ทำไมเราถึงชอบไปเที่ยวที่เดิมซ้ำๆ?

กระทู้สนทนา
ทำไมเราถึงชอบไปเที่ยวที่เดิมซ้ำๆ? เมื่อการกลับไปสถานที่เก่าๆ อันแสนคุ้นเคย อาจเติมเต็ม ‘ความมั่นคงทางใจ’ ได้ดีกว่าที่ใหม่
.
ถึงแม้เราจะอยู่ในยุคที่การเดินทางรอบโลกกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น มีจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ให้เราไปปักหมุด แต่ก็ยังมีบางคนที่ชอบกลับไปเที่ยวในสถานที่เดิมซ้ำๆ
.
ไม่ว่าจะเป็นการไปประเทศจีนครั้งที่ 5, ประเทศลาวครั้งที่ 10 หรือประเทศญี่ปุ่นครั้งที่ 20 ก็ยังมี

เรียกได้ว่าไปมาแล้วจนรู้ทุกซอกทุกมุม ทั้งร้านกาแฟเดิมๆ ถนนสายเดิมที่หลับตาเดินก็จำได้ อาจจะรู้จักดีกว่าประเทศบ้านเกิดเมืองนอน แต่ถึงแม้ทุกอย่างจะดูซ้ำซากไปหมด แล้วทำไมบางคนถึงยังชอบไปเที่ยวที่เดิมซ้ำๆ กันนะ?
.
นั่นก็เป็นเพราะการเดินทางไม่ใช่แค่เรื่องของการ ‘ค้นพบสิ่งใหม่’ แต่คือการ ‘กลับไปหาความคุ้นเคย’ ในโลกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ การไปที่เดิมซ้ำๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือการมองหาสิ่งเยียวยาจิตใจที่ช่วยมอบความมั่นคงทางอารมณ์ให้กับเรา
.
[ประวัติศาสตร์ของครอบครัว]
มีเคสตัวอย่างของครอบครัว Jason Greene ช่างภาพที่พาลูกๆ ทั้ง 4 คน เดินทางจากนิวยอร์กมุ่งหน้าสู่มง-ตรองบลองต์ (Mont Tremblant) ในแคนาดาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมของครอบครัวนี้ไม่ใช่การเช็กอินที่ใหม่ๆ แต่การไปยังสถานที่เดิมๆ เป็นเสมือน ‘ธรรมเนียม’ ที่สืบต่อกันมาจนกลายเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของครอบครัว
.
เมื่อเราจองห้องพักห้องเดิม กินอาหารเมนูเดิม ความคุ้นเคยเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความวุ่นวายจากโลกภายนอก ทำให้เราไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการปรับตัว แต่สามารถใช้พลังงานทั้งหมดที่มีไปกับการ ‘ดื่มด่ำ’ และการพักผ่อนอย่างแท้จริง
.
[การซ้ำเดิมและความปลอดภัยทางใจ]
แล้วทำไมสมองเราถึงรู้สึกดีเมื่อได้เห็นอะไรเดิมๆ? ดร.ชาร์ลอตต์ รัสเซลล์ (Charlotte Russell) นักจิตวิทยาอธิบายว่ามันเป็นเรื่องของ ‘ความรู้สึกปลอดภัย’ เมื่อเรากลับไปยังที่ที่คุ้นเคย เราจะรู้ล่วงหน้าว่าควรคาดหวังอะไร สิ่งไหนที่เหมาะกับเรา และที่สำคัญสุดคือ เราลดโอกาสที่จะต้องเผชิญกับ ‘สิ่งที่ไม่ได้คาดคิด’ ซึ่งมักมาคู่กับการท่องเที่ยวในที่ใหม่ๆ
.
ในมุมมองทางประสาทวิทยา แม้ว่าระบบรางวัลในสมองเราอาจจะตื่นเต้นน้อยลงเมื่อเจอแต่ที่เดิมๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือระดับความเครียดที่ลดลง เพราะเราอยู่ห่างไกลจากสิ่งเร้านั่นเอง
.
สำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตในแต่ละวันนั้น ‘เกินจะรับไหว’ การได้กลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่ควบคุมได้ จึงเป็นเหมือนการชาร์จแบตให้ตัวเอง ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ช่วยให้เราทิ้งความหนักใจไว้เบื้องหลัง และจดจ่ออยู่กับความสุขอันคุ้นเคยได้เต็มที่
.
[บ้านหลังที่สอง]
อีกหนึ่งแง่มุมของการไปที่เดิมๆ จะมีความรู้สึกที่การท่องเที่ยวแบบ ‘ชะโงกทัวร์’ ให้เราไม่ได้ เพราะการกลับไปที่เดิม จะช่วยปล่อยสถานะของเราจาก ‘คนนอก’ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้โดยปริยาย อาจจะมาจากสิ่งเล็กๆ เช่นการที่เจ้าของร้านกาแฟจำเมนูโปรดของเราได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม ทำให้เรารู้สึกมี ‘ตัวตน’ ถึงแม้จะอยู่ห่างจากไกลจากบ้านเกิด
.
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจาก Priceline และ Hilton ยืนยันว่านักเดินทางกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ มักถูกดึงดูดด้วยสถานที่ที่เคยหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา เพราะเขายืนอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การได้กลับไปยืนในจุดเดิมจากความทรงจำวัยเด็ก คือการย้ำเตือนถึงความมั่นคงของตัวตนเราเอง
.
[เทคนิคการรักษาความตื่นเต้น]
อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยวที่เดิมๆ บ่อยครั้ง ก็สามารถทำให้สมองเกิดความชินชากับความสุขเดิมๆ ได้ ดร.รัสเซลล์จึงแนะนำว่าให้เราท่องเที่ยวแบบผสม ‘ความคุ้นเคย’ และ ‘ความแปลกใหม่’
.
โดยจะมีเทคนิคที่นักเดินทางมือโปรใช้ คือการรักษา ‘โครงสร้างหลัก’ ที่ทำให้เราสบายใจเอาไว้ แต่เติม ‘รายละเอียดใหม่’ ลงไปในแต่ละทริป เช่น พักที่เดิม แต่เปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง ออกไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ หรืออาจจะใช้เวลากับสถานที่เดิมให้มากขึ้นก็ยังได้
.
ในท้ายที่สุด การตัดสินใจกลับไปเที่ยวที่เดิมซ้ำๆ อาจไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ แต่มันคือการกลับไปยัง ‘บ้านหลังที่สอง’ ของเรา ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับตัวเราเอง เพราะบางครั้ง เป้าหมายของการเดินทาง ไม่ใช่การไปยังสถานที่ใหม่ล่าสุดหรือท้าทายที่สุด แต่คือการไปให้ถึงจุดที่เราจะรู้สึกสบายใจและวางใจกับที่นั้นๆ ได้อย่างแท้จริง เพื่อให้เรามีพลังกลับมาเผชิญหน้ากับโลกที่วุ่นวายได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
.
ที่มา : ฺBrandThink
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่