สกรีนเสื้อมีกี่แบบ ? เลือกแบบไหนให้คุ้ม เหมาะกับงาน และได้คุณภาพตามที่ต้องการ เวลาคนค้นหาคำว่า
สกรีนเสื้อ หลายคนมักนึกถึงภาพเดียวกันคือการพิมพ์ลายลงบนเสื้อยืด แต่ในความจริง
“สกรีนเสื้อ” มีหลายแบบมาก และแต่ละแบบให้ผลลัพธ์ต่างกันทั้งเรื่องความคมชัด สีสัน ความทนทาน สัมผัสบนผ้า ต้นทุน ระยะเวลาผลิต ไปจนถึงความเหมาะสมกับเนื้อผ้าและจำนวนที่สั่ง หากเลือกเทคนิคไม่ตรงกับงาน ต่อให้ลายสวยก็อาจเจอปัญหาเช่น สีไม่สด ลายแตกง่าย เนื้อสกรีนหนาแข็ง หรือพิมพ์แล้วซักไม่กี่ครั้งลายเริ่มซีด ดังนั้นคำถามที่ควรถามก่อนเริ่มทำเสื้อ คือ
สกรีนเสื้อมีกี่แบบ และแบบไหนเหมาะกับงานของเรา” บทความนี้จะพาไปรู้จักภาพรวมเทคนิคสกรีนเสื้อที่พบได้บ่อยในตลาดไทย พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับงานแบบมืออาชีพ อ่านจบแล้วจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าแบบไหนคุ้มสุดสำหรับเป้าหมายของคุณ ไม่ว่าจะทำเสื้อทีม เสื้อกิจกรรม เสื้อแบรนด์ เสื้อพนักงาน หรือเสื้อขายออนไลน์
1) สกรีนบล็อก (Silk Screen) คลาสสิกที่สุด คุ้มที่สุดเมื่อสั่งจำนวนมาก
ถ้าพูดถึงงานสกรีนเสื้อแบบ
“ดั้งเดิมและเป็นมาตรฐานโรงงาน” เทคนิคที่คนในวงการยกให้เป็นตัวหลักก็ คือ สกรีนบล็อก หรือ
Silk screen หลักการคือทำบล็อกสกรีนแยกตามสีของลาย แล้วปาดสีลงบนผ้าทีละสีจนได้ภาพครบ วิธีนี้มีจุดแข็งเรื่องความทนทาน สีแน่น และควบคุมคุณภาพได้ดี โดยเฉพาะงานที่ต้องการความสม่ำเสมอเหมือนกันทุกตัว เช่น เสื้อทีม เสื้อพนักงาน เสื้อกิจกรรม หรือเสื้อแบรนด์ที่ต้องผลิตซ้ำเรื่อย ๆ เหตุผลที่
สกรีนบล็อก “คุ้ม” เมื่อสั่งเยอะ เพราะต้นทุนหลักอยู่ที่การทำบล็อกและการเซ็ตอัพเครื่อง/โต๊ะสกรีน พอทำระบบเสร็จแล้ว ต้นทุนต่อชิ้นจะลดลงตามจำนวนทันที ยิ่งสั่งมากยิ่งถูกต่อชิ้น สีที่ได้มักจะสดและแน่น โดยเฉพาะสีพื้น ๆ หรืองานกราฟิกที่เป็นสีแยกชัดเจน เช่น โลโก้ ตัวอักษร ลายเส้น หรือภาพที่ใช้สีไม่กี่สี
อย่างไรก็ตาม
สกรีนบล็อก ก็มีข้อจำกัดในงานที่เป็นรูปภาพไล่เฉดละเอียด ๆ หรือภาพถ่ายที่มีหลายสีมาก ๆ เพราะต้องแยกสีจำนวนมาก ทำให้ค่าเตรียมงานสูงและใช้เวลามากขึ้น แม้จะมีเทคนิคอย่างฮาล์ฟโทนเพื่อจำลองเฉดสี แต่ก็ต้องอาศัยความชำนาญและการคุมงานที่ดี หากลูกค้าต้องการความเหมือนภาพถ่ายแบบ “เห็นรายละเอียดทุกเฉด” บางครั้งเทคนิคดิจิทัลอย่าง DTF อาจตอบโจทย์ง่ายกว่า อีกจุดที่ควรรู้คือฟีลลิ่งบนผ้า สกรีนบล็อกบางสูตรสีจะให้สัมผัสหนากว่าแบบอื่น โดยเฉพาะการพิมพ์พื้นที่ใหญ่ ๆ ทับหลายชั้น ดังนั้นถ้าต้องการสัมผัสนุ่มมาก ๆ อาจต้องเลือกชนิดหมึกและกระบวนการให้เหมาะ เช่น หมึกน้ำหรือวิธีพิมพ์ที่เน้นความบาง
2) DTF (Direct to Film) งานละเอียด สีเยอะก็ทำได้ เหมาะกับจำนวนน้อยถึงกลาง
DTF เป็นหนึ่งในเทคนิคที่เติบโตเร็วมากในช่วงหลัง เพราะแก้โจทย์ที่หลายคนเจอจากงานสกรีนแบบเดิม ๆ ได้ตรงจุด นั่นคือ “สั่งน้อยก็ทำได้” และ “ลายสีเยอะ รายละเอียดสูงก็ทำได้” หลักการของ DTF คือพิมพ์ลายลงบนฟิล์มด้วยหมึกพิเศษ (มักมีหมึกขาวเป็นฐาน) จากนั้นโรยกาวผง/ผงฮอตเมลต์ แล้วนำไปรีดติดบนผ้าด้วยความร้อนและแรงกด ทำให้สามารถพิมพ์ภาพสีซับซ้อน ภาพถ่าย ไล่เฉด หรือกราฟิกที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ได้ง่าย โดยไม่ต้องแยกสีทำบล็อกทีละสีเหมือนซิลค์สกรีน
จุดเด่นสำคัญของ
DTF คือ ความยืดหยุ่นด้านดีไซน์ คุณอยากทำลายหนึ่งตัวก็ทำได้ อยากทำสิบตัวก็ทำได้ และสามารถทำหลายลายในออเดอร์เดียวกันได้สะดวก เช่น เสื้อทีมที่แต่ละคนมีชื่อคนละชื่อ หรือเสื้อกิจกรรมที่ต้องใส่ชื่อ/เบอร์เฉพาะบุคคล นอกจากนี้ DTF ยังใช้ได้กับผ้าหลากหลายชนิดกว่าเทคนิคบางประเภท ทั้งคอตตอน คอตตอนผสม โพลีเอสเตอร์ และผ้าบางชนิดที่ต้องการฐานสีขาวเพื่อให้สีสดบนผ้าสีเข้ม
สิ่งที่ต้องระวังของ DTF คือ คุณภาพของไฟล์ งานออกมาจะดีหรือไม่ขึ้นกับความละเอียดไฟล์ การทำพื้นหลังโปร่งใส การจัดการขอบลาย และการตั้งค่าพิมพ์/รีดที่เหมาะสม ถ้ารีดไม่ถึงอุณหภูมิหรือแรงกดไม่พอ ลายอาจลอกหรือแตกได้ง่าย ในทางกลับกัน ถ้าคุมงานดี DTF สามารถให้ความทนทานที่ดีมาก ซักแล้วสีไม่ซีดเร็ว และรายละเอียดคมชัด อีกเรื่องคือสัมผัสบนผ้า DTF มักจะมี “ฟิล์ม/เนื้อกาว” ทำให้สัมผัสจะต่างจากการพิมพ์หมึกซึมลงเนื้อผ้าแบบหมึกน้ำ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัสดุและกระบวนการให้บางและนิ่มขึ้นมาก หากคุณเน้นงานภาพเยอะ ทำจำนวนน้อย หรืออยากทำงานเร็ว DTF ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มและตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มาก
3) DTG (Direct to Garment) งานนุ่มเหมือนหมึกซึม เหมาะกับคอตตอนและงานพรีเมียม
DTG คือการพิมพ์ลงบนเสื้อโดยตรง คล้ายเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตขนาดใหญ่ที่พ่นหมึกลงบนผ้าตามไฟล์ดิจิทัล ข้อดีที่คนรักงานพรีเมียมชอบคือ “ความนุ่ม” โดยเฉพาะบนผ้าคอตตอน 100% เพราะหมึกสามารถซึมเข้าเส้นใย ทำให้สัมผัสบางและเป็นธรรมชาติ เหมาะกับงานที่ต้องการความหรู งานแฟชั่น งานอาร์ต หรือแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการใส่สบายและสัมผัสผิว
จุดแข็งอีกอย่างของ DTG คือรายละเอียดสูง ทำภาพถ่ายหรือไล่เฉดได้ดี และไม่จำเป็นต้องทำบล็อกแยกสีเหมือนซิลค์สกรีน ทำให้เหมาะกับงานจำนวนน้อยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม DTG มีเงื่อนไขด้านเนื้อผ้าที่ชัดเจนที่สุด เทคนิคนี้มักทำงานได้ดีที่สุดกับผ้าคอตตอนหรือผ้าผสมที่มีคอตตอนสูง หากเป็นโพลีเอสเตอร์ล้วน บางกรณีสีอาจไม่เกาะดีหรือได้ความสดตามต้องการ นอกจากนี้เสื้อสีเข้มมักต้องพ่น “รองพื้นขาว” และต้องใช้กระบวนการเตรียมผ้า (pre-treatment) เพื่อให้หมึกยึดเกาะและสีสด หากขั้นตอนนี้ไม่ดี งานอาจซีดไวหรือแตกได้
ในเชิงต้นทุน DTG มักมีต้นทุนต่อชิ้นค่อนข้างคงที่และสูงกว่าซิลค์สกรีนเมื่อสั่งจำนวนมาก จึงเหมาะกับงานที่เน้นคุณภาพเฉพาะตัว จำนวนน้อย หรือดีไซน์หลากหลายมากกว่า ถ้าคุณทำแบรนด์เสื้อที่อยากได้ฟีลลิ่งหมึกนุ่ม ๆ และทำลายใหม่บ่อย
DTG เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา แต่ต้องเลือกผู้ผลิตที่คุมระบบพิมพ์และการเตรียมผ้าได้ดี เพราะนี่คือหัวใจของคุณภาพ DTG
4) ซับลิเมชั่น (Sublimation) สีสดมากบนผ้าโพลี เหมาะกับเสื้อกีฬาและงานเต็มตัว
ถ้าคุณเคยเห็นเสื้อกีฬาที่พิมพ์ลายเต็มตัว สีจัดมาก ไล่เฉดได้ทั้งตัว และแทบไม่รู้สึกว่ามีเนื้อสกรีน นั่นมักเป็นงานซับลิเมชั่น เทคนิคนี้ใช้หมึกซับที่เมื่อโดนความร้อนจะระเหิดเป็นก๊าซแล้วแทรกเข้าไปในเส้นใยของผ้า ทำให้สี “กลายเป็นส่วนหนึ่งของผ้า” ข้อดีคือใส่แล้วไม่ร้อน ไม่หนา ไม่มีฟิล์มหรือเนื้อหมึกนูน ซักแล้วสีทนมากเพราะสีอยู่ในเส้นใย เหมาะสุด ๆ กับเสื้อกีฬา เสื้อวิ่ง เสื้อปั่นจักรยาน หรือเสื้อกิจกรรมที่ต้องการพิมพ์ทั้งตัว
แต่ซับลิเมชั่นมีข้อจำกัดสำคัญคือเหมาะกับผ้าโพลีเอสเตอร์หรือผ้าที่มีส่วนผสมโพลีสูง และมักต้องเป็น “ผ้าสีอ่อนหรือสีขาว” เพราะหมึกซับไม่สามารถพิมพ์สีขาวทับผ้าสีเข้มได้ ถ้าคุณอยากทำลายบนเสื้อดำด้วยซับลิเมชั่น จะทำไม่ได้แบบตรงไปตรงมาในมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้ซับลิเมชั่นตอบโจทย์ตลาดเสื้อกีฬาได้ดีมาก แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกงานเสื้อยืดแฟชั่น โดยเฉพาะเสื้อคอตตอนสีเข้ม
ในมุมการออกแบบ ซับลิเมชั่นเหมาะกับภาพไล่เฉด ภาพถ่าย กราฟิกสีเยอะ และงานที่ต้องการความเนียนทั้งตัว หากคุณต้องการทำเสื้อทีมกีฬาที่มีลายกราฟิกเต็มตัว โลโก้ สปอนเซอร์ และชื่อ-เบอร์ ซับลิเมชั่นเป็นเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์มืออาชีพมากที่สุดแบบหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการเลือกผ้าและสีเสื้อให้ตรงกับข้อจำกัดของเทคนิคนี้ก่อน
5) งานรีด (Heat Transfer / Flex / Flock / Vinyl) และงานพิเศษ เลือกให้ถูกจะ “ดูแพง” และเด่นมาก
นอกจากเทคนิคหลัก ๆ ยังมีงานรีดและงานพิเศษอีกหลายแบบที่ใช้กันเยอะ เพราะให้เอฟเฟกต์เฉพาะทางและเหมาะกับบางสถานการณ์ งานกลุ่มนี้มีหลายชื่อ เช่น
รีดเฟล็กซ์ (Flex) ที่เป็นแผ่นฟิล์มผิวเรียบ เงา หรือด้าน ตัดเป็นรูปแล้วรีดติดบนเสื้อ, รีดฟล็อก (Flock) ที่ผิวสัมผัสคล้ายกำมะหยี่, งานไวนิลสะท้อนแสง, งานกลิตเตอร์, งานฟอยล์, งานนูน/พัฟ (Puff) หรือแม้แต่งานพิมพ์แบบทรานส์เฟอร์จากกระดาษพิเศษ เทคนิคเหล่านี้มักถูกเลือกเมื่ออยากได้ “ความเด่นเฉพาะ” เช่น เสื้อทีมที่ต้องการชื่อ-เบอร์สะท้อนแสง งานแฟชั่นที่อยากได้ผิวกำมะหยี่ งานอีเวนต์กลางคืนที่อยากให้โลโก้สะท้อน หรือเสื้อพรีเมียมที่อยากให้ลายมีมิติ
ข้อดีของงานรีดคือทำได้เร็ว เหมาะกับจำนวนน้อย และคุมงานแยกชิ้นได้ง่าย เช่น ทำชื่อคนละชื่อ เบอร์คนละเบอร์ แต่สิ่งที่ต้องคุมคือความทนทานและการยึดเกาะซึ่งขึ้นกับคุณภาพวัสดุและการรีดเป็นหลัก ถ้าใช้วัสดุเกรดดีและรีดด้วยอุณหภูมิ/แรงกด/เวลาที่ถูกต้อง งานจะทนและดูดีมาก แต่ถ้าวัสดุไม่ดีหรือรีดไม่ถึง งานอาจย่น หลุด หรือขอบยกหลังซักไปไม่นาน อีกเรื่องคือความสบายในการสวมใส่ ถ้าพื้นที่รีดใหญ่ ฟิล์มจะทำให้ระบายอากาศลดลง ดังนั้นงานรีดมักเหมาะกับลายขนาดไม่ใหญ่มาก หรือใช้เป็นจุดเด่นเฉพาะตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมี “งานพิเศษ” ในตลาดเสื้อที่บางร้านเรียกว่าเทคนิคพรีเมียม เช่น งานปัก (Embroidery) ซึ่งแม้ไม่ใช่ “สกรีน” ในเชิงหมึก แต่เป็นวิธีตกแต่งเสื้อที่คนมักตัดสินใจเทียบกัน งานปักเด่นเรื่องภาพลักษณ์ดูแพง ทนทาน และเหมาะกับโลโก้บนเสื้อโปโลหรือยูนิฟอร์มองค์กร แต่ไม่เหมาะกับรายละเอียดเล็กมากหรือไล่เฉดภาพถ่าย เช่นเดียวกับงานสกรีนพิเศษอย่างสีสะท้อนแสง สีเรืองแสง สีเมทัลลิค หรือสีใสที่เน้นเอฟเฟกต์ การเลือกเทคนิคเหล่านี้จะคุ้มที่สุดเมื่อ “ดีไซน์ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับเทคนิค” ไม่ใช่เอาดีไซน์ทั่วไปไปฝืนทำจนเสียคุณภาพ
สกรีนเสื้อมีกี่แบบ ? คำตอบคือ “หลายแบบ” และควรเลือกตามงาน ไม่ใช่เลือกตามชื่อเทคนิค
ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า “สกรีนเสื้อมีกี่แบบ” ในทางปฏิบัติสามารถแบ่งได้หลายกลุ่ม แต่ถ้าจัดให้ง่ายต่อการตัดสินใจแบบมืออาชีพ จะเห็นภาพชัดว่ามีอย่างน้อย 5 กลุ่มหลักที่คนใช้จริงบ่อยที่สุด ได้แก่ สกรีนบล็อก (เหมาะกับจำนวนมากและงานสีแยกชัด), DTF (เหมาะกับงานละเอียด สีเยอะ และจำนวนน้อยถึงกลาง), DTG (นุ่มพรีเมียมบนคอตตอน), ซับลิเมชั่น (สุดทางสำหรับผ้าโพลีและงานเต็มตัว), และงานรีด/งานพิเศษ (เด่นเรื่องเอฟเฟกต์เฉพาะและงานตัวต่อตัว)
การเลือกให้ถูกควรดู 4 ปัจจัยร่วมกันคือ จำนวนที่สั่ง, ความซับซ้อนของลายและจำนวนสี, ชนิดผ้าและสีเสื้อ, และภาพลักษณ์/สัมผัสที่ต้องการ ถ้าคุณบอกเป้าหมายได้ชัด เช่น “ต้องการนุ่มที่สุด” หรือ “ต้องการถูกที่สุดเมื่อทำ 100 ตัว” หรือ “ต้องการสีสดและไล่เฉดเหมือนภาพถ่าย” คุณจะเลือกเทคนิคได้ง่ายและคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้น ที่สำคัญคืออย่าลืมว่าไฟล์งานและการคุมกระบวนการผลิตคือหัวใจ ต่อให้เลือกเทคนิคถูก แต่ไฟล์ไม่พร้อมหรือขั้นตอนผลิตไม่มาตรฐาน ผลลัพธ์ก็ไม่ออกมาดีได้
สกรีนเสื้อมีกี่แบบ ? รวมทุกเทคนิคยอดนิยม เลือกแบบไหนให้คุ้ม
1) สกรีนบล็อก (Silk Screen) คลาสสิกที่สุด คุ้มที่สุดเมื่อสั่งจำนวนมาก
ถ้าพูดถึงงานสกรีนเสื้อแบบ “ดั้งเดิมและเป็นมาตรฐานโรงงาน” เทคนิคที่คนในวงการยกให้เป็นตัวหลักก็ คือ สกรีนบล็อก หรือ Silk screen หลักการคือทำบล็อกสกรีนแยกตามสีของลาย แล้วปาดสีลงบนผ้าทีละสีจนได้ภาพครบ วิธีนี้มีจุดแข็งเรื่องความทนทาน สีแน่น และควบคุมคุณภาพได้ดี โดยเฉพาะงานที่ต้องการความสม่ำเสมอเหมือนกันทุกตัว เช่น เสื้อทีม เสื้อพนักงาน เสื้อกิจกรรม หรือเสื้อแบรนด์ที่ต้องผลิตซ้ำเรื่อย ๆ เหตุผลที่ สกรีนบล็อก “คุ้ม” เมื่อสั่งเยอะ เพราะต้นทุนหลักอยู่ที่การทำบล็อกและการเซ็ตอัพเครื่อง/โต๊ะสกรีน พอทำระบบเสร็จแล้ว ต้นทุนต่อชิ้นจะลดลงตามจำนวนทันที ยิ่งสั่งมากยิ่งถูกต่อชิ้น สีที่ได้มักจะสดและแน่น โดยเฉพาะสีพื้น ๆ หรืองานกราฟิกที่เป็นสีแยกชัดเจน เช่น โลโก้ ตัวอักษร ลายเส้น หรือภาพที่ใช้สีไม่กี่สี
อย่างไรก็ตาม สกรีนบล็อก ก็มีข้อจำกัดในงานที่เป็นรูปภาพไล่เฉดละเอียด ๆ หรือภาพถ่ายที่มีหลายสีมาก ๆ เพราะต้องแยกสีจำนวนมาก ทำให้ค่าเตรียมงานสูงและใช้เวลามากขึ้น แม้จะมีเทคนิคอย่างฮาล์ฟโทนเพื่อจำลองเฉดสี แต่ก็ต้องอาศัยความชำนาญและการคุมงานที่ดี หากลูกค้าต้องการความเหมือนภาพถ่ายแบบ “เห็นรายละเอียดทุกเฉด” บางครั้งเทคนิคดิจิทัลอย่าง DTF อาจตอบโจทย์ง่ายกว่า อีกจุดที่ควรรู้คือฟีลลิ่งบนผ้า สกรีนบล็อกบางสูตรสีจะให้สัมผัสหนากว่าแบบอื่น โดยเฉพาะการพิมพ์พื้นที่ใหญ่ ๆ ทับหลายชั้น ดังนั้นถ้าต้องการสัมผัสนุ่มมาก ๆ อาจต้องเลือกชนิดหมึกและกระบวนการให้เหมาะ เช่น หมึกน้ำหรือวิธีพิมพ์ที่เน้นความบาง
2) DTF (Direct to Film) งานละเอียด สีเยอะก็ทำได้ เหมาะกับจำนวนน้อยถึงกลาง
DTF เป็นหนึ่งในเทคนิคที่เติบโตเร็วมากในช่วงหลัง เพราะแก้โจทย์ที่หลายคนเจอจากงานสกรีนแบบเดิม ๆ ได้ตรงจุด นั่นคือ “สั่งน้อยก็ทำได้” และ “ลายสีเยอะ รายละเอียดสูงก็ทำได้” หลักการของ DTF คือพิมพ์ลายลงบนฟิล์มด้วยหมึกพิเศษ (มักมีหมึกขาวเป็นฐาน) จากนั้นโรยกาวผง/ผงฮอตเมลต์ แล้วนำไปรีดติดบนผ้าด้วยความร้อนและแรงกด ทำให้สามารถพิมพ์ภาพสีซับซ้อน ภาพถ่าย ไล่เฉด หรือกราฟิกที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ได้ง่าย โดยไม่ต้องแยกสีทำบล็อกทีละสีเหมือนซิลค์สกรีน
จุดเด่นสำคัญของ DTF คือ ความยืดหยุ่นด้านดีไซน์ คุณอยากทำลายหนึ่งตัวก็ทำได้ อยากทำสิบตัวก็ทำได้ และสามารถทำหลายลายในออเดอร์เดียวกันได้สะดวก เช่น เสื้อทีมที่แต่ละคนมีชื่อคนละชื่อ หรือเสื้อกิจกรรมที่ต้องใส่ชื่อ/เบอร์เฉพาะบุคคล นอกจากนี้ DTF ยังใช้ได้กับผ้าหลากหลายชนิดกว่าเทคนิคบางประเภท ทั้งคอตตอน คอตตอนผสม โพลีเอสเตอร์ และผ้าบางชนิดที่ต้องการฐานสีขาวเพื่อให้สีสดบนผ้าสีเข้ม
สิ่งที่ต้องระวังของ DTF คือ คุณภาพของไฟล์ งานออกมาจะดีหรือไม่ขึ้นกับความละเอียดไฟล์ การทำพื้นหลังโปร่งใส การจัดการขอบลาย และการตั้งค่าพิมพ์/รีดที่เหมาะสม ถ้ารีดไม่ถึงอุณหภูมิหรือแรงกดไม่พอ ลายอาจลอกหรือแตกได้ง่าย ในทางกลับกัน ถ้าคุมงานดี DTF สามารถให้ความทนทานที่ดีมาก ซักแล้วสีไม่ซีดเร็ว และรายละเอียดคมชัด อีกเรื่องคือสัมผัสบนผ้า DTF มักจะมี “ฟิล์ม/เนื้อกาว” ทำให้สัมผัสจะต่างจากการพิมพ์หมึกซึมลงเนื้อผ้าแบบหมึกน้ำ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัสดุและกระบวนการให้บางและนิ่มขึ้นมาก หากคุณเน้นงานภาพเยอะ ทำจำนวนน้อย หรืออยากทำงานเร็ว DTF ถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มและตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มาก
3) DTG (Direct to Garment) งานนุ่มเหมือนหมึกซึม เหมาะกับคอตตอนและงานพรีเมียม
DTG คือการพิมพ์ลงบนเสื้อโดยตรง คล้ายเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตขนาดใหญ่ที่พ่นหมึกลงบนผ้าตามไฟล์ดิจิทัล ข้อดีที่คนรักงานพรีเมียมชอบคือ “ความนุ่ม” โดยเฉพาะบนผ้าคอตตอน 100% เพราะหมึกสามารถซึมเข้าเส้นใย ทำให้สัมผัสบางและเป็นธรรมชาติ เหมาะกับงานที่ต้องการความหรู งานแฟชั่น งานอาร์ต หรือแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการใส่สบายและสัมผัสผิว
จุดแข็งอีกอย่างของ DTG คือรายละเอียดสูง ทำภาพถ่ายหรือไล่เฉดได้ดี และไม่จำเป็นต้องทำบล็อกแยกสีเหมือนซิลค์สกรีน ทำให้เหมาะกับงานจำนวนน้อยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม DTG มีเงื่อนไขด้านเนื้อผ้าที่ชัดเจนที่สุด เทคนิคนี้มักทำงานได้ดีที่สุดกับผ้าคอตตอนหรือผ้าผสมที่มีคอตตอนสูง หากเป็นโพลีเอสเตอร์ล้วน บางกรณีสีอาจไม่เกาะดีหรือได้ความสดตามต้องการ นอกจากนี้เสื้อสีเข้มมักต้องพ่น “รองพื้นขาว” และต้องใช้กระบวนการเตรียมผ้า (pre-treatment) เพื่อให้หมึกยึดเกาะและสีสด หากขั้นตอนนี้ไม่ดี งานอาจซีดไวหรือแตกได้
ในเชิงต้นทุน DTG มักมีต้นทุนต่อชิ้นค่อนข้างคงที่และสูงกว่าซิลค์สกรีนเมื่อสั่งจำนวนมาก จึงเหมาะกับงานที่เน้นคุณภาพเฉพาะตัว จำนวนน้อย หรือดีไซน์หลากหลายมากกว่า ถ้าคุณทำแบรนด์เสื้อที่อยากได้ฟีลลิ่งหมึกนุ่ม ๆ และทำลายใหม่บ่อย DTG เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา แต่ต้องเลือกผู้ผลิตที่คุมระบบพิมพ์และการเตรียมผ้าได้ดี เพราะนี่คือหัวใจของคุณภาพ DTG
4) ซับลิเมชั่น (Sublimation) สีสดมากบนผ้าโพลี เหมาะกับเสื้อกีฬาและงานเต็มตัว
ถ้าคุณเคยเห็นเสื้อกีฬาที่พิมพ์ลายเต็มตัว สีจัดมาก ไล่เฉดได้ทั้งตัว และแทบไม่รู้สึกว่ามีเนื้อสกรีน นั่นมักเป็นงานซับลิเมชั่น เทคนิคนี้ใช้หมึกซับที่เมื่อโดนความร้อนจะระเหิดเป็นก๊าซแล้วแทรกเข้าไปในเส้นใยของผ้า ทำให้สี “กลายเป็นส่วนหนึ่งของผ้า” ข้อดีคือใส่แล้วไม่ร้อน ไม่หนา ไม่มีฟิล์มหรือเนื้อหมึกนูน ซักแล้วสีทนมากเพราะสีอยู่ในเส้นใย เหมาะสุด ๆ กับเสื้อกีฬา เสื้อวิ่ง เสื้อปั่นจักรยาน หรือเสื้อกิจกรรมที่ต้องการพิมพ์ทั้งตัว
แต่ซับลิเมชั่นมีข้อจำกัดสำคัญคือเหมาะกับผ้าโพลีเอสเตอร์หรือผ้าที่มีส่วนผสมโพลีสูง และมักต้องเป็น “ผ้าสีอ่อนหรือสีขาว” เพราะหมึกซับไม่สามารถพิมพ์สีขาวทับผ้าสีเข้มได้ ถ้าคุณอยากทำลายบนเสื้อดำด้วยซับลิเมชั่น จะทำไม่ได้แบบตรงไปตรงมาในมาตรฐานทั่วไป จึงทำให้ซับลิเมชั่นตอบโจทย์ตลาดเสื้อกีฬาได้ดีมาก แต่ไม่ใช่คำตอบของทุกงานเสื้อยืดแฟชั่น โดยเฉพาะเสื้อคอตตอนสีเข้ม
ในมุมการออกแบบ ซับลิเมชั่นเหมาะกับภาพไล่เฉด ภาพถ่าย กราฟิกสีเยอะ และงานที่ต้องการความเนียนทั้งตัว หากคุณต้องการทำเสื้อทีมกีฬาที่มีลายกราฟิกเต็มตัว โลโก้ สปอนเซอร์ และชื่อ-เบอร์ ซับลิเมชั่นเป็นเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์มืออาชีพมากที่สุดแบบหนึ่ง แต่ต้องเริ่มจากการเลือกผ้าและสีเสื้อให้ตรงกับข้อจำกัดของเทคนิคนี้ก่อน
5) งานรีด (Heat Transfer / Flex / Flock / Vinyl) และงานพิเศษ เลือกให้ถูกจะ “ดูแพง” และเด่นมาก
นอกจากเทคนิคหลัก ๆ ยังมีงานรีดและงานพิเศษอีกหลายแบบที่ใช้กันเยอะ เพราะให้เอฟเฟกต์เฉพาะทางและเหมาะกับบางสถานการณ์ งานกลุ่มนี้มีหลายชื่อ เช่น รีดเฟล็กซ์ (Flex) ที่เป็นแผ่นฟิล์มผิวเรียบ เงา หรือด้าน ตัดเป็นรูปแล้วรีดติดบนเสื้อ, รีดฟล็อก (Flock) ที่ผิวสัมผัสคล้ายกำมะหยี่, งานไวนิลสะท้อนแสง, งานกลิตเตอร์, งานฟอยล์, งานนูน/พัฟ (Puff) หรือแม้แต่งานพิมพ์แบบทรานส์เฟอร์จากกระดาษพิเศษ เทคนิคเหล่านี้มักถูกเลือกเมื่ออยากได้ “ความเด่นเฉพาะ” เช่น เสื้อทีมที่ต้องการชื่อ-เบอร์สะท้อนแสง งานแฟชั่นที่อยากได้ผิวกำมะหยี่ งานอีเวนต์กลางคืนที่อยากให้โลโก้สะท้อน หรือเสื้อพรีเมียมที่อยากให้ลายมีมิติ
ข้อดีของงานรีดคือทำได้เร็ว เหมาะกับจำนวนน้อย และคุมงานแยกชิ้นได้ง่าย เช่น ทำชื่อคนละชื่อ เบอร์คนละเบอร์ แต่สิ่งที่ต้องคุมคือความทนทานและการยึดเกาะซึ่งขึ้นกับคุณภาพวัสดุและการรีดเป็นหลัก ถ้าใช้วัสดุเกรดดีและรีดด้วยอุณหภูมิ/แรงกด/เวลาที่ถูกต้อง งานจะทนและดูดีมาก แต่ถ้าวัสดุไม่ดีหรือรีดไม่ถึง งานอาจย่น หลุด หรือขอบยกหลังซักไปไม่นาน อีกเรื่องคือความสบายในการสวมใส่ ถ้าพื้นที่รีดใหญ่ ฟิล์มจะทำให้ระบายอากาศลดลง ดังนั้นงานรีดมักเหมาะกับลายขนาดไม่ใหญ่มาก หรือใช้เป็นจุดเด่นเฉพาะตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังมี “งานพิเศษ” ในตลาดเสื้อที่บางร้านเรียกว่าเทคนิคพรีเมียม เช่น งานปัก (Embroidery) ซึ่งแม้ไม่ใช่ “สกรีน” ในเชิงหมึก แต่เป็นวิธีตกแต่งเสื้อที่คนมักตัดสินใจเทียบกัน งานปักเด่นเรื่องภาพลักษณ์ดูแพง ทนทาน และเหมาะกับโลโก้บนเสื้อโปโลหรือยูนิฟอร์มองค์กร แต่ไม่เหมาะกับรายละเอียดเล็กมากหรือไล่เฉดภาพถ่าย เช่นเดียวกับงานสกรีนพิเศษอย่างสีสะท้อนแสง สีเรืองแสง สีเมทัลลิค หรือสีใสที่เน้นเอฟเฟกต์ การเลือกเทคนิคเหล่านี้จะคุ้มที่สุดเมื่อ “ดีไซน์ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับเทคนิค” ไม่ใช่เอาดีไซน์ทั่วไปไปฝืนทำจนเสียคุณภาพ
สกรีนเสื้อมีกี่แบบ ? คำตอบคือ “หลายแบบ” และควรเลือกตามงาน ไม่ใช่เลือกตามชื่อเทคนิค
ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า “สกรีนเสื้อมีกี่แบบ” ในทางปฏิบัติสามารถแบ่งได้หลายกลุ่ม แต่ถ้าจัดให้ง่ายต่อการตัดสินใจแบบมืออาชีพ จะเห็นภาพชัดว่ามีอย่างน้อย 5 กลุ่มหลักที่คนใช้จริงบ่อยที่สุด ได้แก่ สกรีนบล็อก (เหมาะกับจำนวนมากและงานสีแยกชัด), DTF (เหมาะกับงานละเอียด สีเยอะ และจำนวนน้อยถึงกลาง), DTG (นุ่มพรีเมียมบนคอตตอน), ซับลิเมชั่น (สุดทางสำหรับผ้าโพลีและงานเต็มตัว), และงานรีด/งานพิเศษ (เด่นเรื่องเอฟเฟกต์เฉพาะและงานตัวต่อตัว)
การเลือกให้ถูกควรดู 4 ปัจจัยร่วมกันคือ จำนวนที่สั่ง, ความซับซ้อนของลายและจำนวนสี, ชนิดผ้าและสีเสื้อ, และภาพลักษณ์/สัมผัสที่ต้องการ ถ้าคุณบอกเป้าหมายได้ชัด เช่น “ต้องการนุ่มที่สุด” หรือ “ต้องการถูกที่สุดเมื่อทำ 100 ตัว” หรือ “ต้องการสีสดและไล่เฉดเหมือนภาพถ่าย” คุณจะเลือกเทคนิคได้ง่ายและคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้น ที่สำคัญคืออย่าลืมว่าไฟล์งานและการคุมกระบวนการผลิตคือหัวใจ ต่อให้เลือกเทคนิคถูก แต่ไฟล์ไม่พร้อมหรือขั้นตอนผลิตไม่มาตรฐาน ผลลัพธ์ก็ไม่ออกมาดีได้