บรรยากาศปีใหม่ มักมาพร้อมกับความรู้สึกฮึกเหิมแบบที่ใครๆ ก็ชอบพูดกันว่า "New Year, New Me" หลายคนคงร่างปณิธานข้ามปี วางแผนชีวิตสุดเป๊ะเพื่อเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ...
เรื่องมันเกิดในวันที่ภรรยาพาลูกๆ ไปค้างบ้านแม่ยาย ทิ้งบ้านทั้งหลังให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวของผมชั่วคราว ในหัวของ "นักวางแผน" อย่างผม ภาพฝันหวานผุดขึ้นมาทันทีว่า
"นี่แหละโอกาสทอง! วันนี้จะเป็นวันของฉัน"
แผนการถูกวางไว้อย่างสวยหรูครับ กะว่าจะขับรถเก๋ๆ ไปเดินห้าง เลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ที่เล็งไว้ แล้วจบด้วยการนั่งจิบกาแฟทำงานชิลๆ สัก 2-3 ชั่วโมง เป็นการเปิดปีที่ Productive และดูดีมีสไตล์สุดๆ ฟังดูเป็นวันหยุดที่สมบูรณ์แบบมาก
แต่ความเป็นจริง กลับเล่นตลกกับความตั้งใจ ..................................................
พอผมสตาร์ทรถ ขับพ้นรั้ว "Safe Zone" ของบ้านไปได้แค่ 5-6 กิโลเมตร ความมุ่งมั่นที่เคยล้นเปี่ยม กลับระเหยหายไปในอากาศดื้อๆ
ความรู้สึกอธิบายยากถาโถมเข้ามา... มันคือความ "อ่อนเปลี้ย หละเหี่ยใจ" เหมือนแบตเตอรี่ในตัวถูกถอดปลั๊กออก ภาพร้านกาแฟที่เคยน่าภิรมย์ กลับดูไกลเกินเอื้อม การต้องไปเดินห้างคนเดียว กลายเป็นภารกิจที่แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
สุดท้าย... ผมหักพวงมาลัยเลี้ยวจอดร้านข้างทาง ซื้อข้าวห่อ แล้วบึ่งรถกลับบ้านมานั่งกินเงียบๆ
วินาทีนั้น ผมแอบโทษตัวเองว่า "ทำไมเราถึงขี้เกียจและไร้วินัยรับต้นปีขนาดนี้?" แต่เมื่อได้ลองนั่งทบทวนดูจริงๆ ผมพบคำตอบว่า... นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือบทเรียนเรื่อง
"ความเป็นมนุษย์" ที่ธรรมชาติกำลังสอนเรา
ในมุมวิทยาศาสตร์: ตอนวางแผนอยู่บ้าน สมองจินตนาการถึงความสุข จึงหลั่งสาร "โดปามีน" ออกมาล่วงหน้าทำให้เราฮึกเหิม แต่พอหน้างานจริง เมื่อต้องเผชิญโลกภายนอกลำพังโดยไร้คนข้างกาย สมองกลับประเมินใหม่ว่า "ภารกิจนี้ไม่คุ้มความเหนื่อย" แรงจูงใจเลยดับวูบ และสั่งให้เราถอยกลับสู่ฐานที่มั่นเพื่อความอุ่นใจ
ในมุมปรัชญา: อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า
"มนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ" เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบได้ด้วยตัวคนเดียว ตัวตนของเรามักผูกโยงกับคนสำคัญในชีวิต เมื่อ "กระจกเงา" ที่คอยสะท้อนตัวตน (ครอบครัว) หายไปชั่วคราว โลกที่เคยวาดฝันไว้ก็ดูแห้งแล้งเกินกว่าจะออกไปเผชิญ ..................................................
การที่ผมทิ้งแผนการสุดหรู แล้วเลือกหิ้วข้าวกลับมานั่งกินที่บ้าน เพื่อมาอยู่ใกล้ๆ คุณแม่ จึงไม่ใช่ความล้มเหลว... แต่มันคือ
"สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของหัวใจ"
ของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกที่ผมได้รับ จึงไม่ใช่รองเท้าคู่ใหม่ แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า แผนการชีวิตที่ดีแค่ไหน ก็อาจไร้ความหมายหากขาดคนข้างกายให้ร่วมแบ่งปัน
บางที ปณิธานปีใหม่ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวดาย แต่คือการดูแลรักษา "ฐานทัพใจ" ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอครับ.
...............................................
ช่วงนี้ผมตั้งใจอ่านหนังสือและเติมอาหารสมองเยอะขึ้น เจอเรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ จะรีบ 'สรุปและย่อย' มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันที่นี่นะครับ
มาเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน กดติดตามเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยครับ
เนื้อหานี้คัดมาจาก Facebook ส่วนตัวของผมเองครับ https://www.facebook.com/share/p/1Z1dWPoQgN/
................................................
เมื่อแผน "New Year, New Me" พังทลาย... เพราะหัวใจสั่งให้กลับบ้าน
บรรยากาศปีใหม่ มักมาพร้อมกับความรู้สึกฮึกเหิมแบบที่ใครๆ ก็ชอบพูดกันว่า "New Year, New Me" หลายคนคงร่างปณิธานข้ามปี วางแผนชีวิตสุดเป๊ะเพื่อเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ...
เรื่องมันเกิดในวันที่ภรรยาพาลูกๆ ไปค้างบ้านแม่ยาย ทิ้งบ้านทั้งหลังให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวของผมชั่วคราว ในหัวของ "นักวางแผน" อย่างผม ภาพฝันหวานผุดขึ้นมาทันทีว่า "นี่แหละโอกาสทอง! วันนี้จะเป็นวันของฉัน"
แผนการถูกวางไว้อย่างสวยหรูครับ กะว่าจะขับรถเก๋ๆ ไปเดินห้าง เลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ที่เล็งไว้ แล้วจบด้วยการนั่งจิบกาแฟทำงานชิลๆ สัก 2-3 ชั่วโมง เป็นการเปิดปีที่ Productive และดูดีมีสไตล์สุดๆ ฟังดูเป็นวันหยุดที่สมบูรณ์แบบมาก
แต่ความเป็นจริง กลับเล่นตลกกับความตั้งใจ ..................................................
พอผมสตาร์ทรถ ขับพ้นรั้ว "Safe Zone" ของบ้านไปได้แค่ 5-6 กิโลเมตร ความมุ่งมั่นที่เคยล้นเปี่ยม กลับระเหยหายไปในอากาศดื้อๆ
ความรู้สึกอธิบายยากถาโถมเข้ามา... มันคือความ "อ่อนเปลี้ย หละเหี่ยใจ" เหมือนแบตเตอรี่ในตัวถูกถอดปลั๊กออก ภาพร้านกาแฟที่เคยน่าภิรมย์ กลับดูไกลเกินเอื้อม การต้องไปเดินห้างคนเดียว กลายเป็นภารกิจที่แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
สุดท้าย... ผมหักพวงมาลัยเลี้ยวจอดร้านข้างทาง ซื้อข้าวห่อ แล้วบึ่งรถกลับบ้านมานั่งกินเงียบๆ
วินาทีนั้น ผมแอบโทษตัวเองว่า "ทำไมเราถึงขี้เกียจและไร้วินัยรับต้นปีขนาดนี้?" แต่เมื่อได้ลองนั่งทบทวนดูจริงๆ ผมพบคำตอบว่า... นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคือบทเรียนเรื่อง "ความเป็นมนุษย์" ที่ธรรมชาติกำลังสอนเรา
ในมุมวิทยาศาสตร์: ตอนวางแผนอยู่บ้าน สมองจินตนาการถึงความสุข จึงหลั่งสาร "โดปามีน" ออกมาล่วงหน้าทำให้เราฮึกเหิม แต่พอหน้างานจริง เมื่อต้องเผชิญโลกภายนอกลำพังโดยไร้คนข้างกาย สมองกลับประเมินใหม่ว่า "ภารกิจนี้ไม่คุ้มความเหนื่อย" แรงจูงใจเลยดับวูบ และสั่งให้เราถอยกลับสู่ฐานที่มั่นเพื่อความอุ่นใจ
ในมุมปรัชญา: อริสโตเติล เคยกล่าวไว้ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ" เราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบได้ด้วยตัวคนเดียว ตัวตนของเรามักผูกโยงกับคนสำคัญในชีวิต เมื่อ "กระจกเงา" ที่คอยสะท้อนตัวตน (ครอบครัว) หายไปชั่วคราว โลกที่เคยวาดฝันไว้ก็ดูแห้งแล้งเกินกว่าจะออกไปเผชิญ ..................................................
การที่ผมทิ้งแผนการสุดหรู แล้วเลือกหิ้วข้าวกลับมานั่งกินที่บ้าน เพื่อมาอยู่ใกล้ๆ คุณแม่ จึงไม่ใช่ความล้มเหลว... แต่มันคือ "สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของหัวใจ"
ของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกที่ผมได้รับ จึงไม่ใช่รองเท้าคู่ใหม่ แต่มันคือการตระหนักรู้ว่า แผนการชีวิตที่ดีแค่ไหน ก็อาจไร้ความหมายหากขาดคนข้างกายให้ร่วมแบ่งปัน
บางที ปณิธานปีใหม่ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวดาย แต่คือการดูแลรักษา "ฐานทัพใจ" ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอครับ.
...............................................
ช่วงนี้ผมตั้งใจอ่านหนังสือและเติมอาหารสมองเยอะขึ้น เจอเรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ จะรีบ 'สรุปและย่อย' มาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกันที่นี่นะครับ
มาเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน กดติดตามเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยครับ
เนื้อหานี้คัดมาจาก Facebook ส่วนตัวของผมเองครับ https://www.facebook.com/share/p/1Z1dWPoQgN/
................................................