล้ว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5532549
.
ปชน.แจงวุ่น หลัง ‘เจ้ากรมข่าวทหารบก’ ร่ายยาว ทหารมีไว้ทำไม ย้อนแรง พรรคการเมืองนี้มีไว้ทำไม ด้าน วิโรจน์ ยันไม่เคยเหมารวมทหารในแง่ลบ ชี้ไม่ได้ค้านอย่างไร้เหตุผล ยกเคส ฟริเกต ยังหนุนต่อ 2 ลำอยู่เลย ลั่นคนที่ตอบคำถาม คือนายพลที่เอาทหารไปใช้เลี้ยงไก่-ขับรถ-เฝ้าสนามกอล์ฟ
จากกรณี พลโทธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
.
ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่มีการทลาย วาทกรรม ที่ด้อยค่า กองทัพ และ ความเป็นทหาร ด้วยกัน 3 วาทกรรม มีทหารไว้ทำไม, ทหารไทยรบยังไงก็แพ้, ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง โดยระบุว่า
.
“ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่มีการทลาย วาทกรรม ที่ด้อยค่า กองทัพ และ ความเป็นทหาร ด้วยกัน 3 วาทกรรม คือ
.
1) มีทหารไว้ทำไม : วาทกรรม นี้ ถูกส่งออกมาเพื่อด้อยค่า ทหารและกองทัพอย่างชัดเจน พอมีคนอธิบาย ก็จะคนมาตอบว่า เขาไม่ได้หมายถึงทหารที่ทำหน้าที่ตามแนวชายแดน เขาหมายถึง ทหารที่เข้ามายุ่งการเมือง แต่เวลาพูดถึงวาทกรรมนี้ จะถูกส่งออกกระทบทหารที่เหลือทั้งกองทัพ
.
2) ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ : วาทกรรมนี้ถูกส่งออกมาหลังวาทกรรม “มีทหารไว้ทำไม” เป็นวาทกรรมที่ตอกย้ำ ด้อยค่า ปรามาส ขีดความสามารถ ของกองทัพ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่จำเป็นในการจัดหาอาวุธที่ทันสมัย ควรเอางบประมาณไปทำอย่างอื่นดีกว่า
.
3) ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง : เป็นวาทกรรม ที่สร้างความแตกแยก ให้กับทหารในระดับต่างๆ มีการแบ่งแยกกันเองว่าเป็นคนละพวก ด้อยค่าสร้างความไม่เท่าเทียม ระหว่าง พลทหาร นายทหารชั้นประทวน นายทหารชั้นสัญญาบัตร นายทหารชั้นนายพล
.
จากสถานการณ์การสู้รบกับ เขมร ใน 2 ครั้งที่ผ่านมา คิดว่าคงจะมีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับ ทั้ง 3 วาทกรรม ว่า
.
* ทหารมีไว้ทำไม – ทหารก็เหมือนอาชีพต่างๆ ที่มีทั้งคนดีและไม่ดี การเหมารวมคงจะไม่ใช่คำตอบ พรรคการเมือง ที่ส่งออกวาทกรรมนี้ ก็ไม่ต่างกันที่ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส. มีคนฉ้อโกง มีคนพัวพันยาเสพติด มีคนล่วงละเมิดทางเพศ แล้วเราจะถามกลับได้หรือไม่ว่า เราจะมี พรรคการเมืองนี้ไว้ทำไม
.
* ทหารไทยรบยังไงก็แพ้ – สถานการณ์ การสู้รบ ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาคงเป็นคำอธิบายได้อย่างชัดเจน เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงความเป็น มืออาชีพในการสู้รบ ของทหารไทย
.
* ทหารชั้นผู้น้อย หรือ ทหารระดับล่าง – กองทัพก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ที่บุคคลหลายระดับในที่ทำงาน แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ที่ต่างกัน หัวหน้า มีน้อยกว่าลูกน้อง ซึ่งทหารก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเมื่อ ทหารออกไปทำการรบด้วยกัน เขาก็เป็นทีมเดียวกัน หัวหน้าลูกน้อง ก็ออกไปทำการรบตามตำแหน่งหน้าที่ตนเอง ทหารทุกคนที่ออกรบร่วมกัน เราถือว่าทุกคนเป็นสหายร่วมรบ เพราะกระสุนไม่เลือกว่าใครเป็นใคร
จากการสู้รบกับเขมร 2 ครั้งที่ ผ่านมาคงเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่สามารถหักล้าง วาทกรรม ทั้ง 3 ได้อย่างชัดเจน พวกเรา ที่เป็นทหาร ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ บางคนก็ไม่ได้กลับมา บางคนกลับมาไม่ครบ 32 บางคนกลับมาแต่ต้องมาอยู่สภาวะที่หวาดกลัว
.
ผมอยากจะบอกว่า การรบครั้งนี้มีการทำงานเป็นทีม มีการวางแผนควบคุมบังคับบัญชาที่ มีเอกภาพ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่สลับซับซ้อน มีนายทหารขั้นยศ นายพล เดินเต็มแนวหน้าไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ทบ. แม่ทัพ ผบ.พล. ผบ.พล.ป. ผบ.พล.รพศ. ผบ.ขกท. ผบ.มทบ.ต่างๆ
.
สรุปก็คือ
.
– ท่านจะชอบหรือไม่ชอบเรา เราไม่ว่า เราไม่เคยเรียกร้อง เพราะเราก็จะทำหน้าที่ของเรากันต่อไป แต่อย่ามาด้อยค่าพวกเราเลย มันบั่นทอน ความรู้สึกของคนที่ออกไปทำหน้าที่
.
– ส่วนการออกไปทำงานของทหาร ตำรวจ อส. พลเรือน นักการเมืองต่างๆ ก็อย่าเอาไปหาเสียง กันมากนัก”
.
โดยต่อมา เพจ พรรคประชาชน – People’s Party ได้ออกมาตอบโต้โพสต์ของ เจ้ากรมข่าวทหารบก โดยระบุว่า
.
“ประชาชน : รู้ยังทหารมีไว้ทำไม?
.
พรรคประชาชน : ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่เลี้ยงไก่ ตัดหญ้า ซักกางเกงในเมียนาย หรือบริหารสนามกอล์ฟ สนามมวย และสถานีโทรทัศน์
.
รัฐบาลประชาชน เสนอชุดนโยบาย “กองทัพทันสมัย” รบเข้มแข็ง ตอบโจทย์ภัยคุกคามใหม่ ส่งเสริมทหารมืออาชีพ คุ้มครองสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
.
ประชาชน : แล้วตัดงบทหารทำไม?
.
พรรคประชาชน : ในสภาชุดที่ 25 พรรคก้าวไกลตัดงบกลาโหม เพราะประเทศเข้าสู่ช่วงโควิดและช่วงฟื้นฟู ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการพยุงเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน
.
หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกล-ประชาชน ให้การสนับสนุนจัดซื้ออาวุธที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบกริพเพน หรือเรือฟริเกต โดยในปีงบประมาณ 2567 ส.ส.ซีกรัฐบาลได้เสนอตัดงบจัดซื้อเรือฟริเกต แต่ ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อภิปรายคัดค้านอย่างรุนแรง รวมถึง ส.ส.อีกหลายท่านได้พูดชี้แจงในห้องอนุกรรมาธิการงบฯ ถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อเรือฟริเกตเพื่อความมั่นคงทางทะเล แต่ไม่สำเร็จ จนงบตกไป กลับมาในปีงบประมาณ 2569 จึงได้ผ่าน
.
วิโรจน์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการทหาร ยังได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ส่งถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องจัดซื้อเรือฟริเกตไม่น้อยกว่า 8 ลำ ไม่ใช่การซื้อเพียงลำเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์การสร้างขีดความสามารถด้านยุทธการทางทะเล ควบคู่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือฟรีเกตในไทย
.
พรรคประชาชนยืนยันว่าเราให้ความสำคัญกับนโยบายกองทัพทันสมัย จุดหมายปลายทางของเราคือการมีกองทัพที่เข้มแข็ง รบอย่างมีประสิทธิภาพ ทหารมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส มีเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาแต่มหาอำนาจ และที่สำคัญ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี มีสวัสดิการมั่นคงให้ทหารชั้นผู้น้อย
.
มีส้มไม่มีเทา มีเรามีกองทัพเข้มแข็งทันสมัย ใช้งบประมาณโปร่งใส ทหารชั้นผู้น้อยมีชีวิตความเป็นอยู่ดี
.
ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร โดยระบุว่า
.
[ผมทำงานกับกองทัพอย่างไร เมื่อครั้งที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร]
.
– ผมขอพูดถึงตัวเองในฐานะที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร เพื่อให้สังคมเข้าใจจุดยืนในการทำงานของผมกับกองทัพอย่างตรงไปตรงมา
.
– ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ ผมเชื่อว่ากองทัพเองย่อมทราบดีว่า ผมไม่ใช่คนที่มองทหารในแง่ลบ และไม่เคยเหมารวม หากสิ่งใดที่กองทัพทำถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ผมพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน หากพบความไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะเรื่องการซ้อมทรมานทหารเกณฑ์ การเอาเปรียบทหารชั้นผู้น้อย การทุจริตคอร์รัปชั่น หรือความไม่โปร่งใส ผมก็ไม่เคยนิ่งเฉย และไม่เคยลดราวาศอกกับเรื่องเหล่านี้เลย
.
ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีการจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนของกองทัพอากาศ ตามสมุดปกขาวแผนพัฒนากองทัพ ในปีงบประมาณ 2568 วงเงินประมาณ 19,500 ล้านบาท ซึ่งมีข้อสรุปเป็นเครื่องบิน Gripen E/F (ไม่ใช่ Gripen C/D ที่ใช้อยู่ในภารกิจปัจจุบัน) ผมได้หารือกับกองทัพอากาศอย่างตรงไปตรงมา และมีความเข้าใจร่วมกันว่า การจัดซื้อครั้งนี้ต้องมาพร้อม “นโยบายชดเชย (Offset Policy)” อย่างแท้จริง
.
ประเทศไทยควรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีสิทธิในการปรับแก้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) เพื่อให้เครื่องบินรบของเราสามารถปฏิบัติการร่วมกับยุทโธปกรณ์อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับปรุงซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังต้องมีนโยบายชดเชยทางอ้อมที่เป็นประโยชน์ต่อภาคพลเรือน หากเป็นไปในทิศทางนี้ ผมก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
.
เช่นเดียวกับกรณีการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ เดิมทีในปีงบประมาณ 2567 มีการเสนอแผนเข้ามา แต่ถูกตัดงบประมาณไป ผมเองเห็นว่าหากกองทัพเรือสามารถต่อเรือฟริเกตในประเทศได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย และผมก็พร้อมสนับสนุนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ
.
ผมจำได้ว่ามีการอภิปรายกันในสภา ถึงขั้นมีการท้าทายว่า หากเสนอเข้ามาใหม่เป็น 2 ลำ อย่าค้าน ซึ่งผมก็ยืนยันชัดเจนว่า หากเป็นการต่อเรือในประเทศ ผมไม่คัดค้านอยู่แล้ว ต่อมาในปีงบประมาณ 2569 มีการเสนอจัดหาเรือฟริเกตเข้ามาใหม่ โดยเริ่มต้นที่ 1 ลำ ผมจึงเสนอแนะว่า หากจะต่อเรือให้คุ้มค่า ควรต่อเป็น “คู่” หรือเป็นกองเรือ เพราะการต่อเพียงลำเดียวจะทำให้ต้นทุนการเตรียมกำลังพล การซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงมาก ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน
.
ประเทศไทยเองเคยประสบปัญหานี้มาแล้วกับกรณีเรือหลวงภูมิพล ที่มีเพียงลำเดียวในชั้น ทำให้ต้องถูกใช้งานอย่างหนัก และต้องเข้าซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดจึงมีมติคณะรัฐมนตรีผูกพันโครงการจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เหมาะสมกว่า
.
ตลอดการทำงานของผม หากเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล หรือมีประเด็นให้สังคมตั้งคำถาม ผมจะติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่น กรณีโครงการเรือดำน้ำ ผมยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า และประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ควรยกเลิก และจัดทำสัญญาใหม่ให้เหมาะสม มีนโยบายชดเชยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ใช่นำเงินภาษีประชาชนไปแลกกับยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว โดยที่ประเทศไม่ได้อธิปไตยทางเทคโนโลยีใดๆ เลย ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดซื้อแบบเก่า ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก
.
หรือการพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อให้ทหารที่ทุจริต และทหารที่ก่อคดีอาญา กางเขตกระสุนจริง ใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนใจกลางเมือง ต้องถูกพิจารณาคดีที่ศาลยุติธรรม เพื่อให้กองทัพมีความโปร่งใส และลูกหลานของพวกเราในอนาคต จะได้ไม่ถูกเข่นฆ่าอย่างไม่เป็นธรรมอีก ผมก็มีความชัดเจนในเรื่องนี้มาโดยตลอด
.
เช่นเดียวกับกรณีการจัดหาโดรนของกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการจัดซื้อที่ยังขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ยังไม่มีการจัดทำหลักนิยม (Doctrine) รองรับอย่างครอบคลุมโดรนทุกประเภท ยังไม่มีการกำหนดอัตราการจัดยุทโธปกรณ์ (อจย.) ที่ชัดเจน ผมจึงย้ำมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบ Flight Control ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ด้วยตนเอง เพราะการใช้งานจริงทางยุทธวิธี จำเป็นต้องมีการปรับแก้ซอฟต์แวร์ และคลื่นความถี่อยู่ตลอดเวลา หากต้องรอการอนุญาตจากผู้ผลิตต่างประเทศ จะไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที ที่สำคัญหากเราไม่มีอธิปไตยเหนือซอฟต์แวร์ ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงระบบ หรือถูกล่วงรู้พิกัดการควบคุม ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตทหารโดยตรง