ถอดบทเรียนการเงินฉบับ "Cocktail" เมื่อวงร็อควางแผนเกษียณล่วงหน้า 5 ปี และนิยามความรวยใหม่ที่ว่า "รวย = พอ"



     หากพูดถึงวงดนตรีร็อคแถวหน้าของไทย ชื่อของ Cocktail ต้องติดอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ แน่นอน แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่าเพลงฮิตร้อยล้านวิวของพวกเขา คือ "วิธีคิด" เบื้องหลังการประกาศยุติบทบาทวงในปี 2025 ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ เพราะนี่ไม่ใช่การแยกย้ายเพราะวงแตก หรือหมดไฟ แต่เป็นการ "ลงจากเวทีอย่างสง่างาม" ที่ผ่านการวางแผนการเงินมาอย่างเหนือชั้น
ผมลองถอดรหัสออกมาได้ 4 บทเรียนสำคัญจากวง Cocktail ซึ่งผมมองว่าไม่ได้สอนแค่เรื่องดนตรี แต่สอนเรื่อง "การจัดการชีวิต" ที่น่าหยิบไปปรับใช้ครับ
..................................................

1. มองโลกตามจริง: อย่าให้แสงสปอตไลท์หลอกตา (Reality Check) ประเด็นที่น่าสนใจมาก คือการที่ พี่โอม (นักร้องนำ) ยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดเพลงไทยมีขนาดเล็ก" และอาชีพศิลปินมีอายุงานจำกัด (Lifespan)
หลายคนเมื่อประสบความสำเร็จ มักจะติดกับดักว่า "ฉันจะหาเงินได้แบบนี้ตลอดไป" ทำให้เผลอสร้างหนี้สินหรือใช้จ่ายเกินตัว แต่ Cocktail เลือกที่จะมองในมุม Worst Case Scenario เสมอ
ข้อคิด: อย่ารอให้รายได้ลดแล้วค่อยเริ่มเก็บเงิน ให้รีบโกยและรีบเก็บในวันที่กราฟชีวิตพุ่งสูงสุด เพราะไม่มีอาชีพไหนที่มั่นคง 100% การเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ คือความไม่ประมาท

2. กฎเหล็ก "เงินที่มองไม่เห็น คือเงินที่เก็บอยู่" เคล็ดลับความมั่งคั่งของวง Cocktail ไม่ใช่การห้ามใช้เงิน แต่คือ "ระบบการตัดเงิน" พวกเขาเปลี่ยนระบบจากเดิมที่รับเงินเข้ากระเป๋าใครกระเป๋ามัน มาเป็นรับเข้า "กองกลาง" (นิติบุคคล) ก่อน
วิธีนี้คือจิตวิทยาการเงินชั้นเยี่ยม เมื่อเงินส่วนเก็บถูกหักออกไปก่อนที่จะถึงมือ สมาชิกวงจะไม่รู้สึกว่า "เสียเงิน" หรือ "เงินหาย" เพราะไม่เคยเห็นตัวเลขนั้นในบัญชีส่วนตัวตั้งแต่แรก
ข้อคิด: วิธีออมที่ดีที่สุดคือการออมแบบ "ออโต้" หรือตัดไปเลยก่อนที่เราจะมีโอกาสได้ใช้ เพราะถ้าเห็นตัวเลขในบัญชี เรามักจะหาเหตุผลในการใช้มันจนได้

3. ฟูกที่หนานุ่ม... มีไว้รองรับ "ทุกคน" ในยามวิกฤต บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของระบบกองกลางนี้ คือช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่งานดนตรีหายไปนานถึง 2 ปีเต็ม เงินกองกลางที่สะสมมา ไม่ได้ถูกนำมาแจกจ่ายให้สมาชิกวงไปเสวยสุข แต่ถูกนำมาจ่าย "เงินเดือนทีมงานเบื้องหลัง" ทุกคน เพื่อให้พวกเขามีข้าวกินและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องตกงาน
ข้อคิด: การวางแผนการเงินที่ดี ไม่ได้มีไว้เพื่อความรวยส่วนตัว แต่มีไว้เพื่อ "ความรับผิดชอบ" ต่อคนที่เรารักและดูแล ในวันที่พายุเข้า ใครที่มี "ฟูก" (เงินสำรอง) หนาที่สุด คนนั้นจะเจ็บตัวน้อยที่สุด

4. กับดักของสะสม และนิยาม "อิสรภาพ" ที่แท้จริง สมาชิกวงเล่าอย่างติดตลกว่า เคยผ่านยุค "บ้าซื้อ" มาแล้ว เช่น ซื้อรองเท้า Sneaker สะสมจนเต็มตู้ แต่สุดท้ายไม่ได้ใส่จนกาวเสื่อม พื้นหลุดคาเท้า จนได้ตกผลึกความคิดที่คมคายจากพี่โอมที่ว่า...
"อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง ไม่ใช่อิสรภาพจากการต้องหาเงิน แต่คือ อิสรภาพจากความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของตัวเอง"
ข้อคิด: ตราบใดที่เรายังลด "ความอยาก" ไม่ได้ ต่อให้หาเงินได้ร้อยล้านก็ไม่พอ แต่ถ้าเรารู้จักคำว่า "พอ" และแยกแยะระหว่าง สิ่งที่จำเป็น (Need) กับ ความอยากได้ (Want) เราจะพบอิสรภาพทันทีโดยไม่ต้องรอให้รวยล้นฟ้า
..................................................

บทสรุป เรื่องราวของ Cocktail ทำให้เห็นว่า "ความเป็นมืออาชีพ" ไม่ได้วัดกันแค่ผลงานหน้าเวที แต่วัดกันที่การวางแผนหลังบ้าน การประกาศยุติวงในปี 2025 ของพวกเขา จึงไม่ใช่จุดจบที่น่าเศร้า แต่เป็น "ชัยชนะ" ของกลุ่มคนที่รู้จักตัวเอง รู้จักพอ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตมาอย่างดีเยี่ยม
คำถามสำคัญที่อยากฝากไว้ให้คิดต่อคือ... วันนี้คุณมี "กองทุนส่วนตัว" ที่มองไม่เห็น และมี "ฟูก" ที่หนาพอจะรองรับตัวคุณเองในวันที่ไม่มีรายได้แล้วหรือยังครับ?

...............................................

ช่วงนี้ผมตั้งใจอ่านหนังสือและเติมอาหารสมองเยอะขึ้น เจอเรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ จะรีบ 'สรุปและย่อย' มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันที่นี่นะครับ
มาเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน กดติดตามเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยครับ
เนื้อหานี้คัดมาจาก Facebook ส่วนตัวของผมเองครับ  https://www.facebook.com/share/p/1BbQ3E3M9T/
................................................

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่