ผมจะโน้มน้าวคุณให้เลือก พรรคประชาชน เบอร์ 46 ในการเลือกตั้ง ที่กำลังมาถึง

เลือกตั้งรอบนี้ อาจไม่ใช่เรื่องรักหรือชังพรรคไหน
แต่อาจเป็นเรื่องว่าเราอยากให้ประเทศเดินไปทางไหนมากกว่า

ขอออกตัวก่อนว่า กระทู้นี้ไม่ได้เขียนเพื่อด่าพรรคใดเป็นพิเศษ

และไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเห็นตรงกัน

แค่อยากชวนคนที่ยังลังเล หรือคนที่เริ่มไม่แน่ใจ
ลองมองภาพรวมของการเลือกตั้งรอบนี้แบบใจเย็น

หลายคนบอกว่า
       “ประเทศก็อยู่มาได้ ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

ซึ่งผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง คือคนไทยเก่งจริงๆ
แต่คำถามคือ เราอยู่ได้เพราะระบบมันดี
หรือเพราะประชาชนต้องแบกทุกอย่างเองมานานเกินไปแล้ว

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ค่าครองชีพสูงขึ้นแทบทุกอย่าง
รายได้โตช้า หนี้ครัวเรือนสูง
ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องพึ่งตัวเอง
เพราะรัฐช่วยได้จำกัดมาก

หลายอย่างมัน “พอทนได้” แต่ไม่ใช่ “น่าอยู่”

การเลือกตั้งรอบนี้เลยไม่ใช่แค่เลือกคนเก่งเอาตัวรอด แต่คือเลือกว่าจะเอาระบบแบบเดิมไปต่อ
หรืออยากลองระบบที่คิดถึงอนาคตระยะยาวมากขึ้น


1.  เรื่อง ม.112 วันนี้เป็นจุดที่คนสองฝั่งพอเข้าใจกันได้แล้ว

ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่หลายคนยังค้างใจ
เลยอยากพูดตรง ๆ บนข้อเท็จจริง

วันนี้พรรคประชาชน “ถอยแล้ว“ ไม่มีนโยบายแก้ ม.112 อยู่ในนโยบายพรรคหรือนโยบายรัฐบาล ตรงนี้คือสัญญาณชัดสำหรับฝั่งที่ไม่อยากให้แก้ ว่าพรรคเลือกเคารพกรอบกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ในขณะเดียวกัน คนที่เคยอยากให้แก้จำนวนไม่น้อยก็เข้าใจสถานการณ์ ว่าถ้ายังฝืนเดินเรื่องนี้ต่อ
ผลลัพธ์ไม่ใช่การเปลี่ยนกฎหมาย แต่คือพรรคถูกยุบ ประเทศเสียเวลา และทุกอย่างถอยหลังอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งชัดแล้วว่าห้ามดำเนินการ การฝืนไม่ใช่ความกล้า แต่คือการพาประเทศไปติดกับดักเดิม

ดังนั้นจุดยืนปัจจุบันจึงเป็นจุดที่ คนไม่อยากให้แก้ก็พอรับได้.

คนอยากให้แก้ก็เข้าใจว่าต้องรอ เพราะถ้าพรรคถูกยุบไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอำนาจ ไม่ว่ากฎหมายไหนก็ไม่มีวันเปลี่ยนได้อยู่ดี

ข้อ 2 ประเทศไทยอยู่ได้จริง แต่คำถามคือ “อยู่แบบไหน”

หลายคนพูดว่า ประเทศไทยผ่านมาได้ตั้งหลายวิกฤต ซึ่งผมเห็นด้วยว่า คนไทยเก่งมาก

แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ เรารอดเพราะระบบมันดี
หรือรอดเพราะประชาชนต้องแบกกันเองมาโดยตลอด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพสูงขึ้นแทบทุกอย่าง, รายได้โตช้า หนี้ครัวเรือนสูง
ผู้ประกอบการจำนวนมากพึ่งรัฐแทบไม่ได้
หลายอย่างไม่ถึงขั้นพัง แต่ก็ไม่ใช่สภาพที่น่าใช้ชีวิต

คำว่า “อยู่ได้” กับ “อยู่ดี” มันไม่เหมือนกัน

ข้อ 3 ประสบการณ์น้อยกว่า ไม่ได้แปลว่าแย่กว่าเสมอไป

ข้อกังวลที่เจอบ่อยคือ

พรรคประชาชนประสบการณ์น้อยกว่า พรรคเก่า ๆ

ซึ่งเป็นความจริงบางส่วน แต่ประสบการณ์จำนวนปี ไม่ได้การันตีคุณภาพเสมอไป

หลายปัญหาที่เราสะสมอยู่วันนี้ ก็เกิดจากการบริหารของคนที่ “มีประสบการณ์” มาแล้วทั้งนั้น

คำถามสำคัญกว่าคือ ประสบการณ์นั้นถูกใช้เพื่อแก้ปัญหา หรือใช้เพื่อประคองอำนาจและผลประโยชน์เดิม

ข้อ 4 พรรคนี้ไม่ใช่ไม่เคยพลาด แต่พอพลาด เขาจัดการทันที

ไม่มีพรรคไหนสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่ต่างคือ พอเกิดปัญหาแล้วทำอย่างไร และ ยอมรับผิด หรือไม่

หลายกรณีที่ผ่านมา
เมื่อมีความเคลือบแคลง พรรคเลือกเปลี่ยนตัว รับผิดชอบ และอธิบายต่อสาธารณะ
ไม่อุ้ม ไม่กลบ และไม่รอให้เรื่องเงียบ

หรือ ใน กรณีที่โหวต อนุทิน เป็นนายก เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำไปมัน ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ทำอีเวนท์ ขอโทษและ ทำความเข้าใจกับ ประชาชน

สำหรับผม การเมืองแบบนี้
ควรได้เครดิตมากกว่าถูกด่าอย่างเดียว

ข้อ 5 การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องรักหรือเกลียดพรรคใด

แต่คือการตอบคำถามง่าย ๆ ว่า สองสามปีที่ผ่านมา คุณพอใจกับทิศทางประเทศแค่ไหน

ถ้าคุณรู้สึกว่า ประเทศกำลังไปถูกทางแล้ว then การเลือกแบบเดิมก็ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่ถ้าคุณรู้สึกว่า เราอยู่ได้ แต่ไม่ค่อยไปไหน
เราเก่งเอาตัวรอด แต่ระบบไม่ค่อยช่วย และอยากเห็นการเมืองที่คิดไกลกว่าแค่รอบเลือกตั้ง

ผมคิดว่าการให้โอกาสพรรคประชาชน อย่างน้อยคือการส่งสัญญาณว่า ประชาชนอยากเห็นการเมืองที่รับผิดชอบ โปร่งใส และมองอนาคตมากกว่าการประคองอำนาจ

สรุปในมุมผม

ผมไม่ได้บอกว่าพรรคประชาชนสมบูรณ์แบบ
แต่ผมเชื่อว่าประเทศนี้ต้องการ โอกาสใหม่
มากกว่าการวนอยู่กับคำว่า เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง

ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง อย่างน้อยเราต้องกล้าให้ใครสักคนได้ลองบริหารภายใต้กติกาที่มีอยู่จริงก่อน

ไม่ได้ขอให้ทุกคนเห็นด้วย แค่อยากให้ตัดสินใจหลังจากคิดครบทุกมุมครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่