จับโป๊ะ! ทำไมป้าแม่บ้านถึงหายใจเร็วผิดปกติ?

วันนี้ขอตั้งกระทู้เบาๆ ให้ความรู้
ก่อนอื่นขอ ขอบคุณเครดิต คุณหมอ MaggieF8ใน facebook ด้วยนะครับมีออกมาแชร์ความรู้ให้พวกเรา
หมอปอดจับโป๊ะ! ทำไมป้าแม่บ้านถึงหายใจเร็วผิดปกติ?

1. กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อแม่บ้านที่ถูกว่าจ้างชื่อป้าแอน อายุ 57 ปี ซึ่งอ้างว่ามีประสบการณ์ทำงานมานานถึง 20 ปี ได้เข้าทำงานในครอบครัวหนึ่ง และถูกมอบหมายให้ทำความสะอาดบริเวณชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องเล่นของเด็ก อย่างไรก็ตาม แทนที่จะมุ่งเน้นการทำความสะอาดตามหน้าที่ ป้าแอนกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ในการถ่ายรูปข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายในบ้าน ทั้งนี้ป้าแอนยังได้ใช้ขวดที่ใส่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายนม ซึ่งแม่บ้านคนลาวผู้สอนงานได้แจ้งว่าเป็นน้ำยาเดทตอลสำหรับฉีดพ่นและเช็ดบริเวณที่เด็กเล่น แต่ป้าแอนกลับนำขวดน้ำยาทำความสะอาดนั้นไปใช้ในการผสมกับนมของเด็กอย่างชัดเจน

2. การกระทำที่น่าสงสัยเริ่มต้นเมื่อป้าแอนเดินขึ้นไปยังชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นที่คุณยายดูแลเด็กอยู่ และเป็นที่ที่ขวดนมเด็กวางอยู่ จากนั้นเธอได้หยิบขวดนมดังกล่าวลงมาที่ชั้น 2 โดยใช้ถุงดำใส่ขวดนมไว้ ซึ่งการกระทำนี้สร้างความผิดสังเกตอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ที่ต้องการเติมหรือจัดการกับขวดนมตามปกติไม่จำเป็นต้องใช้ถุงดำปกปิด ป้าแอนให้เหตุผลว่าการใช้ถุงดำเพื่อให้ถือง่ายและไม่หล่น ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะการปกปิดด้วยถุงดำมีเหตุผลชัดเจนว่าเป็นการจงใจอำพรางสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ต้องการให้ใครเห็นหรือตั้งคำถาม

3. เมื่อมาถึงชั้น 2 ป้าแอนได้เปิดฝาขวดนมของเด็กออก และเติมน้ำยาเดทตอลที่มีลักษณะสีขาวขุ่นคล้ายนมลงไปในขวดนมนั้น หลังจากผสมแล้ว เธอได้นำขวดนมกลับขึ้นไปวางไว้ที่ชั้น 3 ตามเดิม ซึ่งเด็กก็ได้ดื่มนมที่ถูกผสมสารเคมีดังกล่าวเข้าไป โชคยังดีที่คุณยายสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากเด็กได้ลูบหน้าคุณยายแล้วมีกลิ่นเดทตอลแรงมาก จึงรีบตรวจสอบขวดนมและพบว่ามีกลิ่นเหมือนเดทตอลอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวจึงรีบพาเด็กส่งโรงพยาบาลทันที และโชคดีที่เด็กไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง

4. การที่เด็กไม่ได้รับอันตรายรุนแรงอาจเป็นเพราะความโชคดีที่ปริมาณสารเคมีที่บริโภคเข้าไปนั้นมีน้อย นอกจากนี้การที่เดทตอลถูกผสมในนมถือเป็นความโชคดีอย่างมาก เพราะนมมีคุณสมบัติที่สามารถต้านฤทธิ์ของสารหลายชนิดที่อยู่ในน้ำยาทำความสะอาดได้ สารในเดทตอล เช่น กลุ่มฟีนอล แอลกอฮอล์ น้ำมันสน หรือน้ำมันแคสเตอร์ เป็นสารที่อาจเป็นพิษและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร รวมถึงอาจทำอันตรายต่อร่างกายจนทำให้เม็ดเลือดแดงแตก หรืออวัยวะต่าง ๆ ทำงานล้มเหลวได้หากเข้าสู่กระแสเลือด อย่างไรก็ตาม หากผ่านพ้น 24 ชั่วโมงไปโดยไม่มีอาการใด ๆ ก็ไม่น่าจะเกิดอันตรายตามมาอีก

5. ภายหลังเกิดเหตุการณ์ คุณแม่ของเด็กได้ติดต่อกลับไปยังป้าแอน แต่ป้าแอนกลับตอบปฏิเสธแบบปัด ๆ และหายออกจากบ้านไป ทั้งนี้ป้าแอนยังพยายามกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง แต่ไม่สามารถกดรหัสเข้าบ้านได้ นอกจากนี้ เธอยังถ่ายรูปป้ายทะเบียนรถของเจ้าของบ้านโดยการซูมเข้าไป จากนั้นเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ป้าแอนได้อันเซนด์ (Unsend) ข้อมูลและข้อความที่เธอเคยส่งทั้งหมด ก่อนที่จะบล็อกเจ้าของบ้านไปในที่สุด การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการจงใจทำลายหลักฐานและพยายามหลีกหนีความรับผิดชอบ

6. เมื่อป้าแอนถูกเชิญมาออกรายการโหนกระแส เธอได้ให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เมื่อถูกตั้งคำถามว่าทำไมต้องนำขวดนมลงมาจากชั้น 3 เพื่อเติมอะไรบางอย่าง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในหน้าที่ของแม่บ้าน ป้าแอนอ้างว่าเห็นขวดเหลือเพียงครึ่งเดียวจึงอยากจะเติมให้ นอกจากนี้ เธอยังโยนความผิดให้กับแม่บ้านชาวลาวว่าพูดจาไม่รู้เรื่อง พูดเร็ว ทำให้จำรายละเอียดที่ต้องทำไม่ได้ ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่สมเหตุสมผลสำหรับผู้ที่มีอาชีพแม่บ้านมาอย่างยาวนาน เพราะคนที่เป็นแม่บ้านอาชีพย่อมทราบดีว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผสมอาหาร

7. ประเด็นเรื่องการใช้ถุงดำเพื่อใส่ขวดนมก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่ป้าแอนตอบไม่สมเหตุสมผล เพราะเธออ้างว่าใช้ถุงดำเพื่อความสะดวกในการถือไม่ให้ขวดหล่น อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงดำปกปิดขวดนมอย่างจงใจเป็นการกระทำที่ชัดเจนว่าต้องการปกปิดสิ่งที่ตนเองทำซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ใครเห็นหรือเกิดความสงสัย นอกจากนี้ อาจเป็นไปได้ว่าเธอต้องการหลีกเลี่ยงการทิ้งลายนิ้วมือไว้บนขวดหากจะกระทำความผิดจริง แต่สุดท้ายเธอก็ยังคงยืนยันว่าใช้ถุงดำเพื่อความสะดวกในการถือเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับพฤติกรรมปกติโดยทั่วไป

8. เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงนำน้ำยาทำความสะอาดสีขาวขุ่นไปเทผสมในนมของเด็ก ป้าแอนอ้างว่าคิดว่ามันเป็นนม เพราะสีเหมือนกันอย่างมาก เธอให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าน้ำยาเดทตอลที่แท้จริงควรเป็นสีน้ำตาล แต่เธอได้เอาขวดน้ำยาทำความสะอาดเดียวกันนั้นไปฉีดพ่นทำความสะอาดที่พื้นอยู่แล้ว จึงทราบอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่อยู่ในขวดคืออะไร อย่างไรก็ตาม ป้าแอนยังคงกล่าวอ้างต่อไปว่าขวดฟ็อกกี้ (Foggie) สามารถใส่ของเหลวอะไรก็ได้ รวมถึงนมก็สามารถนำมาฉีดพ่นทำความสะอาดพื้นได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการแถไปเรื่อยและเป็นการโกหกโดยเจตนา

9. สำหรับประเด็นการถ่ายรูปข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ป้าแอนอ้างว่าบ้านนี้สวยและสมบูรณ์แบบมาก โดยได้ยินจากยามว่าบ้านมีราคาสูงถึง 30 ล้านบาท เธอจึงถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะไม่เคยเห็นบ้านที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงถ่ายข้อมูลสำคัญ เช่น ใบเกิดของเด็ก และชื่อของพ่อแม่ ป้าแอนอ้างว่าใบเกิดของเด็กนั้น ดี และไม่เคยเห็นอะไรที่สวยงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อน จึงถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งนี้ การถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านเป็นสิ่งที่ผิดหลักปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งป้าแอนก็เลือกถ่ายเฉพาะข้อมูลที่มีความสำคัญเท่านั้น

10. เมื่อถูกต้อนจนมุมเรื่องการถ่ายภาพ ป้าแอนได้เปลี่ยนคำแก้ตัว โดยอ้างว่าจำเป็นต้องถ่ายรูปเพื่อให้เจ้าของบ้านรู้ว่าตนมาทำงานจริง แต่เมื่อถูกซักถามต่อไปว่าเคยถ่ายรูปบ้านอื่นมาก่อนหรือไม่ ในตอนแรกเธอบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ถ่าย แต่คุยไปคุยมาก็เปลี่ยนเป็นว่าต้องมีการถ่ายบ้างเพื่อให้ลูกค้ารับทราบว่ามาทำงานจริง นอกจากนี้ การถ่ายป้ายทะเบียนรถ ป้าแอนอาจจะอ้างว่าเพื่อเอาเลขไปเล่นหวยได้บ้าง แต่การที่เธอถ่ายทุกอย่างที่เป็นข้อมูลสำคัญบ่งชี้ถึงเจตนาที่ไม่เหมาะสม

11. พฤติกรรมหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งการอันเซนด์ข้อความและบล็อกเจ้าของบ้าน ป้าแอนให้เหตุผลว่าตนไม่ได้รับค่าจ้างในขณะนั้น และอีกฝ่ายไปโพสต์ข้อความทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกใส่ร้ายและเข้าใจผิด เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย โดนด่า และไม่ได้รับความยุติธรรม จึงต้องอันเซนด์และบล็อกทุกอย่าง รวมถึงต้องไปเปลี่ยนชื่อในเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นการจงใจทำลายหลักฐานอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำปกติของคนที่ทำผิดแล้วพยายามหลบหนีและปกปิดข้อมูลส่วนตัว

12. จากการประเมินทางพฤติกรรม ป้าแอนมีลักษณะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมต่อต้านสังคม (Antisocial behavior) และพฤติกรรมหลงตัวเอง (Narcissistic) พฤติกรรมต่อต้านสังคมมักเกี่ยวข้องกับการทำผิดซ้ำ ๆ ชอบละเลยขอบเขตและฝ่าฝืนกฎระเบียบ เมื่อถูกจับได้มักปฏิเสธความผิดและโยนความผิดให้ผู้อื่น เช่น โทษแม่บ้านชาวลาวว่าพูดจาไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้ คนที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมยังมักมีประวัติการทำความผิดมาก่อนและใช้ประโยชน์จากผู้อื่น

13. ลักษณะการหลงตัวเอง (Narcissism) แสดงออกผ่านความเชื่อที่ว่าตนเองถูกต้องเสมอและตนเองมีความสำคัญที่สุด ป้าแอนมักจะพูดถึงแต่การที่ตนเองเป็นเหยื่อ ถูกทำร้าย ถูกล่อลวงมาออกรายการเพื่อโดนตำรวจจับ ทั้งที่หลักฐานชัดเจน เธอก็ไม่สนใจว่าการกระทำของตนอาจทำให้เด็กเป็นอันตรายรุนแรงได้ แม้คนที่มีลักษณะหลงตัวเองอาจจะรู้สึกผิดได้ แต่เป้าหมายหลักในใจคือการไม่ยอมรับผิดและต้องเป็นที่หนึ่ง ทำให้คำตอบที่ออกมาเป็นไปเพื่อปกป้องตัวเองเสมอ

14. เจตนาที่น่าจะเป็นไปได้ในการกระทำของป้าแอนคือการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการขโมยหรือการใช้ข้อมูลสำคัญที่ได้ถ่ายรูปไว้ การถ่ายข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อพ่อแม่ ข้อมูลแพทย์ที่ทำคลอด และป้ายทะเบียนรถ อาจถูกนำไปใช้ในการขโมยข้อมูลส่วนตัว (Identity theft) เพื่อประโยชน์ของตนเองในภายหลัง ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกใช้ในการข่มขู่ การเป็นสแกมเมอร์ หรือแม้กระทั่งการเป็นหมอดูปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

15. การวางแผนก่อเหตุอาจรวมถึงการพยายามให้เด็กป่วยจนต้องออกจากบ้าน เพื่อให้บ้านว่างและสะดวกต่อการลงมือกระทำความผิดอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น หากพ่อแม่ต้องรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล จะทำให้บ้านไม่มีคนอยู่ชั่วคราว ทำให้ป้าแอนสามารถหยิบฉวย ขโมย หรือถ่ายรูปเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ได้ตามที่ต้องการ การกระทำครั้งแรกนี้จึงอาจเป็นการล่อเป้าและเก็บข้อมูล เพื่อเตรียมการสำหรับกลับมาก่อเหตุซ้ำในครั้งที่สอง ซึ่งอาจมีแผนการที่ร้ายแรงกว่าเดิม

16. ในระหว่างการออกรายการ ป้าแอนมีพฤติกรรมทางร่างกายที่ชัดเจนบ่งบอกถึงความเครียดและความไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะอัตราการหายใจที่เร็วมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดสังเกตว่าป้าแอนหายใจถึง 30 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าอัตราปกติที่ควรอยู่ที่ 10-12 ครั้งต่อนาทีอย่างมาก การหายใจเร็วและการใช้หน้าอกในการหายใจเป็นลักษณะที่แสดงถึงการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (Sympathetic system) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกตกใจ กลัว หรือโกรธ

17. พฤติกรรมและท่าทางของป้าแอนยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกหนีและรู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่มาตอกย้ำความผิดของตนเอง เธอแสดงอาการพยายามจะหมุนตัวหนี และใช้มือจับลักษณะคล้ายคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่อถูกซักค้านหนักขึ้น ป้าแอนก็เริ่มตอบด้วยเสียงที่ดังขึ้นและแสดงความโกรธ โดยเฉพาะหลังจากที่ถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจ เธอโทษว่าถูกพิธีกรหลอกลวงมาออกรายการเพื่อหวังให้ตำรวจจับกุม

18. ผู้เสียหายที่เคยถูกป้าแอนกระทำผิดได้โทรเข้ามาในรายการเพื่อเปิดเผยพฤติกรรมในอดีต มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ป้าแอนเคยขโมยเงิน โดยมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ซึ่งป้าแอนยอมคืนเงินแต่ก็ยังคงปฏิเสธและอ้างว่าจำไม่ได้ หรือไม่เคยไปทำงานที่คอนโดมิเนียมนั้นมาก่อน นอกจากนี้ ป้าแอนยังปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยสร้อยทอง ทั้งที่ผู้ที่โทรมายังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นสร้อยทอง ซึ่งการที่เธอเอ่ยถึงสร้อยทองออกมาเองแสดงให้เห็นว่าเธอทราบดีถึงการกระทำของตน

19. ลักษณะบุคลิกภาพที่ผสมผสานระหว่างพฤติกรรมต่อต้านสังคมและการหลงตัวเอง มักมาพร้อมกัน การกระทำที่เป็นอันตราย เช่น การวางแผนให้เด็กป่วยเพื่อให้ตนเองสะดวกในการทำผิด เรียกว่า Instrumental harm หรือการใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อก่อให้เกิดผลเสียแก่ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เมื่อโดนจับได้ จะมีการโยนความผิดให้ผู้อื่น (Blame shift) และปฏิเสธความผิดตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับประวัติการทำซ้ำ ๆ และการปฏิเสธในกรณีของป้าแอน

20. หากป้าแอนยอมรับผิดและขอโทษด้วยความจริงใจตั้งแต่วินาทีแรก สมองส่วนเหตุผลของเธอน่าจะยังคงทำงานอยู่ ซึ่งจะช่วยให้เธอได้รับโทษที่ลดลงตามที่ผู้เชี่ยวชาญในรายการ เช่น ทนายความและอาจารย์ ได้ชี้แนะ อย่างไรก็ตาม การที่เธอให้ความสำคัญกับอารมณ์และบุคลิกภาพที่โดดเด่นออกมา แสดงว่าสมองส่วนเหตุผลหยุดทำงานไปแล้ว เธอไม่เคยกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ แต่กลับพูดว่า ขอโทษก็ได้ ซึ่งเป็นการแสดงออกที่ไม่ได้มาจากความสำนึกผิด

ใครอยากฟังหมดทุกข้อไปดูในคลิปเต็มๆที่ผมเอาใส่ไว้นะครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ดูแล้วน่ากลับมากครับ คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ อันตรายมากๆ

นานาปีใหม่
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่