ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่เด็กจะไม่เก่ง’ เป็นความเข้าใจที่ผิด!
.
เพราะคนเก่งที่สุดในแทบทุกสาขา มัก ‘ค้นพบความถนัด’ เมื่อเริ่มโตแล้ว
ในอดีตยุคก่อนหน้านี้ เราเชื่อกันจริงจังว่า ทักษะหลายๆ อย่าง 'ถ้าไม่ฝึกแต่เด็ก ก็ไม่มีโอกาสจะเก่ง' อย่างไรก็ดี ถ้าว่าตามงานศึกษาล่าสุดที่ศึกษา 'คนที่เป็นเลิศ' ในสารพัดพื้นที่ ตั้งแต่กีฬา ดนตรี ยันวิชาการ กว่า 30,000 คน ก็แทบจะหักล้างความเข้าใจที่ว่าไปหมดสิ้น โดยงานนี้เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่าง Science ไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนธันวาคม 2025
.
หลักๆ แล้ว งานศึกษาล่าสุดพบว่าจริงๆ แล้วพวกเด็กที่เก่งอะไรสักอย่างแต่เด็ก มันเป็นเพราะเด็กถูกฝึกทักษะนั้นๆ แบบเข้มข้นกว่าคนอื่น ก็เลยเก่งกว่า แต่ฝึกไปถึงจุดหนึ่ง เด็กก็จะเริ่มตัน และคนที่จะเก่งกว่าเด็กที่ฝึกทักษะเฉพาะทางมามิติเดียว คือพวกที่ตอนเด็กๆ ไม่ได้ถูกฝึกแบบเฉพาะทางมา แต่ผ่านการฝึกฝนทักษะมาหลากหลาย
.
พูดอีกแบบในเชิงปฏิบัติก็คือ ถ้าอยากปลูกฝังให้เป็น 'เด็กอัจฉริยะ' การฝึกอะไรจริงจังแต่เด็กก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย แต่ถ้าอยากฝึกให้เป็น 'ยอดผีมือ' สำหรับการทำงานเมื่อเติบโต ก็ควรจะฝึกทักษะอย่างหลากหลายในตอนเด็ก เพราะที่ผ่านๆ มายอดฝีมือในโลก 'โดยเฉลี่ย' ก็เป็นแบบนั้นแทบทุกสาขา
.
ต้องอธิบายก่อนว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เก่งแต่เด็ก แต่เพิ่งทะยานโดดเด่นมาเมื่อโตขึ้น ซึ่งนักวิจัยค้นพบว่าคนเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกันคือ ตอนเด็กๆ ผ่านการฝึกทักษะมาอย่างหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงทักษะที่เก่งเมื่อเติบโต แต่เคยทำอย่างอื่นมาแล้วหลายอย่าง ก่อนที่จะมา 'ค้นพบความถนัด' เมื่อโตแล้ว และความเก่งกาจตอนโตของคนกลุ่มนี้มักจะเหนือกว่าคนที่เคยฝึกทักษะเพียงอย่างเดียวมาตลอดชีวิต
.
แน่นอนบางคนอาจบอกว่า 'นี่คือชัยชนะของเป็ด' หรือคนมีทักษะหลากหลาย แต่อีกด้าน ที่จริงนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป
.
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาไม่ได้เคลมถึงขั้นว่าคนที่มีทักษะอย่างละนิดละหน่อยสารพัดคือคนที่จะเก่งกว่าในระยะยาว แต่งานศึกษาชิ้นนี้พยายามจะชี้ว่า การจับเด็กที่ดูมีแววในทักษะหนึ่งๆ มาฝึกแต่เพียงทักษะนั้นๆ โดยไม่ทำอย่างอื่นเลย มันไม่ได้นำไปสู่การผลิตผู้ใหญ่ที่เป็นเลิศที่สุดในทักษะนั้น แต่คนที่โตมาเป็นเลิศที่สุด กลับคือคนที่ฝึกทักษะหนึ่งแบบยาวๆ ไม่เร่งรีบ และระหว่างทางก็แวะไปฝึกทักษะอื่นด้วย และนั่นน่าจะหมายถึงคนที่เล่นกีฬาสองสามอย่าง ก่อนจะไปเก่งเป็นดาวรุ่งอย่างหนึ่งอย่างใด หรือคนที่มีทักษะเชิง 'ศิลปะ' หลายๆ อย่าง ก่อนจะไปเอาดีในทางหนึ่ง หรือคนที่เคยเรียนรู้ด้านวิชาการมาหลากหลายสาขา ก่อนจะเป็นตัวท็อปของสาขาหนึ่งในนั้น มากกว่าจะหมายถึง 'เป็ด' ในแง่ของคนที่เคยฝึกมาแบบสากกะเบือยันเรือรบ แต่ไม่เก่งสักอย่าง
.
ถามว่านัยของงานวิจัยชิ้นนี้คืออะไร? คำตอบคือ มีเต็มไปหมด
.
อย่างแรก จากมุมของรัฐ ในแง่ของการลงทุนของรัฐในการสนับสนุนคน งานนี้ชี้ชัดว่ารัฐไม่ควรจะมีโปรแกรมแยกเด็กมาฝึกเฉพาะทางแบบไม่ต้องทำมาหากิน เพราะในระยะยาวนอกจากมันจะไม่ได้สร้างบุคคลระดับอัจฉริยะในด้านนั้นแล้ว มันยังไม่เป็นผลดีต่อเด็กอีกด้วย เพราะเด็กจะไม่มีทักษะอื่นๆ เลย
.
อย่างที่สอง จากมุมของคนทั่วไป เราควรจะเลิกคิดว่าเพราะเราไม่เคยฝึกสิ่งเหล่านี้มาแต่เด็ก เราเลยสู้คนที่ฝึกมาแต่เด็กไม่ได้ กลับกัน เราไม่ควรจะหยุดค้นหาว่าเรา 'เก่ง' อะไรไปจนตลอดชีวิต เพราะคนจำนวนไม่น้อยก็พบว่าตนเองมีทักษะบางอย่างระดับมหัศจรรย์เมื่อยามแก่ แต่ไม่ได้พัฒนาต่อ เพียงเพราะคิดว่าตัวเอง 'แก่เกินกว่าจะฝึก'
.
ประเด็นคือ ในช่วงหลังๆ สังคมผู้สูงอายุเริ่มมีแนวคิดจริงจังว่า คนยิ่งแก่ ยิ่งควรฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อให้สมองได้ทำงานเรื่อยๆ จะได้เสื่อมช้า และทักษะที่เคยเชื่อกันว่า 'แก่ไปฝึกก็ไร้ประโยชน์' อย่างดนตรี มีคำแนะนำด้วยซ้ำว่ายิ่งแก่ยิ่งควรฝึก และไม่ควรจะมองเป็นเรื่องแปลกที่เห็นคนไปเรียนเปียโนในวัย 60 เพราะถึงแม้ว่าไม่ได้พยายามจะเป็นเลิศ แต่ทักษะที่จะได้มาก็ถือเป็นผลพลอยได้ ที่ส่งผลดีต่อทั้งระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อของคนวัยนี้
.
ที่มา : Brandthink
ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่เด็กจะไม่เก่ง’ เป็นความเข้าใจที่ผิด!