ความคิดในการมีครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามยุคสมัย

กระทู้คำถาม
มีการพูดถึงแนวคิดคนสมัยนี้ในเรื่องมีครอบครัวเปลี่ยนไปมากๆ จากในอดีต

1. คนเราไม่จำเป็นต้องมีครอบครัว การมีครอบครัวคือสิ่งที่เกินไปจากปัจจัยสี่ ถามคนเจนซี เจนอัลฟ่า เขาตอบกันแบบนี้จริงๆ มีความคิดกันแบบนี้มากถึง 80%ได้แล้ว จึงเห็นได้เด็กยุคนี้โสดกันหมดแล้ว ​แม้ว่าจะอายุ 30+ก็ยังเน้นอยู่คนเดียว ที่บ้านคนรุ่นนี้ โสดกัน 100%เลย ทั้งที่หน้าที่การงานดีทุกคน แล้วหน้าตาก็ดีมากด้วย

2. มีความคิดเป็นของตัวเองชัดเจน อย่ามาซ้ำซี้ ​มันน่ารำคาญ อยู่ตัวคนเดียวได้ ไม่มีเหงา เข็มแข็ง สังคมสอนแบบนั้น อ่อนแอก็แพ้ไป สังเกตเด็กรุ่นนี้มีโลกส่วนตัวสูงมาก มีความสัมพันธ์กับคนในบ้านน้อย กับคนนอกบ้านยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ไม่ยอมกินข้าวปลา เน้นอยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืน ​ไม่ออกไปไหนเลย แล้วอย่าไปเคาะห้องกวนใจเขา เขาจะหาว่าไม่มีมารยาท มันห้องส่วนตัวชีวิตส่วนตัวของเขา หากินได้เอง สั่งแกร๊ปเอา

3. บางคนพูดว่า คนเราไม่ใช่สัตว์สังคม เลยไปหาค้นคว้าหาอ่านเพิ่ม ​มีคนคิดแบบนัสูงมากเหมือนกันตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว น่าจะตั้งแต่ยุคกลางมา ​สัตว์สังคมในอดีตมันอาจจะใช่ ​เพราะมันเป็นสังคมเกษตร ใช้แรงงานคนในครอบครัว แรงงานคนในสังคม แต่พอเป็นพาณิชยกรรม ​การค้าสมัยใหม่ ความคิดไม่ใช่สัตว์สังคมมันถูกมากกว่า เพราะเน้นเงินตรา ทำงานตามหน้าที่ เน้นมาทำงานหาเงิน ไม่ใช่เน้นมาสร้างมนุษยสัมพันธ์กับใคร หาเงินได้คือจบ ตามระบบทุนนิยม ให้เงินสนองความต้องการที่ขาดก็พอ ​ไม่เน้นผูกพัน ไม่เน้นสมาคมกับใคร ทำให้มีความผูกพันแบบฉาบฉวย ​ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์อาจไม่มีอยู่จริง หรือไม่จำเป็นต้องมี

​ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชากรโสดเต็มเมืองจริง จากผลสำรวจใน กทม โสดราว 50% นับในวัยที่ควรมีครอบครัวแล้ว แล้วอัตราหย่าร้างนี่เพิ่มเกินการมีคู่ไปแล้ว คือ 60% แล้ว​เด็กเกิดน้อยมาก ปีที่ผ่านมาต่ำมากเป็นประวัติการณ์ จนเกิดปัญหาแน่ๆในอนาคต คือ ขาดแรงงาน เศรษฐกิจตกต่ำไปเรื่อยแบบฟื้นตัวไม่ได้ เพราะไม่มีคนบริโภค เป็นเทรนด์ทั่วโลกด้วยส่วนหนึ่ง
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่