คุณตัน เตือน! เศรษฐกิจตอนนี้ น่ากลัวกว่าโควิด!!!

เศรษฐกิจตอนนี้น่ากลัวกว่าโควิด? ฟังคำเตือนจากเจ้าพ่อธุรกิจที่เคยผ่านวิกฤตมาทุกยุค

1. จุดเริ่มต้นแห่งความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจของคุณตันนั้นมาจากการเป็นเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งทำให้เกิดปมด้อยและแรงผลักดันที่อยากจะสู้ชีวิต โดยในวัยเด็กนั้น คุณตันได้มองไปข้างหน้าไม่เห็นอนาคตเลย ไม่เหมือนกับการมองเห็นพระจันทร์ สิ่งที่ทำให้คุณตันอยากจะฮึดสู้ก็คือความต้องการที่จะมีบางอย่างที่บ้านไม่มี เช่น การอยากมีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง เนื่องจากเมื่อ 50-60 ปีก่อน ทีวีเป็นเรื่องใหญ่มากจนต้องไปยืนดูที่หน้าบ้านกำนันหรือเศรษฐี และอีกเรื่องที่สำคัญคือความรู้สึกกังวลเมื่อสิ้นเดือนมาถึง เพราะคุณแม่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านและต้องคอยลุ้นว่าจะมีเงินจ่ายหรือไม่ ความต้องการพื้นฐานเหล่านี้เองที่กลายเป็นจุดคิดและจุดเริ่มต้นที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องคอยจ่ายค่าเช่า

2. คุณตันค้นพบตัวเองว่าไม่ชอบเรียนหนังสือ ไม่เก่ง และเรียนไม่ดี แต่กลับมีความสนใจในการทำธุรกิจอย่างแท้จริง หากเราทราบว่าเราทำอะไรไม่ได้ เช่น การเรียนหนังสือไม่เก่ง การพยายามเรียนพิเศษหรือติวเข้มอาจไม่ใช่ทางของเรา คุณตันจึงใช้เวลาช่วงปิดเทอมลองทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น การขายกล้วยทอด การเลี้ยงไก่ (ซึ่งก็มีไก่ตายไป 10 ตัวจาก 20 ตัว) รวมถึงการไปช่วยล้างจานและเรียนรู้การทำบะหมี่ที่โรงงาน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้คุณตันรู้ว่าตนเองมีความมุ่งมั่นและสนใจในธุรกิจ เพื่อที่จะรวย มีทีวี และมีบ้านที่ไม่ต้องเช่าให้ได้

3. ความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงาน คุณตันยอมทิ้งการเรียนแม้จะเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ และหนีไปทำงานโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานแบกของส่งของที่เครือสหพัฒน์ด้วยเงินเดือนเพียง 700 บาท เป้าหมายของคุณตันในตอนนั้นคือการประสบความสำเร็จและเป็นนักธุรกิจ การทำงานที่สหพัฒน์เป็นเวลา 5 ปี ทำให้คุณตันได้สั่งสมประสบการณ์อย่างมหาศาล และเมื่อลาออก เงินเดือนของคุณตันสูงกว่าหัวหน้าตอนที่เข้าทำงานเสียอีก

4. การสร้างประสบการณ์และความรู้จากการทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนทางการเงินทันทีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง คุณตันเป็นคนที่อาสาสมัครรับงานตลอดเวลา โดยเมื่อหัวหน้าหรืออาจารย์มอบหมายงานให้ คนอื่นมักจะหาทางหลบ แต่คุณตันกลับยกมือรับงานก่อนที่จะรู้คำถามด้วยซ้ำ คุณตันตั้งใจทำงานที่รับมาให้สำเร็จจนเป็นนิสัย เปรียบเสมือนกับการสาบานว่าจะต้องทำสำเร็จตามแบบในหนังญี่ปุ่นที่หากไม่สำเร็จก็ต้อง ฮาราคีรี การทำงานที่ได้อาสาทำและพยายามทำลายสถิติ ทำให้ทุกคนอยากจะมอบหมายงานให้

5. ในช่วงเวลาที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัท คุณตันใช้เวลาหลังเลิกงานไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มเติม เช่น การไปทำธุรกิจกองแกง ขายหนังสือพิมพ์ โดยเช่าพื้นที่มาในราคา 1,000 บาท แต่เพียง 6 เดือนก็สามารถซื้อบ้านของเจ้าของได้ และคุณตันยังใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปฝึกงานที่โรงงาน รวมถึงติดตามผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของบริษัทไปในงานต่าง ๆ เพื่อรับฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกัน แม้ในตอนนั้นจะรู้สึกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คุยกันเรื่องธุรกิจใหญ่ ๆ จะไม่เกี่ยวข้องกับเราเลยก็ตาม

6. การติดตามผู้ใหญ่หรือผู้บริหารระดับสูงและการรับฟังบทสนทนาของพวกเขา แม้จะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเราในขณะนั้น แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็น ข้อมูล ที่มีค่ามหาศาลในอนาคต ประสบการณ์เหล่านี้เองที่ช่วยให้คุณตันสามารถ ตัดแขนขารักษาชีวิต ได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เพราะเคยได้ยินเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ในโต๊ะแชร์คุยกันเรื่องวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2527 และการตัดสินใจที่ต้องกล้าตัดขายทรัพย์สินอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด

7. ก่อนวิกฤตปี 2540 ธุรกิจของคุณตันขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงวัย 21-30 ปี คุณตันทำธุรกิจหลากหลายและเปิดร้านใหม่เกือบทุกปีในชลบุรี ตั้งแต่ร้านหนังสือพิมพ์ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ไปจนถึงการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คุณตันเล่าว่าการไปทำธุรกิจที่จังหวัดชลบุรี ขณะที่ตนเองมาจากกรุงเทพ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นฮีโร่ เพราะมีเทคนิคและความชำนาญที่เหนือกว่าคู่แข่งในท้องถิ่น ซึ่งตลาดไม่ได้มีการแข่งขันสูงนัก

8. ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงก่อนปี 2540 คือการ ทำเกินตัว คุณตันลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงที่ตลาดบูม โดยทำธุรกิจที่ใหญ่เกินสภาพคล่องของตนเอง เช่น มีเงินทุน 20 ล้านบาท แต่ไปทำธุรกิจ 200 ล้านบาท ซึ่งเหมือนกับบริษัทหลายแห่งในปัจจุบันที่ไม่ได้เตรียมใจรองรับวิกฤตที่มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5 หรือ 10 ปี สุดท้ายคุณตันต้องเจอวิกฤตจากการที่โครงการอสังหา ใหญ่หยุดชะงัก และมีหนี้สินเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งรายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย

9. เมื่อเผชิญกับหนี้สินจำนวนมากถึง 100 ล้านบาท ในปี 2540 คุณตันเลือกใช้หลักการ ตัดแขนขารักษาชีวิต ที่เคยได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน นั่นคือการตัดสินใจขายทรัพย์สินออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะต้องขายขาดทุนไปมากก็ตาม คุณตันยกตัวอย่างว่าห้องแถวที่เคยมีมูลค่า 4 ล้านบาท ก็ต้องขายในราคา 1 ล้านบาท รวมถึงการตัดสินใจที่กล้าหาญมากคือการนำเครื่องเพชรของภรรยาไปขายเพื่อใช้หนี้ การตัดสินใจที่รวดเร็วนี้ทำให้เงินต้นลดลงอย่างมาก

10. ผลลัพธ์จากการลดหนี้สินอย่างรวดเร็วด้วยการขายทรัพย์สินขาดทุน คือการพลิกสถานการณ์ทางการเงิน ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยที่มีรายได้สุทธิ 1 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องช็อต แต่เมื่อลดเงินต้นลงเหลือครึ่งหนึ่ง ทำให้ดอกเบี้ยลดเหลือ 700,000 บาท เมื่อมีรายได้ 1 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินส่วนต่างที่สามารถนำไปจ่ายคืนเงินต้นเพิ่มได้อีก สิ่งนี้ทำให้กำลังใจในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น และคุณตันใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการใช้หนี้ 100 ล้านบาทได้ทั้งหมด

11. คุณตันแนะนำว่าหากเรามีปัญหาเรื่องบ้านจะถูกยึด รถจะถูกยึด ควรปล่อยให้ยึดไปเลย เพราะหากเรายื้อไปกู้เงินมาโปะ ก็จะยิ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลักการคือการตัดใจจากทรัพย์สินเหล่านั้นไปก่อน ค่อยเริ่มสร้างใหม่ เมื่อมีเงินก็สามารถซื้อรถ ซื้อของใหม่ได้อีกครั้ง สิ่งสำคัญคืออย่า ติดพัน กับทรัพย์สิน เพราะมันจะทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจเพื่อรักษาชีวิตทางการเงินไว้

12. หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤต คุณตันกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ที่กรุงเทพ โดยได้บทเรียนสำคัญจากการทำธุรกิจหลายอย่างพร้อมกันในชลบุรี ว่าแม้จะได้ประสบการณ์แต่กลับไม่ได้เงิน คุณตันจึงเปลี่ยนมาทำธุรกิจแบบเดียวแต่ขยายสาขา (Scale up) ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการและสร้างกำไรได้ง่ายกว่า

13. คุณตันเริ่มต้นทำธุรกิจร้านถ่ายรูปแต่งงานชื่อ เมอ ที่ทองหล่อซอย 10 ซึ่งเป็นร้านแรก ๆ ของประเทศไทย คุณตันสามารถขยายร้านถ่ายรูปประเภทนี้ได้ถึง 20 ล้านภายใน 4 ปี โดยมีหลักการคือการให้หุ้นส่วนและผู้ช่วยทำงาน การทำธุรกิจแบบเดียวทำให้ใช้เวลาในการพัฒนาธุรกิจน้อย แต่มีเวลาไปพัฒนาวิธีการสร้างยอดขายและกำไรได้มากขึ้น

14. สำหรับธุรกิจร้านถ่ายรูป คุณตันเลือกที่จะแบ่งสัดส่วนหุ้นให้กับผู้จัดการ ผู้ช่วย ช่างภาพ จนถึงแม่บ้าน ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและดูแลกิจการเสมือนเป็นของตัวเอง คุณตันทำหน้าที่เป็นหลังบ้านในการทำบัญชีที่ถูกต้องและปิดงบการเงินอย่างรวดเร็ว เพื่อจ่ายเงินปันผลให้กับหุ้นส่วนโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหุ้นส่วนหลายรายเจ๊งเพราะทะเลาะกัน เนื่องจากไม่เคยมีการปันผลเลยแม้จะขายดีก็ตาม

15. การจ่ายเงินปันผลอย่างรวดเร็วเป็นหลักการสำคัญในการบริหารหุ้นส่วนและพนักงาน คุณตันเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการให้รางวัลปลาที่กระโดดได้สำเร็จ หากเราบอกให้พนักงานหรือหุ้นส่วนรอเงินปันผลจนถึงสิ้นปี หรือเก็บเงินไปลงทุนก่อน พวกเขาก็จะไม่กระตือรือร้นและอาจจะไปจากเรา ดังนั้น การปันผลที่รวดเร็วที่สุดจะช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจ

16. คุณตันเน้นย้ำว่า ทุนใหญ่ต้องเกื้อทุนเล็ก หากเราเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่ถือหุ้น 80% เราไม่ควรจะคิดเงินเดือนสูง ๆ หรือคิดค่าเช่าบ้านของตัวเองเพิ่มอีก เพราะถ้าหุ้นใหญ่กินเยอะ หุ้นเล็กก็จะเหลือเงินน้อยและไม่มีกำลังใจทำงาน การกล้าแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้อื่น ทำให้คุณตันสามารถทำธุรกิจร้านถ่ายรูปและได้กำไรเยอะมากโดยที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเองเลย

17. ธุรกิจร้านอาหาร โออิชิ บุฟเฟต์ เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากความจำเป็น คุณตันไปเช่าที่ดินแปลงหนึ่งมา ซึ่งมีค่าก่อสร้างค่อนข้างแพง จึงต้องหาทางทำร้านอาหารเพื่อสร้างรายได้ โดยได้ไอเดียต่อยอดมาจากเรื่องที่คุณวันชัย จิราธิวัฒน์ เคยเล่าให้ฟังเรื่องร้านอาหารบุฟเฟต์ที่อเมริกา ซึ่งคุณตันได้นำมาจินตนาการและต่อยอดจนกลายเป็นโออิชิบุฟเฟต์

18. ที่มาของธุรกิจชาเขียวบรรจุขวดนั้นมาจากการเป็นคนช่างสังเกต คุณตันสังเกตเห็นว่าเครื่องดื่มชาเขียวในร้านบุฟเฟต์โออิชิขายดีมากและทุกคนให้ความสนใจ ประกอบกับการที่คุณตันเป็นคนชอบเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ และได้เห็นชาเขียวบรรจุขวดในตู้เย็นที่ญี่ปุ่นและไต้หวันมานานกว่า 10 ปี ข้อมูลจากการสังเกตและการเดินทางจึงนำมาต่อยอดเป็นไอเดียชาเขียว

19. การทำชาเขียวบรรจุขวดในช่วงแรกถือเป็นการ สร้าง Category ใหม่ในตลาดเครื่องดื่มของไทย ก่อนหน้านั้นตลาดแทบจะไม่มีชาเขียวบรรจุขวดเลย มีเพียงชาเขียวกิมฟงในร้านอาหารและซุกี้เท่านั้น แม้ว่าคุณตันจะไม่ได้เป็นคนแรกที่เข้าสู่อุตสาหกรรมชาเขียวบรรจุขวด แต่เป็นคนที่ 4 ที่เข้าสู่ตลาด Mass คุณตันใช้เวลาเพียงปีเดียวในการก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์อันดับ 1

ต่อ
🔽
🔽
🔽

CR https://www.facebook.com/share/1FY7wdAQXk/?mibextid=wwXIfr
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่