ถูกทำลายชีวิต โดยการบังคับ"กตัญญู"
ตั้งแต่เด็กเกิดมาจะถูกปลูกฝังว่าคนที่บ้านคือพระในบ้าน โตมาถ้ากตัญญูและดูแลพระในบ้าน ทำอะไรก็จะเจริญ ทำอะไรก็ไม่ติดขัด ชีวิตจะมีแต่ความสุข ซึ่งเราก็ไม่ได้แอนตี้การกตัญญูเลย มองเป็นสิ่งที่ดีที่น่ารักด้วยซ้ำ พื้นเพที่บ้านเรามีทำธุรกิจแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย กลางค่อนล่าง
พอเข้าวัยทำงานเมื่อ ได้งานทำที่แรก ก็ดีใจไปบอกที่บ้าน ว่าได้ทำที่ไหน เงินเดือนเท่าไหร่ จำได้ว่าแค่ 13000 ที่บ้านบอกว่า ต้องแบ่งให้ 6000 โดยไม่ถามความเห็น บอกที่เหลือไปบริหารจัดการใช้เอง พอได้ยินก็ตกใจ เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ ทำงานมาต้องแบ่งให้เกือบครึ่ง จะใช้จ่ายเดินทางและกินใช้ประจำวันแทบไม่พอ สิ้นเดือนมีเหลือนิดหน่อย ทำงานถึงสิ้นปี บริษัทจ่ายโบนัส คนที่บ้านถามว่าได้เท่าไหร่ ก็บอกตามความจริงไป พอคนที่บ้านได้ยินก็บอกว่าต้องแบ่งให้ที่บ้านเท่านั้นเท่านี้ เงินเดือนขึ้นเท่าไหร่ ขึ้นกี่บาท ถามหมด แล้วก็บอกยอดว่า ต้องแบ่งให้ที่บ้านเท่าไหร่ ซึ่งยอดที่เรียกจะเกือบ 50% เสมอ ทุกครั้งที่มีการพูดคุยและเรียกยอดจะตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า "กตัญญูและดูแลพระในบ้านให้สบาย ทำอะไรก็จะเจริญ ทำอะไรก็ไม่ติดขัด ชีวิตจะมีแต่ความสุข"
เวลาซื้อของใช้ใหม่เช่นโทรศัพท์มือถือที่มันตกรุ่นตามเวลา พอที่บ้านเห็นก็ถาม ซื้อมาจากไหน ซื้อมาเท่าไหร่ เงินเยอะแบ่งให้ที่บ้านใช้บ้างนะ นึกว่าเรามีเงินสุรุ่ยสุร่าย ทั้งที่จริงเก็บเงินนานมาก กว่าจะได้ซื้อ
มานึกถึงอนาคตตัวเองว่าอยู่แบบนี้ชีวิตไม่ไปไหนแน่ เลยหารายได้เสริม แต่จะไม่ให้ที่บ้านรู้ เพราะว่าอยากเอาไว้สร้างอนาคตให้ตัวเอง แต่มันต้องซื้ออุปกรณ์โน่นนี่นั่น เราก็อดทนเก็บเงินซื้อ พอที่บ้านเห็นก็ถามว่าคืออะไร เอามาทำอะไร เราก็เฉไฉไม่บอกว่าเอามาหาเงินเพิ่ม เขาเกิดความสงสัยก็เอาเล่มบัญชีธนาคารเราไปอัพเดท แล้วก็มาไล่ถามยอดเงินที่เข้ามาแต่ละยอดคืออะไรมาจากไหน สุดท้ายก็ต้องแบ่งไป
ถึงยุคเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจที่บ้านปิดตัว คนในบ้านเรียกคุยบอกว่าหลังจากนี่ต้องพึ่งแกแล้วนะ ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่มีความรู้ เราก็ตกใจ อยู่ดีๆโยนภาระทั้งหมดมาให้ อายุคนที่บ้านก็ไม่เยอะ ร่างกายก็ปกติ แล้วเราเห็นคนในครอบครัวเพื่อนของเราอายุเยอะกว่าคนที่บ้านเรามาก บางคนก็เกษียณแล้ว เจ็บออดๆแอดๆ เขายังทำงานกันเลย พี่ในทีมที่ทำงานหลายคนก็อายุมากกว่าอีกเขาก็ยังทำงาน หาความรู้พัฒนาตัวเองตลอด แล้วจะให้เราคิดกับคนที่บ้านเรายังไง
เราก็พยายามทำธุรกิจโน่นนี่นั่นเพื่อหารายได้เพิ่มมาช่วยที่บ้าน แต่มันต้องใช้เงินทุน แต่เงินทุนมันไม่มีเพราะโดนคนที่บ้านเอาไปหมด จะไปกู้ธนาคารเขาก็ไม่ให้ผ่านเพราะต้องมีหน้าร้าน จะไปกู้หมวกกันน็อคก็อันตราย สุดท้ายมาลงที่บัตรเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจ มันไม่ได้ราบลื่น มีอุปสรรคต่างๆ สุดท้ายไปไม่รอด ระหว่างทางที่เจออุปสรรคต่างๆ เรายังต้องให้ที่บ้านตลอดตามที่เรียกร้อง บางช่วงไม่มีรายได้เราก็บอก เราก็นึกว่าคนที่บ้านจะเห็นใจว่าถ้ายังไม่มียังไม่ต้องให้ก็ได้นะ แต่ผิดคาด สุดท้ายคนทางบ้านบอกว่าถ้าไม่มีให้ทบไป มีรายได้เมื่อไหร่ให้เอามาให้ย้อนหลังด้วย
เมื่อเป็นหนี้ เจ้าหนี้เขาก็จะโทรทวงส่งจดหมายทวง คนที่บ้านก็รับรู้ ก็นึกว่าจะเห็นใจเราอีกครั้ง เขากลับหาข้อมูลให้เราเตรียมตัวว่าถ้าโดนเจ้าหนี้ฟ้องต้องทำอย่างไรบ้าง และบอกประโยคเดิมเหมือนตอนเริ่มทำงานใหม่ว่า หาเงินได้เท่าไหร่ต้องแบ่งไปให้ที่บ้านก่อน เหลือเท่าไหร่เอาไปบริหารจัดการหนี้เอง และดูแลพระในบ้านให้สบายชีวิตจะเจริญ เราก็เกิดความคิดในใจว่า พระในบ้านทำไมใจร้ายจัง นี่เราก็ดูแลมานานมาก ชีวิตเราก็ไม่เห็นจะเจริญขึ้นเลย และที่เคยบอกว่าหลังจากนี้ต้องพึ่งเราแล้ว เขาไม่คิดเหรอว่าถ้าเรายังเอาตัวเองไม่รอดแล้วที่บ้านจะรอดเหรอ เรื่องการจัดการหนี้เขามีแต่ถ้ามีรายได้ให้รีบเอาไปปิดยอด นี่ถูกต้องบังคับให้ที่บ้านก่อน ซึ่งรายได้ที่เข้ามายังไม่พอชำระหนี้เลย สรุปให้ชีวิตเรามาเป็นเครื่องผลิตเงินเหรอ?
สรุปชีวิตเราตอนนี้ ไม่เคยมีความสุข ไม่ได้มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ติดลบ แต่เอาตัวเองออกมาจากวงจรนี้แล้ว
***ถึง คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน***
ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกมาด้วยความรักความเข้าใจและมีเหตุผล ลูกๆทุกคนเมื่อเติบโตขึ้นจะกตัญญูกับท่านด้วยความเต็มใจแน่นอน บางครั้งเวลาคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาต้องให้ลูกๆช่วยเหลือ จะได้รับการช่วยเหลือมากกว่าที่แจ้งมาอีกหลายเท่า เพราะลูกๆสำนึกในบุญคุณและความรักที่ได้จากท่าน
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านไหน เลี้ยงลูกด้วยความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ก็น่าจะรู้จักกฏแห่งกรรมนะครับ
การให้กำเนิดชีวิต ใครๆก็ทำได้ แต่ในมุมลูกๆ ถ้าเกิดมาแล้วต้องเจอแต่สิ่งที่ไม่ดีและทำร้ายความจิตใจจากพ่อแม่ตัวเอง ถ้าเลือกเกิดได้ก็ไม่ได้อยากจะเกิดมาเจอแบบนี้ แต่ถ้าเกิดมาแล้วได้รับความรักจากพ่อแม่ ถึงแม้ชีวิตอาจจะไม่ได้ราบลื่นไม่ได้สบายมากมาย เพราะมีปัจจัยเรื่องเศรษกิจและสังคม พวกเราเข้าใจได้ และพร้อมจะสู้ไปด้วยกันกับท่าน และพวกเราจะขอบคุณมากๆที่ให้ความรักกับเรา
ถูกทำลายชีวิต โดยการบังคับ"กตัญญู"
ตั้งแต่เด็กเกิดมาจะถูกปลูกฝังว่าคนที่บ้านคือพระในบ้าน โตมาถ้ากตัญญูและดูแลพระในบ้าน ทำอะไรก็จะเจริญ ทำอะไรก็ไม่ติดขัด ชีวิตจะมีแต่ความสุข ซึ่งเราก็ไม่ได้แอนตี้การกตัญญูเลย มองเป็นสิ่งที่ดีที่น่ารักด้วยซ้ำ พื้นเพที่บ้านเรามีทำธุรกิจแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย กลางค่อนล่าง
พอเข้าวัยทำงานเมื่อ ได้งานทำที่แรก ก็ดีใจไปบอกที่บ้าน ว่าได้ทำที่ไหน เงินเดือนเท่าไหร่ จำได้ว่าแค่ 13000 ที่บ้านบอกว่า ต้องแบ่งให้ 6000 โดยไม่ถามความเห็น บอกที่เหลือไปบริหารจัดการใช้เอง พอได้ยินก็ตกใจ เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ ทำงานมาต้องแบ่งให้เกือบครึ่ง จะใช้จ่ายเดินทางและกินใช้ประจำวันแทบไม่พอ สิ้นเดือนมีเหลือนิดหน่อย ทำงานถึงสิ้นปี บริษัทจ่ายโบนัส คนที่บ้านถามว่าได้เท่าไหร่ ก็บอกตามความจริงไป พอคนที่บ้านได้ยินก็บอกว่าต้องแบ่งให้ที่บ้านเท่านั้นเท่านี้ เงินเดือนขึ้นเท่าไหร่ ขึ้นกี่บาท ถามหมด แล้วก็บอกยอดว่า ต้องแบ่งให้ที่บ้านเท่าไหร่ ซึ่งยอดที่เรียกจะเกือบ 50% เสมอ ทุกครั้งที่มีการพูดคุยและเรียกยอดจะตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า "กตัญญูและดูแลพระในบ้านให้สบาย ทำอะไรก็จะเจริญ ทำอะไรก็ไม่ติดขัด ชีวิตจะมีแต่ความสุข"
เวลาซื้อของใช้ใหม่เช่นโทรศัพท์มือถือที่มันตกรุ่นตามเวลา พอที่บ้านเห็นก็ถาม ซื้อมาจากไหน ซื้อมาเท่าไหร่ เงินเยอะแบ่งให้ที่บ้านใช้บ้างนะ นึกว่าเรามีเงินสุรุ่ยสุร่าย ทั้งที่จริงเก็บเงินนานมาก กว่าจะได้ซื้อ
มานึกถึงอนาคตตัวเองว่าอยู่แบบนี้ชีวิตไม่ไปไหนแน่ เลยหารายได้เสริม แต่จะไม่ให้ที่บ้านรู้ เพราะว่าอยากเอาไว้สร้างอนาคตให้ตัวเอง แต่มันต้องซื้ออุปกรณ์โน่นนี่นั่น เราก็อดทนเก็บเงินซื้อ พอที่บ้านเห็นก็ถามว่าคืออะไร เอามาทำอะไร เราก็เฉไฉไม่บอกว่าเอามาหาเงินเพิ่ม เขาเกิดความสงสัยก็เอาเล่มบัญชีธนาคารเราไปอัพเดท แล้วก็มาไล่ถามยอดเงินที่เข้ามาแต่ละยอดคืออะไรมาจากไหน สุดท้ายก็ต้องแบ่งไป
ถึงยุคเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจที่บ้านปิดตัว คนในบ้านเรียกคุยบอกว่าหลังจากนี่ต้องพึ่งแกแล้วนะ ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ไม่มีความรู้ เราก็ตกใจ อยู่ดีๆโยนภาระทั้งหมดมาให้ อายุคนที่บ้านก็ไม่เยอะ ร่างกายก็ปกติ แล้วเราเห็นคนในครอบครัวเพื่อนของเราอายุเยอะกว่าคนที่บ้านเรามาก บางคนก็เกษียณแล้ว เจ็บออดๆแอดๆ เขายังทำงานกันเลย พี่ในทีมที่ทำงานหลายคนก็อายุมากกว่าอีกเขาก็ยังทำงาน หาความรู้พัฒนาตัวเองตลอด แล้วจะให้เราคิดกับคนที่บ้านเรายังไง
เราก็พยายามทำธุรกิจโน่นนี่นั่นเพื่อหารายได้เพิ่มมาช่วยที่บ้าน แต่มันต้องใช้เงินทุน แต่เงินทุนมันไม่มีเพราะโดนคนที่บ้านเอาไปหมด จะไปกู้ธนาคารเขาก็ไม่ให้ผ่านเพราะต้องมีหน้าร้าน จะไปกู้หมวกกันน็อคก็อันตราย สุดท้ายมาลงที่บัตรเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจ มันไม่ได้ราบลื่น มีอุปสรรคต่างๆ สุดท้ายไปไม่รอด ระหว่างทางที่เจออุปสรรคต่างๆ เรายังต้องให้ที่บ้านตลอดตามที่เรียกร้อง บางช่วงไม่มีรายได้เราก็บอก เราก็นึกว่าคนที่บ้านจะเห็นใจว่าถ้ายังไม่มียังไม่ต้องให้ก็ได้นะ แต่ผิดคาด สุดท้ายคนทางบ้านบอกว่าถ้าไม่มีให้ทบไป มีรายได้เมื่อไหร่ให้เอามาให้ย้อนหลังด้วย
เมื่อเป็นหนี้ เจ้าหนี้เขาก็จะโทรทวงส่งจดหมายทวง คนที่บ้านก็รับรู้ ก็นึกว่าจะเห็นใจเราอีกครั้ง เขากลับหาข้อมูลให้เราเตรียมตัวว่าถ้าโดนเจ้าหนี้ฟ้องต้องทำอย่างไรบ้าง และบอกประโยคเดิมเหมือนตอนเริ่มทำงานใหม่ว่า หาเงินได้เท่าไหร่ต้องแบ่งไปให้ที่บ้านก่อน เหลือเท่าไหร่เอาไปบริหารจัดการหนี้เอง และดูแลพระในบ้านให้สบายชีวิตจะเจริญ เราก็เกิดความคิดในใจว่า พระในบ้านทำไมใจร้ายจัง นี่เราก็ดูแลมานานมาก ชีวิตเราก็ไม่เห็นจะเจริญขึ้นเลย และที่เคยบอกว่าหลังจากนี้ต้องพึ่งเราแล้ว เขาไม่คิดเหรอว่าถ้าเรายังเอาตัวเองไม่รอดแล้วที่บ้านจะรอดเหรอ เรื่องการจัดการหนี้เขามีแต่ถ้ามีรายได้ให้รีบเอาไปปิดยอด นี่ถูกต้องบังคับให้ที่บ้านก่อน ซึ่งรายได้ที่เข้ามายังไม่พอชำระหนี้เลย สรุปให้ชีวิตเรามาเป็นเครื่องผลิตเงินเหรอ?
สรุปชีวิตเราตอนนี้ ไม่เคยมีความสุข ไม่ได้มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ติดลบ แต่เอาตัวเองออกมาจากวงจรนี้แล้ว
***ถึง คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน***
ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกมาด้วยความรักความเข้าใจและมีเหตุผล ลูกๆทุกคนเมื่อเติบโตขึ้นจะกตัญญูกับท่านด้วยความเต็มใจแน่นอน บางครั้งเวลาคุณพ่อคุณแม่มีปัญหาต้องให้ลูกๆช่วยเหลือ จะได้รับการช่วยเหลือมากกว่าที่แจ้งมาอีกหลายเท่า เพราะลูกๆสำนึกในบุญคุณและความรักที่ได้จากท่าน
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ท่านไหน เลี้ยงลูกด้วยความรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ก็น่าจะรู้จักกฏแห่งกรรมนะครับ
การให้กำเนิดชีวิต ใครๆก็ทำได้ แต่ในมุมลูกๆ ถ้าเกิดมาแล้วต้องเจอแต่สิ่งที่ไม่ดีและทำร้ายความจิตใจจากพ่อแม่ตัวเอง ถ้าเลือกเกิดได้ก็ไม่ได้อยากจะเกิดมาเจอแบบนี้ แต่ถ้าเกิดมาแล้วได้รับความรักจากพ่อแม่ ถึงแม้ชีวิตอาจจะไม่ได้ราบลื่นไม่ได้สบายมากมาย เพราะมีปัจจัยเรื่องเศรษกิจและสังคม พวกเราเข้าใจได้ และพร้อมจะสู้ไปด้วยกันกับท่าน และพวกเราจะขอบคุณมากๆที่ให้ความรักกับเรา