จากประสบการณ์ที่ผมเคยปฏิบัติจนเห็นจิตตนเอง ตอนบวชเมื่อปี 69 ที่วัดถ้ำสหาย อาจจะผิดหรือถูกขอเล่าตามที่ตนเองเห็นครับ
วัฏสงสาร 31 ภพภูมิ (โลก จักรวาล สวรรค์ พรหมโลก นรก) สร้างจาก จิตและอวิชชา จริงๆ อวิชชา ทำให้เกิดสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง คือ ตัวสร้างวัฏสงสาร) แล้วจึงเกิดวิญญาณ (ตัวเชื่อมจิตกับวัฏสงสาร) จึงเกิด นามรูป (สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในวัฏสงสาร เช่น มนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์นรก) จึงเกิดภพชาติ (การเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด) ตามวงจร ปฏิจจสมุปบาท
จิต คือ ธาตุรู้ เป็น 1 ใน 6 ธาตุพื้นฐานของจักรวาล ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ความว่าง และธาตุรู้ ธาตุเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่แปรปรวน แต่ไม่แตกสลาย ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟรวมกันสร้างเป็นวัฏสงสาร โดยมีธาตุรู้ไปครอง จึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ถ้าไม่มีธาตุรู้ไปครองก็จะเป็น ต้นไม้ ดวงดาว สิ่งพวกนี้ล้วนอยู่ตามกฏไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา และกฏแห่งกรรม
ธาตุรู้ หรือ จิต เป็นเหมือนก้อนพลังงาน ผ่องใส ส่องสว่างเป็นประภัสสร แต่เศร้าหมอง เพราะกิเลส อวิชชา (ตามพระไตรปิฏก) อวิชชา เข้ามาครอบงำจนจิตมืดบอด ดำสนิท อวิชชาเป็นตัวดึงพลังงานจากจิตไปสร้างวัฏสงสาร และจิตเองก็เพลิดเพลิน (ตัณหา) กับบทละครต่างๆ ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เหมือนคนเล่นเกมแล้วสนุกจนคิดว่าตัวละครในเกมนั้นคือเรา (สักยทิฏฐิ) บทละครนั้นเกิดจากกฏแห่งกรรมที่เราได้ทำในอดีต จริงๆจิตไม่ได้ต้องการพลังงาน แต่เป็นผู้ให้พลังงาน แท้จริงตัวที่ต้องการพลังงาน คือ วิญญาณ และตัวละครในวัฏสงสาร (มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก) เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนวัฏสงสาร
เมื่อทำสมาธิ คือ การลอกอวิชชาออกจากจิต เหมือนกวาด จอกแหน ออกจากผิวน้ำ คือ ผิวของจิต ความมืดบอดจะถูกลอกออกไป จนเห็นถึงความเดิมแท้ของจิต เมื่อถึงฌาน 4 คือ ผ่องใส ส่องสว่างเป็นประภัสสร ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เมื่ออวิชชาไม่ครอบงำ (ชั่วคราว) ไม่สามารถดูดพลังจากจิตได้ จึงเกิดความเป็นทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ เห็นอดีต อนาคต (ต้องเกิดจากฌาน 4 กสิณแสง ไฟ สีขาว) เพราะจิตใช้พลังงานตนเองได้เต็มที่ ปัญญาจะเปิดขึ้นเต็มที่ เหมือนฉลาดขึ้น หลายร้อยเท่า มีอุเบกขา ความเป็นกลางอย่างยิ่ง
ช่วงนั้นนำมาพิจารณาให้เห็นขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตจะเห็นขันธ์ 5 และวัฏสงสารแตกสลายกลายเป็นธาตุ 4 จิตจะเบื่อหน่ายในขันธ์ 5 ทำลายอวิชชา จนหมดสิ้น รู้ว่าแท้จริงเรา คือ อะไร เราไม่ใช่กายไม่ใช่ขันธ์ 5
จิตจะกลับไปเป็นธาตุรู้รวมกับความว่างอันบริสุทธิ์ ตัดขาดจากขันธ์ 5 100% เรียกว่าพรากจิตออกจากขันธ์ 5 เป็นบรมสุขอย่างยิ่ง เรียกว่า นิพพาน หรือ อมตธาตุ อมตธรรม หรือ นิพพานธาตุ คือ การไม่ต้องมาเวียน ว่าย ตาย เกิด ในวัฏสงสาร กลับไปเป็นธาตุและความว่าง
จากประสบการณ์ที่ผมเคยปฏิบัติจนเห็นจิตตนเอง
วัฏสงสาร 31 ภพภูมิ (โลก จักรวาล สวรรค์ พรหมโลก นรก) สร้างจาก จิตและอวิชชา จริงๆ อวิชชา ทำให้เกิดสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง คือ ตัวสร้างวัฏสงสาร) แล้วจึงเกิดวิญญาณ (ตัวเชื่อมจิตกับวัฏสงสาร) จึงเกิด นามรูป (สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในวัฏสงสาร เช่น มนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์นรก) จึงเกิดภพชาติ (การเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด) ตามวงจร ปฏิจจสมุปบาท
จิต คือ ธาตุรู้ เป็น 1 ใน 6 ธาตุพื้นฐานของจักรวาล ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ ความว่าง และธาตุรู้ ธาตุเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่แปรปรวน แต่ไม่แตกสลาย ธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟรวมกันสร้างเป็นวัฏสงสาร โดยมีธาตุรู้ไปครอง จึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ถ้าไม่มีธาตุรู้ไปครองก็จะเป็น ต้นไม้ ดวงดาว สิ่งพวกนี้ล้วนอยู่ตามกฏไตรลักษณ์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา และกฏแห่งกรรม
ธาตุรู้ หรือ จิต เป็นเหมือนก้อนพลังงาน ผ่องใส ส่องสว่างเป็นประภัสสร แต่เศร้าหมอง เพราะกิเลส อวิชชา (ตามพระไตรปิฏก) อวิชชา เข้ามาครอบงำจนจิตมืดบอด ดำสนิท อวิชชาเป็นตัวดึงพลังงานจากจิตไปสร้างวัฏสงสาร และจิตเองก็เพลิดเพลิน (ตัณหา) กับบทละครต่างๆ ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เหมือนคนเล่นเกมแล้วสนุกจนคิดว่าตัวละครในเกมนั้นคือเรา (สักยทิฏฐิ) บทละครนั้นเกิดจากกฏแห่งกรรมที่เราได้ทำในอดีต จริงๆจิตไม่ได้ต้องการพลังงาน แต่เป็นผู้ให้พลังงาน แท้จริงตัวที่ต้องการพลังงาน คือ วิญญาณ และตัวละครในวัฏสงสาร (มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก) เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนวัฏสงสาร
เมื่อทำสมาธิ คือ การลอกอวิชชาออกจากจิต เหมือนกวาด จอกแหน ออกจากผิวน้ำ คือ ผิวของจิต ความมืดบอดจะถูกลอกออกไป จนเห็นถึงความเดิมแท้ของจิต เมื่อถึงฌาน 4 คือ ผ่องใส ส่องสว่างเป็นประภัสสร ยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ เมื่ออวิชชาไม่ครอบงำ (ชั่วคราว) ไม่สามารถดูดพลังจากจิตได้ จึงเกิดความเป็นทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ เห็นอดีต อนาคต (ต้องเกิดจากฌาน 4 กสิณแสง ไฟ สีขาว) เพราะจิตใช้พลังงานตนเองได้เต็มที่ ปัญญาจะเปิดขึ้นเต็มที่ เหมือนฉลาดขึ้น หลายร้อยเท่า มีอุเบกขา ความเป็นกลางอย่างยิ่ง
ช่วงนั้นนำมาพิจารณาให้เห็นขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตจะเห็นขันธ์ 5 และวัฏสงสารแตกสลายกลายเป็นธาตุ 4 จิตจะเบื่อหน่ายในขันธ์ 5 ทำลายอวิชชา จนหมดสิ้น รู้ว่าแท้จริงเรา คือ อะไร เราไม่ใช่กายไม่ใช่ขันธ์ 5
จิตจะกลับไปเป็นธาตุรู้รวมกับความว่างอันบริสุทธิ์ ตัดขาดจากขันธ์ 5 100% เรียกว่าพรากจิตออกจากขันธ์ 5 เป็นบรมสุขอย่างยิ่ง เรียกว่า นิพพาน หรือ อมตธาตุ อมตธรรม หรือ นิพพานธาตุ คือ การไม่ต้องมาเวียน ว่าย ตาย เกิด ในวัฏสงสาร กลับไปเป็นธาตุและความว่าง