ใกล้เลือกตั้งอีกแล้ว
ในฐานะที่ตัวเอง "ไม่ใช่คอการเมือง"
ไม่ใช่ FC ของฝ่ายใด และไม่ได้เป็นสายบู๊ 55
แค่เป็นประชาชนคนนึง ที่รู้สึกเบื่อกับการเมือง
ทำไงได้เนอะ ความรู้สึกมันเป็นเรื่องปัจเจก มันห้ามไม่ได้ง่ายๆ
ถึงแม้พอโตมาเรื่อยๆ ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับรากฐานปัญหาของประเทศนี้มาเรื่อยๆ
ก็เพิ่งมาตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
แม้ว่าจะเราจะรู้สึกไม่ค่อยชอบ รู้สึกแปลกๆ รู้สึกไม่เข้าใจ รู้สึกไม่ศรัทธา
รู้สึกไม่เห็นด้วยกับคนที่ทำอาชีพทางการเมืองเท่าไหร่
แต่ก็เข้าใจในเหตุผลที่ว่า ยังไงแล้ว ประเทศนี้ ก็หนีไม่พ้น ที่ต้องมีกลุ่มคนที่เป็นตัวแทน
เพื่อเข้าไปบริหารจัดการผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ
นักการเมืองก็เลยเป็นอาชีพที่เราก็จำเป็นพึ่งพาพวกเขา
และจริงๆ แล้ว ประชาชนต้องใช้งานพวกเขา ตรวจสอบพวกเขา
ไม่ใช่หลงใหล คลั่งไคล้ แล้วกลายเป็นประชาชนแบ่งฝ่ายมาทะเลาะกันอย่างเข้มข้น
แทนที่ประชาชนทุกฝ่ายจะร่วมกันตรวจสอบนักการเมืองทุกฝ่ายอย่างเข้มข้น
แทนที่นักการเมืองจะเป็นผู้เข้าไปทำงาน รับใช้ประชาชน
ก็กลายเป็นประชาชน ไปเป็น FC นักการเมืองซะมากกว่า
ประชาชนต้องรับใช้ พินอบพิเทานักการเมืองแทน 555
ซึ่งเรื่องพวกนี้ ก็เกิดขึ้นในประเทศนี้มานานแล้ววววว
ที่ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้านาย ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจแท้จริง
เฮ้อ.... หวังว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนยุคนั้นจะเรียนรู้อะไรมากขึ้น
แล้วไม่ย้อนรอยเดิมๆ คือ แบ่งฝ่ายเชียร์นักการเมือง เชียร์ผู้มีอำนาจคนนั้น...คนนี้
แทนที่ประชาชนด้วยกัน จะร่วมกันสร้างกฎกติกาและโครงสร้างที่เป็นธรรม
เพื่อให้ผู้มีอำนาจทุกคน ต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส และเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ
กระจายความเท่าเทียมให้ทั่วถึงให้ได้มากที่สุด
เราหวังว่า คนที่เป็นหัวก้าวหน้า และมองความเป็นธรรมของประเทศนี้
จะไม่ได้มีแค่กลุ่มคนเล็กๆ แค่กลุ่มเดียว แต่จะมีหลากหลายมากขึ้น เป็นตัวเลือกมากขึ้น
คนไทยจะได้เลิกยึดติดกับ branding ของพรรคการเมือง
เลิกยึดติดกับตัวบุคคล จนลืมไปว่า เป้าหมายของประชาชนทั้งหมด มีร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน
แต่กลับไปอินจัดกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลายไปเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ให้ผู้มีอำนาจ เค้าปั่นให้ปชช. แตกกัน
------------------
หลายปีก่อน เราได้ยินคำพูดประมาณนึง ซึ่งเราเห็นด้วยสุดๆ และจำได้มาจนวันนี้
ใจความประมาณว่า ......
"ผู้คนร่วมแรง เสียสละ พลีชีพ เพื่อโค่นล้มอำนาจของ ปีศาจตัวเดิม
แล้วผู้คนก็ได้ผู้มีอำนาจคนใหม่ ซึ่งในที่สุด ก็กลายเป็น ปีศาจตัวใหม่ "
หรือ
"เมื่อยังไม่มีอำนาจ คนเราจะมีอุดมการณ์ที่เข้มข้น
แต่พอมีอำนาจเมื่อไหร่ อุดมการณ์ก็จะจางลง"
ใช่ค่ะ ไม่ว่าจะอุดมการณ์สูงส่งแค่ไหน ฉลาด เก่ง แค่ไหน
คนเรา..เมื่อมีอำนาจเมื่อไหร่...ก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น
บางคนยังไม่ต้องถึงกับมีอำนาจมากนัก ก็เปลี่ยนไปได้ มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
นักการเมืองรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหม่ อุดมการณ์หนักแน่น หัวคิดก้าวหน้า
ตั้งแต่ยุคที่เราเกิดไม่ทัน โตไม่ทัน เช่น คนเดือนตุลา ก็ถือเป็นคนรุ่นใหม่ในตอนนั้น
ยุคต่อมาก็มีนักธุรกิจ นักคิดหัวสมัยใหม่ในตอนนั้น มาเล่นการเมือง
หรือต่อมามีนักวิชาการรุ่นใหม่ ฉลาด หลักการดี ภาพลักษณ์ดี มาเล่นการเมือง ฯลฯ
ในที่สุด พอได้เป็นนักการเมือง ได้เกี่ยวข้องกับอำนาจ ผลประโยชน์ ชื่อเสียง
เราไม่ค่อยเห็นใครยืนหยัดอย่างสง่างามบนอุดมการณ์แห่งความเป็นธรรมสักเท่าไหร่นัก
(ไม่ได้บอกว่า ไม่มีเลยสักคนนะ แต่มีน้อยมากๆๆ ส่วนใหญ่ก็โดนกลืนไปตามกระแส แย่งชิงอำนาจกัน)
คนเราพอผ่านกาลเวลา ผ่านอะไรมากมาย อุดมการณ์และพฤติการณ์ก็เปลี่ยนไป
ที่เคยพูดอะไรหนักแน่นดั่งหินผา ก็กลายเป็นความคลุมเครือไปซะแล้ว
หรือเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ที่นักการเมืองจะสัญญาอะไรไว้หนักแน่น
แล้วก็กลายเป็นอื่นได้อย่างน่าประหลาดใจในอาชีพนี้จริงๆ!!!
ไม่ได้จะเขียนให้ท้อนะ แต่แค่มาบ่นว่า เบื่อ แต่ก็ยังหวังต่อไป
และคอยดูนะ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจ ก็จะมีความหลงเหลิง ไม่มาก ก็น้อย
อยู่ที่จะดึงสติได้ไว ได้มากน้อยแค่ไหน
คนที่จะช่วยคอยดึงสติไม่ให้หลงเหลิง ก็คือ ประชาชนนี่แหละ
ที่ต้องร่วมมือกันคุมเข้ม ตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกฝ่าย
ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเรา จะเกิดขึ้นได้ยังไง เมื่อไหร่? เราก็ไม่รู้
เราเดาว่าน่าจะเกิน 20-30 ปีข้างหน้า
คือ ต้องให้คนยุคนี้ค่อยๆ ตายจากไป
แล้วคนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยทัศนคติที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังความชิงชังต่อกันอย่างรุนแรงเหมือนยุคนี้
เพราะถ้าเกลียดกันมากขนาดที่ "คนคิดเห็นต่างกัน" อยู่ร่วมประเทศกันไม่ได้ มันเกลียดกันจนเข้าไส้แบบทุกวันนี้
ไม่ว่าจะระบบ ระบอบอะไร ก็ไม่มีทางประสานคนเป็นล้านๆ ให้อยู่ในกติกาเดียวกันอย่างเป็นธรรมได้ง่ายๆ
ตอนนี้ เราขอแค่ให้มันมีการเริ่มต้นสร้างระบบ โครงสร้าง กติกา ที่มันเหมาะสมให้ได้ซะที
ไม่งั้น ไม่มีทางได้น้บหนึ่งแล้วเดินหน้าซะที
และต้องช่วยกัน ลด/ละ/เลิก การเพาะบ่มความเกลียดชังกันของฝ่ายต่างๆ
ไม่งั้นก็ต้องทะเลาะกัน ด่ากัน ฆ่ากันให้ตายไปข้างนึง อยู่ร่วมแผ่นดินไม่ได้
สถานการณ์ช่วง 10-20 กว่าปีนี้ คือ
หลายท่านกำลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทุกคนในแผ่นดินนี้??
หรือ กำลังคลุกวงในอยู่กับความโกรธเกลียดฝ่ายตรงข้าม หรืออินจัดจนหน้ามืดกันทุกฝ่าย
แล้วก็เรียกร้องความถูกใจให้ฝ่ายของตัวเอง?? ...โตๆ กันแล้ว ก็ต้องไปตั้งสติ แล้วถามใจตัวเองดูค่ะ
...แล้วคนที่ไม่มีฝ่ายอย่างเรา เป็นแค่ปชช. ที่ต้องการแค่ความเป็นธรรมในประเทศนี้ จะอยู่ตรงไหนดี?? 55
ใครที่ "ไม่ใช่คอการเมือง" แต่อยากบ่น เชิญกระทู้นี้ละกันค่ะ
ในฐานะที่ตัวเอง "ไม่ใช่คอการเมือง"
ไม่ใช่ FC ของฝ่ายใด และไม่ได้เป็นสายบู๊ 55
แค่เป็นประชาชนคนนึง ที่รู้สึกเบื่อกับการเมือง
ทำไงได้เนอะ ความรู้สึกมันเป็นเรื่องปัจเจก มันห้ามไม่ได้ง่ายๆ
ถึงแม้พอโตมาเรื่อยๆ ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับรากฐานปัญหาของประเทศนี้มาเรื่อยๆ
ก็เพิ่งมาตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
แม้ว่าจะเราจะรู้สึกไม่ค่อยชอบ รู้สึกแปลกๆ รู้สึกไม่เข้าใจ รู้สึกไม่ศรัทธา
รู้สึกไม่เห็นด้วยกับคนที่ทำอาชีพทางการเมืองเท่าไหร่
แต่ก็เข้าใจในเหตุผลที่ว่า ยังไงแล้ว ประเทศนี้ ก็หนีไม่พ้น ที่ต้องมีกลุ่มคนที่เป็นตัวแทน
เพื่อเข้าไปบริหารจัดการผลประโยชน์มหาศาลของประเทศ
นักการเมืองก็เลยเป็นอาชีพที่เราก็จำเป็นพึ่งพาพวกเขา
และจริงๆ แล้ว ประชาชนต้องใช้งานพวกเขา ตรวจสอบพวกเขา
ไม่ใช่หลงใหล คลั่งไคล้ แล้วกลายเป็นประชาชนแบ่งฝ่ายมาทะเลาะกันอย่างเข้มข้น
แทนที่ประชาชนทุกฝ่ายจะร่วมกันตรวจสอบนักการเมืองทุกฝ่ายอย่างเข้มข้น
แทนที่นักการเมืองจะเป็นผู้เข้าไปทำงาน รับใช้ประชาชน
ก็กลายเป็นประชาชน ไปเป็น FC นักการเมืองซะมากกว่า
ประชาชนต้องรับใช้ พินอบพิเทานักการเมืองแทน 555
ซึ่งเรื่องพวกนี้ ก็เกิดขึ้นในประเทศนี้มานานแล้ววววว
ที่ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้านาย ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจแท้จริง
เฮ้อ.... หวังว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนยุคนั้นจะเรียนรู้อะไรมากขึ้น
แล้วไม่ย้อนรอยเดิมๆ คือ แบ่งฝ่ายเชียร์นักการเมือง เชียร์ผู้มีอำนาจคนนั้น...คนนี้
แทนที่ประชาชนด้วยกัน จะร่วมกันสร้างกฎกติกาและโครงสร้างที่เป็นธรรม
เพื่อให้ผู้มีอำนาจทุกคน ต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส และเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ
กระจายความเท่าเทียมให้ทั่วถึงให้ได้มากที่สุด
เราหวังว่า คนที่เป็นหัวก้าวหน้า และมองความเป็นธรรมของประเทศนี้
จะไม่ได้มีแค่กลุ่มคนเล็กๆ แค่กลุ่มเดียว แต่จะมีหลากหลายมากขึ้น เป็นตัวเลือกมากขึ้น
คนไทยจะได้เลิกยึดติดกับ branding ของพรรคการเมือง
เลิกยึดติดกับตัวบุคคล จนลืมไปว่า เป้าหมายของประชาชนทั้งหมด มีร่วมกัน มีเป้าหมายเดียวกัน
แต่กลับไปอินจัดกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลายไปเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ให้ผู้มีอำนาจ เค้าปั่นให้ปชช. แตกกัน
------------------
หลายปีก่อน เราได้ยินคำพูดประมาณนึง ซึ่งเราเห็นด้วยสุดๆ และจำได้มาจนวันนี้
ใจความประมาณว่า ......
"ผู้คนร่วมแรง เสียสละ พลีชีพ เพื่อโค่นล้มอำนาจของ ปีศาจตัวเดิม
แล้วผู้คนก็ได้ผู้มีอำนาจคนใหม่ ซึ่งในที่สุด ก็กลายเป็น ปีศาจตัวใหม่ "
หรือ
"เมื่อยังไม่มีอำนาจ คนเราจะมีอุดมการณ์ที่เข้มข้น
แต่พอมีอำนาจเมื่อไหร่ อุดมการณ์ก็จะจางลง"
ใช่ค่ะ ไม่ว่าจะอุดมการณ์สูงส่งแค่ไหน ฉลาด เก่ง แค่ไหน
คนเรา..เมื่อมีอำนาจเมื่อไหร่...ก็เปลี่ยนไปได้ทั้งนั้น
บางคนยังไม่ต้องถึงกับมีอำนาจมากนัก ก็เปลี่ยนไปได้ มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
นักการเมืองรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหม่ อุดมการณ์หนักแน่น หัวคิดก้าวหน้า
ตั้งแต่ยุคที่เราเกิดไม่ทัน โตไม่ทัน เช่น คนเดือนตุลา ก็ถือเป็นคนรุ่นใหม่ในตอนนั้น
ยุคต่อมาก็มีนักธุรกิจ นักคิดหัวสมัยใหม่ในตอนนั้น มาเล่นการเมือง
หรือต่อมามีนักวิชาการรุ่นใหม่ ฉลาด หลักการดี ภาพลักษณ์ดี มาเล่นการเมือง ฯลฯ
ในที่สุด พอได้เป็นนักการเมือง ได้เกี่ยวข้องกับอำนาจ ผลประโยชน์ ชื่อเสียง
เราไม่ค่อยเห็นใครยืนหยัดอย่างสง่างามบนอุดมการณ์แห่งความเป็นธรรมสักเท่าไหร่นัก
(ไม่ได้บอกว่า ไม่มีเลยสักคนนะ แต่มีน้อยมากๆๆ ส่วนใหญ่ก็โดนกลืนไปตามกระแส แย่งชิงอำนาจกัน)
คนเราพอผ่านกาลเวลา ผ่านอะไรมากมาย อุดมการณ์และพฤติการณ์ก็เปลี่ยนไป
ที่เคยพูดอะไรหนักแน่นดั่งหินผา ก็กลายเป็นความคลุมเครือไปซะแล้ว
หรือเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ที่นักการเมืองจะสัญญาอะไรไว้หนักแน่น
แล้วก็กลายเป็นอื่นได้อย่างน่าประหลาดใจในอาชีพนี้จริงๆ!!!
ไม่ได้จะเขียนให้ท้อนะ แต่แค่มาบ่นว่า เบื่อ แต่ก็ยังหวังต่อไป
และคอยดูนะ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจ ก็จะมีความหลงเหลิง ไม่มาก ก็น้อย
อยู่ที่จะดึงสติได้ไว ได้มากน้อยแค่ไหน
คนที่จะช่วยคอยดึงสติไม่ให้หลงเหลิง ก็คือ ประชาชนนี่แหละ
ที่ต้องร่วมมือกันคุมเข้ม ตรวจสอบผู้มีอำนาจทุกฝ่าย
ความหวังลมๆ แล้งๆ ของเรา จะเกิดขึ้นได้ยังไง เมื่อไหร่? เราก็ไม่รู้
เราเดาว่าน่าจะเกิน 20-30 ปีข้างหน้า
คือ ต้องให้คนยุคนี้ค่อยๆ ตายจากไป
แล้วคนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยทัศนคติที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังความชิงชังต่อกันอย่างรุนแรงเหมือนยุคนี้
เพราะถ้าเกลียดกันมากขนาดที่ "คนคิดเห็นต่างกัน" อยู่ร่วมประเทศกันไม่ได้ มันเกลียดกันจนเข้าไส้แบบทุกวันนี้
ไม่ว่าจะระบบ ระบอบอะไร ก็ไม่มีทางประสานคนเป็นล้านๆ ให้อยู่ในกติกาเดียวกันอย่างเป็นธรรมได้ง่ายๆ
ตอนนี้ เราขอแค่ให้มันมีการเริ่มต้นสร้างระบบ โครงสร้าง กติกา ที่มันเหมาะสมให้ได้ซะที
ไม่งั้น ไม่มีทางได้น้บหนึ่งแล้วเดินหน้าซะที
และต้องช่วยกัน ลด/ละ/เลิก การเพาะบ่มความเกลียดชังกันของฝ่ายต่างๆ
ไม่งั้นก็ต้องทะเลาะกัน ด่ากัน ฆ่ากันให้ตายไปข้างนึง อยู่ร่วมแผ่นดินไม่ได้
สถานการณ์ช่วง 10-20 กว่าปีนี้ คือ หลายท่านกำลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทุกคนในแผ่นดินนี้??
หรือ กำลังคลุกวงในอยู่กับความโกรธเกลียดฝ่ายตรงข้าม หรืออินจัดจนหน้ามืดกันทุกฝ่าย
แล้วก็เรียกร้องความถูกใจให้ฝ่ายของตัวเอง?? ...โตๆ กันแล้ว ก็ต้องไปตั้งสติ แล้วถามใจตัวเองดูค่ะ
...แล้วคนที่ไม่มีฝ่ายอย่างเรา เป็นแค่ปชช. ที่ต้องการแค่ความเป็นธรรมในประเทศนี้ จะอยู่ตรงไหนดี?? 55