
TITLE: Killers of the Flower Moon : เรื่องจริงที่บีบคั้นหัวใจ ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี Scorsese ครับ
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์ที่หลายคนรอคอยอย่าง Killers of the Flower Moon ของผู้กำกับระดับตำนาน Martin Scorsese มาครับ บอกเลยว่าไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เป็นหนังที่ทรงพลังมากจริงๆ ครับ
ก่อนอื่นต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในยุค 1920 ครับ เกี่ยวกับชนเผ่า Osage ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกันที่ร่ำรวยมหาศาลจากน้ำมันที่ค้นพบในที่ดินของพวกเขา แต่ความมั่งคั่งนี้กลับนำมาซึ่งความ

เมื่อมีคนเริ่มถูกฆาตกรรมอย่างเป็นปริศนาทีละคน ทีละคน เป็นเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจและโหดร้ายมากๆ ครับ
สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดอย่างแรกเลยคือ การกำกับของ Scorsese ครับ แกยังคงเก่งกาจเหมือนเดิม การเล่าเรื่องมีความลุ่มลึก ค่อยๆ บิ้วอารมณ์ผู้ชมให้จมดิ่งไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ช้าๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สำคัญ ทุกฉาก ทุกมุมกล้อง มีความหมาย ไม่ใช่แค่ภาพสวยงาม แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงครับ การใช้ภาพ เสียง ดนตรีประกอบ มันส่งเสริมบรรยากาศของยุคนั้นได้ดีมากๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปจริงๆ
นักแสดงนี่ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ Leonardo DiCaprio กับ Robert De Niro นี่คือที่สุดแล้วครับ การแสดงของพวกเขาดูเป็นธรรมชาติมากๆ โดยเฉพาะ DiCaprio ที่รับบทเป็น Ernest Burkhart ชายหนุ่มที่ดูใสซื่อ แต่เบื้องลึกกลับมีความซับซ้อนและน่าสงสัย การแสดงของเขาสามารถทำให้เราทั้งรู้สึกสงสาร เห็นใจ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ไว้วางใจไปพร้อมๆ กัน ส่วน De Niro ในบท William Hale ลุงของ Ernest ก็ตีบทแตกกระจุยครับ เป็นตัวร้ายที่ดูสงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตและวางแผนร้ายกาจได้อย่างน่าขนลุก ส่วน Lily Gladstone ที่รับบท Mollie Burkhart ภรรยาของ Ernest นั้น คือดาวเด่นที่ขโมยซีนไปเลยครับ การแสดงของเธอมีความสง่างาม แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้า ความเจ็บปวด และความเข้มแข็งของชนเผ่า Osage ที่ถูกกระทำ เป็นการแสดงที่กินใจมากๆ ครับ
ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของ Scorsese ที่ไม่ได้เน้นไปที่การสืบสวนหาตัวคนร้ายแบบหนังทั่วไป แต่จะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง Ernest กับ Mollie ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง มันทำให้เราเห็นถึงความรัก ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ค่อยๆ ถูกบิดเบือนและทำลายลงด้วยความโลภและความทะเยอทะยานของคนบางกลุ่ม มันเป็นความเจ็บปวดที่ค่อยๆ กัดกินเข้ามาครับ
หนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนครับ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว การกดขี่ข่มเหงชนกลุ่มน้อย มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอในทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป การที่ชนเผ่า Osage ที่เคยร่ำรวย กลับต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเอาเปรียบและถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น เพราะทรัพย์สมบัติของตัวเอง มันเป็นอะไรที่น่าเศร้าและน่าโกรธจริงๆ ครับ
อีกอย่างที่ผมชื่นชมคือ การนำเสนอวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนเผ่า Osage ครับ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงเห็นถึงความผูกพันในครอบครัว ความเข้มแข็ง และความศรัทธาในวิถีของตนเอง Lily Gladstone ถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมาได้ดีมากๆ ครับ
ความยาวของหนังอาจจะยาวไปหน่อยครับ เกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ผมว่ามันคุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ ครับ เพราะมันมีรายละเอียดเยอะมากที่ต้องปูพื้นฐานและค่อยๆ เล่าเรื่อง ถ้าใครเป็นแฟนหนังของ Scorsese หรือชอบหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ที่มีความลึกซึ้งและสะเทือนอารมณ์ เรื่องนี้ไม่ควรพลาดเลยครับ
โดยรวมแล้ว Killers of the Flower Moon เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ ครับ ทั้งในด้านการกำกับ การแสดง และการนำเสนอเรื่องราว มันไม่ใช่แค่หนังบันเทิง แต่เป็นหนังที่ชวนให้เราตั้งคำถามกับสังคมและมนุษย์เราเอง เป็นหนังที่ดูจบแล้วยังคงคิดตามไปอีกนานครับ
คะแนนส่วนตัวผมให้ 9/10 ครับ หักนิดหน่อยตรงที่บางช่วงอาจจะรู้สึกเนือยๆ ไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันคือ Masterpiece ครับ
ใครที่ไปดูมาแล้ว มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ อยากรู้ว่าเพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับผม
Killers of the Flower Moon : เรื่องจริงที่บีบคั้นหัวใจ ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี Scorsese ครับ
TITLE: Killers of the Flower Moon : เรื่องจริงที่บีบคั้นหัวใจ ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี Scorsese ครับ
สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์ที่หลายคนรอคอยอย่าง Killers of the Flower Moon ของผู้กำกับระดับตำนาน Martin Scorsese มาครับ บอกเลยว่าไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เป็นหนังที่ทรงพลังมากจริงๆ ครับ
ก่อนอื่นต้องบอกว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในยุค 1920 ครับ เกี่ยวกับชนเผ่า Osage ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกันที่ร่ำรวยมหาศาลจากน้ำมันที่ค้นพบในที่ดินของพวกเขา แต่ความมั่งคั่งนี้กลับนำมาซึ่งความ
สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดอย่างแรกเลยคือ การกำกับของ Scorsese ครับ แกยังคงเก่งกาจเหมือนเดิม การเล่าเรื่องมีความลุ่มลึก ค่อยๆ บิ้วอารมณ์ผู้ชมให้จมดิ่งไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ช้าๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สำคัญ ทุกฉาก ทุกมุมกล้อง มีความหมาย ไม่ใช่แค่ภาพสวยงาม แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงครับ การใช้ภาพ เสียง ดนตรีประกอบ มันส่งเสริมบรรยากาศของยุคนั้นได้ดีมากๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปจริงๆ
นักแสดงนี่ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ Leonardo DiCaprio กับ Robert De Niro นี่คือที่สุดแล้วครับ การแสดงของพวกเขาดูเป็นธรรมชาติมากๆ โดยเฉพาะ DiCaprio ที่รับบทเป็น Ernest Burkhart ชายหนุ่มที่ดูใสซื่อ แต่เบื้องลึกกลับมีความซับซ้อนและน่าสงสัย การแสดงของเขาสามารถทำให้เราทั้งรู้สึกสงสาร เห็นใจ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่ไว้วางใจไปพร้อมๆ กัน ส่วน De Niro ในบท William Hale ลุงของ Ernest ก็ตีบทแตกกระจุยครับ เป็นตัวร้ายที่ดูสงบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตและวางแผนร้ายกาจได้อย่างน่าขนลุก ส่วน Lily Gladstone ที่รับบท Mollie Burkhart ภรรยาของ Ernest นั้น คือดาวเด่นที่ขโมยซีนไปเลยครับ การแสดงของเธอมีความสง่างาม แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้า ความเจ็บปวด และความเข้มแข็งของชนเผ่า Osage ที่ถูกกระทำ เป็นการแสดงที่กินใจมากๆ ครับ
ผมชอบวิธีการเล่าเรื่องของ Scorsese ที่ไม่ได้เน้นไปที่การสืบสวนหาตัวคนร้ายแบบหนังทั่วไป แต่จะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง Ernest กับ Mollie ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง มันทำให้เราเห็นถึงความรัก ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ค่อยๆ ถูกบิดเบือนและทำลายลงด้วยความโลภและความทะเยอทะยานของคนบางกลุ่ม มันเป็นความเจ็บปวดที่ค่อยๆ กัดกินเข้ามาครับ
หนังเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนครับ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว การกดขี่ข่มเหงชนกลุ่มน้อย มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอในทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป การที่ชนเผ่า Osage ที่เคยร่ำรวย กลับต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเอาเปรียบและถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น เพราะทรัพย์สมบัติของตัวเอง มันเป็นอะไรที่น่าเศร้าและน่าโกรธจริงๆ ครับ
อีกอย่างที่ผมชื่นชมคือ การนำเสนอวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนเผ่า Osage ครับ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงเห็นถึงความผูกพันในครอบครัว ความเข้มแข็ง และความศรัทธาในวิถีของตนเอง Lily Gladstone ถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมาได้ดีมากๆ ครับ
ความยาวของหนังอาจจะยาวไปหน่อยครับ เกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ผมว่ามันคุ้มค่าทุกนาทีจริงๆ ครับ เพราะมันมีรายละเอียดเยอะมากที่ต้องปูพื้นฐานและค่อยๆ เล่าเรื่อง ถ้าใครเป็นแฟนหนังของ Scorsese หรือชอบหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ที่มีความลึกซึ้งและสะเทือนอารมณ์ เรื่องนี้ไม่ควรพลาดเลยครับ
โดยรวมแล้ว Killers of the Flower Moon เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ ครับ ทั้งในด้านการกำกับ การแสดง และการนำเสนอเรื่องราว มันไม่ใช่แค่หนังบันเทิง แต่เป็นหนังที่ชวนให้เราตั้งคำถามกับสังคมและมนุษย์เราเอง เป็นหนังที่ดูจบแล้วยังคงคิดตามไปอีกนานครับ
คะแนนส่วนตัวผมให้ 9/10 ครับ หักนิดหน่อยตรงที่บางช่วงอาจจะรู้สึกเนือยๆ ไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วมันคือ Masterpiece ครับ
ใครที่ไปดูมาแล้ว มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ อยากรู้ว่าเพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับผม